“ต้องมีการตรากฎหมายเหมือนกับเพลงชาติไทยว่า เพลงสรรเสริญพระบารมี ต้องยืนถวายความเคารพ หากไม่ยืนถวายความเคารพ มีความผิดทั้งอาญาและทั้งปรับ”
วันนี้ (25 มีนาคม 2569) ในการประชุมวุฒิสภา ที่รัฐสภา อลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ รายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการต่อที่ประชุม
อลงกตเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการปรับปรุงกฎหมายให้ครอบคลุมถึงการแสดงความเคารพต่อ ‘เพลงสรรเสริญพระบารมี’ เหมือนกับ ‘เพลงชาติไทย’ที่ระบุให้ประชาชนต้องยืนแสดงความเคารพ
“เพลงชาติไทยมีกฎหมายคุ้มครองว่า หากใครไม่ยืนมีความผิดปรับและจำคุก แต่ไม่มีกฎหมายกำกับว่าเพลงสรรเสริญพระบารมีต้องยืนหรือต้องเคารพ จึงเกิดบางเคสที่อยู่ในโรงหนัง พอเด็กไม่ยืนในเพลงสรรเสริญพระบารมี มีการไปว่าเด็ก ทำร้ายเด็ก สุดท้ายคนทำร้ายก็โดนกระทำเสียเอง” อลงกต กล่าว
โดยเพลงสรรเสริญพระบารมีถูกใช้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ถึงปัจจุบัน ซึ่งไม่เคยมีการเปลี่ยนเนื้อร้องหรือทำนอง แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ก็มีการเริ่มให้ใช้เพลงชาติไทย พร้อมตรา พ.ร.บ.ธงชาติไทยและเพลงชาติไทย ทำให้ประเทศไทยมีเพลงประจำชาติ 2 เพลง คือ เพลงชาติและเพลงสรรเสริญพระบารมี
ดังนั้น อลงกตจึงอยากให้สมาชิกวุฒิสภาเข้ามามีส่วนร่วมในการรณรงค์ให้มีการตรากฎหมายเพลงสรรเสริญพระบารมีเหมือนกับเพลงชาติไทย
“ต้องมีการตรากฎหมายเหมือนกับเพลงชาติไทยว่า เพลงสรรเสริญพระบารมี ต้องยืนถวายความเคารพ หากไม่ยืนถวายความเคารพ มีความผิดทั้งอาญาและทั้งปรับ” อลงกต กล่าว
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในสมัยรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มีประกาศบังคับใช้ พ.ร.บ.วัฒนธรรมแห่งชาติ 2553 ให้ยกเลิกกฎหมายเดิมที่เขียนไว้ในปี 2485 ซึ่งระบุว่า ต้องเคารพธงชาติ เพลงชาติ หรือเพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงเคารพอื่นๆ ซึ่งบรรเลงในงานตามทางราชการ ในงานสังคมหรือในโรงมหรสพ
ดังนั้น ปัจจุบันประเทศไทยจึงไม่ได้มีกฎหมายบังคับให้ต้องยืนเคารพเพลงชาติไทย และไม่ได้มีความผิดทั้งจำทั้งและปรับตามที่ สว.อลงกต กล่าวอ้าง