นาฬิกาวันสิ้นโลก หรือ Doomsday Clock ที่เป็นเหมือนกับสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่า พวกเราเหล่ามวลมนุษชาติเข้าใกล้การล่มสลายมากน้อยเพียงใด ได้ถูกขยับเข้ามาใกล้ ‘เที่ยงคืน’ ที่ 89 วินาที ซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใกล้เที่ยงคืนที่สุดเท่าที่เคยมีมา
องค์กรคณะนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านปรมาณู (Bulletin of the Atomic Scientists: BAS) ซึ่งเป็นผู้กำหนดนาฬิกานี้เป็นประจำทุกปี ระบุว่า ภัยคุกคามจากนิวเคลียร์ การใช้ความก้าวหน้าทางชีววิทยา และปัญญาประดิษฐ์ในทางที่ผิด รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจปรับเปลี่ยนนาฬิกาดังกล่าว
แดเนียล โฮลซ์ ประธานคณะกรรมการวิทยาศาสตร์และความปลอดภัยของวารสาร กล่าวว่า การเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เป็น ‘การเตือนผู้นำโลกทุกคน’ โดยนาฬิกาเรือนนี้เคยถูกเลื่อนไปที่ 7 นาทีก่อนเที่ยงคืนในปี 1947 แต่เมื่อปีที่แล้วยังไม่มีการเลื่อนเกิดขึ้น
ในแถลงการณ์เมื่อวันอังคาร (28 มกราคม) BAS กล่าวว่า การปรับนาฬิกาให้ใกล้เที่ยงคืนขึ้นอีกหนึ่งวินาที ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจน เนื่องจากโลกกำลังเข้าใกล้จุดวิกฤตแล้ว การเคลื่อนตัวแม้เพียงวินาทีเดียวก็ถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงอันตรายร้ายแรง และเป็นคำเตือนที่ชัดเจนว่าความล่าช้าในการเปลี่ยนทิศทางทุกๆ วินาทีจะเพิ่มโอกาสเกิดหายนะระดับโลก
นอกจากนี้ BAS ยังได้เตือนว่า สงครามที่ยังคงดำเนินอยู่ในยูเครน ที่นับรวมแล้วก็กำลังจะครบ 3 ปี นับตั้งแต่ที่รัสเซียบุกอย่างเต็มรูปแบบอาจกลายเป็นสงครามนิวเคลียร์ได้ทุกเมื่อจากการตัดสินใจที่หุนหันพลันแล่น หรือจากอุบัติเหตุหรือการคำนวณผิดพลาด
แถลงการณ์ยังระบุด้วยว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจลุกลามจนกลายเป็นสงครามที่ใหญ่โตโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า ประกอบกับความพยายามของโลกในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงย่ำแย่ เนื่องจากรัฐบาลส่วนใหญ่ล้มเหลวในการบังคับใช้นโยบายและเงินทุนที่จำเป็นเพื่อหยุดยั้งภาวะโลกร้อน
ในด้านชีววิทยา BAS กล่าวต่อว่า โรคที่เกิดขึ้นใหม่ และโรคที่กลับมาเกิดขึ้นอีกยังคงคุกคามเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของโลก
BAS บอกว่า เทคโนโลยีก่อกวนมากมายที่ถูกพัฒนาไปในปีที่แล้ว จะทำให้โลกอันตรายยิ่งขึ้น โดยการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการโจมตีทางการทหาร ถูกนำมาใช้ในยูเครนและตะวันออกกลาง และหลายประเทศกำลังดำเนินการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในกองทัพของตน
องค์กรดังกล่าวเน้นย้ำว่าอันตรายทั้งหมดนี้ รุนแรงขึ้นมากจากภัยคุกคามที่ทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือ การแพร่กระจายของข้อมูลที่ผิดพลาด ข้อมูลบิดเบือน และทฤษฎีสมคบคิดที่ทำลายระบบนิเวศการสื่อสารและทำให้เส้นแบ่งระหว่างความจริงและความเท็จที่เลือนลางลงเรื่อยๆ
BAS กล่าวด้วยว่า สหรัฐฯ จีน และรัสเซียมีอำนาจร่วมกันในการทำลายอารยธรรม และทั้ง 3 ประเทศ เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดึงโลกกลับมาจากจุดวิกฤตด้วย
อ้างอิงจาก