แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยคดีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งออกมาแล้วเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา แต่คดีนี้ก็ยังคงเป็นที่จับตามองอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด กระทรวงยุติธรรมรับเรื่องฟ้องดำเนินคดีกับบุคคล 8 ราย ในข้อหาอั้งยี่ เปิดเผยความลับของเอกสาร ยุยงปลุกปั่น ฯลฯ หลังพยายามถอดรหัสบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง
โดยวันที่ 20 ตุลาคม 2569 มีตัวแทนประชาชนคือนางสาว A (นามสมมติ) เข้ายื่นหนังสือที่กระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้ DSI ดำเนินคดีกับบุคคลที่พยายามถอดรหัสบนบัตรเลือกตั้ง ในข้อหาร่วมกันเป็นอั้งยี่, เปิดเผยความลับของเอกสารที่ปิดผนึกไว้, ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างและเดื่องในหมู่ประชาชน อันจะก่อให้เกิดความไม่สงบ, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน
สำหรับบุคคลที่ถูกฟ้อง มีทั้งนักวิชาการ นักการเมือง สื่อ และประชาชนรวม 8 ราย ได้แก่
- นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต (D-VOTE) มหาวิทยาลัยศรีปทุม
- นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DomeCloud
- นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือ ครูชัย เจ้าของเพจ M.I.B Marketing In Black
- นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง
- นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน
- นายทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพสำนักข่าว Spacebar
- นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล
- นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น
ในเอกสารคำร้องระบุว่า วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 นายธรรมธีร์และพวก ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ที่หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 เขตคันนายาว กรุงเทพฯ โดยลักลอบถ่ายต้นขั้วบัตร และพยายามถอดรหัสบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด ซึ่งเป็นการบ่อนทำลาย บิดเบือนข้อมูล ยุยงปลุกปั่น เพื่อกดดันให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
ต่อมาในวันที่ 28 กันยายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้ง ก็เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม รวมถึงไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน
ด้าน กกต. เองก็ได้มอบหมายให้นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ กกต. เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลทั้ง 8 ไว้เรียบร้อยแล้วแล้ว
แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยเรื่องคดีบาร์โค้ด-คิวอาร์บนบัตรเลือกตั้งแล้ว แต่คดีนี้ก็ยังเป็นที่สนใจของสังคม เนื่องจากยังคงมีข้อสงสัย และมีผู้ถูกดำเนินคดีตามมา คงต้องรอจับตาท่าทีของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และติดตามว่าผลการพิจารณคดีจะเป็นอย่างไรต่อไป