เราจะทำฟันเองที่บ้านได้ไหมนะ? ตอบตรงนี้ได้เลย ไม่ควรทำ! ไม่ว่าจะอุดฟัน จัดฟัน ฟอกสีฟัน ทำฟันปลอม แม้บนแพลตฟอร์มออนไลน์มีสินค้าและชุด DIY แบบนี้ขายเต็มไปหมดก็ตาม
เรื่องราวคือ เมื่อวันที่ 10 มกราคม ที่ผ่านมา ทันตแพทย์ พจนา พงษ์พานิช ได้โพสต์แชร์ประสบการณ์บนเฟซบุ๊กส่วนตัว ที่เจอคนไข้มาหาด้วยอาการปวดฟัน เมื่อซักประวัติจึงพบว่าซื้อ ‘เม็ดอุดฟัน’ จากแอปพลิเคชัน TikTok มาอุดฟันที่เป็นรูจากอาการฟันผุเอง
เจ้าเม็ดอุดฟันนี้มีลักษณะกลมๆ เล็กๆ คล้ายพลาสติก วิธีการใช้งานคือใช้น้ำร้อนคนจนเม็ดนิ่มลง จากนั้นสามารถปั้นเป็นรูปทรงต่างๆ ได้ รวมถึงปั้นเพื่ออุดเข้าไปในรูฟันฝุ จากนั้นเมื่อโดนน้ำเย็น เม็ดก็จะแข็งตัวและคงอยู่ในรูนั้นได้
โดยเหตุผลที่คนไข้คนดังกล่าวเลือกจัดการแบบนี้แทนที่จะมาพบหมอฟัน คือการที่ตนอยู่ในสวนยางที่ห่างไกล จึงไม่ได้ออกมาหาหมอ การกดสั่งของจากออนไลน์จึงเป็นทางเลือกที่สะดวกกว่า
กรณีนี้ได้นำมาซึ่งคำถามที่ว่า เพราะเหตุใดถึงมีคนมีความเข้าใจว่าเราสามารถทำฟันเองได้จากที่บ้าน และระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ หรือ Health Literacy ของคนไทยไปถึงไหนแล้ว
The MATTER ได้ไปพูดคุยกับ อ.ทพ.ดร.ธงชัย วชิรโรจน์ไพศาล อุปนายกทันตแพทยสภา เพื่อทำความเข้าใจถึงอันตรายของสินค้าทันตกรรมออนไลน์ และแนวทางดำเนินการของทันตแพทยสภาเพิ่มเติม
สำหรับสินค้าทันตกรรมออนไลน์ที่มักจะพบเห็นนั้น เพื่อให้เข้าใจง่าย ทพ.ธงชัย ได้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ สินค้าที่ไม่อันตราย แต่ใช้งานไม่ได้จริง หรือสินค้าที่เข้าข่ายหลอกลวง และอีกประเภทคือสินค้าที่ใช้แล้วเกิดอันตราย
สำหรับเม็ดอุดฟัน เข้าข่ายสินค้าที่ใช้แล้วเกิดอันตรายได้ โดย ทพญ.พจนา อธิบายไว้ในโพสต์ที่แชร์ประสบการณ์ว่า ขั้นตอนเวลาคนไข้มาอุดฟันจากกการฟันผุ หมอฟันจะต้องกำจัดเชื้อโรคในรูออกไปก่อนที่จะนำวัสดุมาอุด เพราะไม่เช่นนั้น เชื้อโรคก็จะยังคงฝังอยู่ และลามไปถึงเหงือกและรากฟันได้ นอกจากนั้น วัสดุที่นำมาอุดก็ไม่แน่ชัดว่าคืออะไร อาจเป็นสารเคมีที่ทำให้เกิดอันตรายได้
นอกจากนั้น สินค้าจำพวกชุดจัดฟันเอง หรือการจัดฟันเถื่อน หากพยายามฝืนใส่ลวดลงไป ก็จะทำให้ฟันเคลื่อนผิดวิธีและผิดตำแหน่ง ซึ่งอาจทำให้ฟันตายได้
สำหรับประเภทหลอกลวง ตัวอย่างเช่น ที่ครอบฟันให้ฟันดูขาวเรียงสวย หรือฟันปลอม ที่ขายเพียงขนาดเดียว คนที่สั่งซื้อไปจึงใช้ไม่ได้จริง เพราะฟันและปากคนเรามีขนาดและเอกลักษณ์ที่แตกต่างไม่ซ้ำกัน
รวมถึงชุดฟอกสีฟันก็เช่นกัน ที่ใช้แล้วฟันไม่ได้ขาวขึ้นได้จริง หรือเป็นเพียงการป้ายสีลงไปชั่วคราวให้ดูเหมือนขาวขึ้น แต่แล้วสีนั่นก็ร่อนออก แต่ก็ยังมีบางประเภทที่จัดเป็นสารอันตราย เพราะหากมีปริมาณสารเคมีสูง ก็จะกัดเหงือก
แล้วเราจะสามารถทำอะไรกับฟันของเราได้บ้าง?
ผศ.ทพ.ดุสิต นันทนพิบูล ทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาทันตกรรมหัตถการ แนะนำว่าพื้นฐานที่สุดคือการ ‘แปรงฟัน’ ให้ถูกวิธี โดยใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ และใช้ไหมขัดฟันร่วมด้วย ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญต่อการมีสุขภาพช่องปากที่แข็งแรง รวมถึงการหมั่นไปตรวจฟันทุกๆ 6 เดือน
แต่ถ้าหากมีอาการผิดปกติ เช่น เสียวฟัน ปวดฟัน หรืออยากปรับปรุงแก้ไขอะไร เช่น อยากให้ฟันขาวขึ้น ก็ให้ไปพบทันตแพทย์เพื่อปรึกษา ได้รับคำแนะนำ และสามารถวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้อง โดยถ้าหากมีสินค้าที่ไม่มั่นใจว่าจะสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ ควรตรวจสอบว่าได้รับ อย. ภายในประเทศไทยหรือยัง และสามารถนำมาสอบถามกับทันตแพทย์ได้เช่นกัน
หลังจากเกิดกรณีเม็ดอุดฟันนั้น ล่าสุด ทันตแพทยสภาได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กเพจ Thai Dental Council ว่าได้รับทราบเรื่องดังกล่าว และได้ดำเนินการประสานงานกับสมาคมคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ในการประกาศให้เม็ดอุดฟันเป็นสินค้าอันตราย ห้ามจำหน่าย ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการจัดทำประกาศจากทาง สคบ. อยู่
นอกจากนั้น ยังได้ประสานขอความร่วมมือจากแพลตฟอร์มสั่งซื้อของออนไลน์อย่าง Shopee และ Lazada ในการลบโพสต์ขายสินค้านี้ไปแล้ว
ทั้งนี้ ทพ.ธงชัย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า คนที่เปิดร้านขายสินค้าเหล่านี้ทางแพลตฟอร์มต่างๆ มักจะมีกลยุทธ์ในการตั้งชื่อแบบหลบเลี่ยงไม่ให้ตรวจพบได้โดยง่าย รวมถึงยังมีแพลตฟอร์มที่ไม่เป็นทางการ เช่น การขายโดยบุคคลหรือเพจบนเฟซบุ๊ก หรือใน TikTok ที่ไม่สามารถเข้าไปควบคุมได้
ทพ.ธงชัย จึงได้ฝากทิ้งท้ายถึงวิธีการตรวจสอบและไม่ตกเป็นเหยื่อการหลอกลวง รวมถึงหลีกเลี่ยงอันตรายต่อร่างกาย ว่า หากพบห็นอะไรที่มันดูแล้วเหลือเชื่อเกินจริง ให้ “เอ๊ะ” ไว้ก่อน พร้อมกับค้นหาข้อมูลทางออนไลน์ ซึ่งก็อาจจะพบว่ามีหน่วยงานต่างๆ เคยโพสต์ข้อมูลเตือนไว้แล้ว ทุกคนจะได้ไม่โดนหลอกและได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง
ประเด็น ‘ความรอบรู้ด้านสุขภาพของคนไทย’ จึงยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน ซึ่งในที่นี้ ต้องมองย้อนกลับไปตั้งแต่รากฐานสำคัญหนึ่งอย่างระบบการศึกษา ที่ควรมีการให้ความรู้ความเข้าใจ รวมถึงเรื่องรัฐสวัสดิการ ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้คนไทยเข้าถึงบริการทางสุขภาพได้ทุกคน
อ้างอิงจาก