ถ้าจู่ๆ คุณดันตื่นขึ้นมาบนยานอวกาศเพียงลำพัง ลอยเท้งเต้งอยู่ท่ามกลางความมืดมิด คุณจะทำอย่างไรต่อไป?
นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่อากาศของ ไรแลนด์ เกรซ (รับบทโดย ไรอัน กอสลิง) อดีตนักวิทยาศาสตร์หัวขบถที่ผันตัวมาเป็นครูวิทยาศาสตร์มัธยมต้น ใน Project Hail Mary (2026) เขาตื่นขึ้นมาในยานอวกาศ โดยไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร มาอยู่บนนี้ได้อย่างไร แล้วกำลังเดินทางไปที่ไหนกันแน่ ระหว่างที่กำลังรื้อฟื้นความทรงจำ ก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้ และพบว่า ตัวเองมีภารกิจในการเดินทางไปที่ดาวเทาเซติ เพื่อหาวิธีในการหยุดยั้งแอสโทรเฟจ (Astrophage) สิ่งมีชีวิตประหลาดที่กำลังกลืนกินดวงอาทิตย์ จนอาจนำไปสู่หายนะครั้งใหญ่แก่โลกของเรา
องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์แนวไซไฟ (Sci-Fi) อย่าง Project Hail Mary มีความน่าสนใจนั้น ไม่ได้มีแค่ตัวบทที่พาผู้ชมอย่างเราออกไปผจญภัยในอวกาศที่ไร้ซึ่งจุดสิ้นสุดเท่านั้น แต่ยังมีแสงและสีที่ช่วยชูให้หนังเรื่องนี้โดดเด่นไม่แพ้หนังไซไฟเรื่องอื่นๆ ด้วยเช่นกัน
ครั้งนี้ The MATTER จึงอยากพาไปดูกันว่า แสงและสีที่ถูกนำมาใช้ในเรื่อง จะช่วยให้หนังเรื่องนี้สมบูรณ์ขึ้นมาอย่างไรได้บ้าง

cr.IMDB
แสงและสีกับความสำคัญต่อการเล่าเรื่อง
แน่นอนว่า หัวใจสำคัญของหนังสักเรื่อง ยังไงก็คงหนีไม่พ้น ‘บท’ ซึ่งทำหน้าที่เหมือนหางเสือ ควบคุมทิศทางและภาพรวมของหนังให้ดำเนินไปในทางที่กำหนดเอาไว้ ถึงอย่างนั้น บทก็อาจไม่ได้มีพลังมากพอจะทำให้หนังออกมาครบถ้วนในตัวมันเองได้
แสงกับสีจึงเป็นอีกหนึ่งองค์กระกอบสำคัญ ที่ช่วยเข้ามาเติมเต็มบางฉากหรือบางซีนของหนังให้น่าติดตามมากยิ่งขึ้น เพราะบางครั้งตัวผู้ชมเองก็อาจไม่ได้ต้องการแค่เนื้อหาหรือบทที่จัดเต็ม แต่ก็ยังคาดหวังที่จะได้เห็นแสงสีที่ตระการตาไปพร้อมๆ กัน
ลองนึกภาพดูว่า หากหนังสักเรื่องมีเนื้อเรื่องที่เข้มข้น บทเขียนมาอย่างครอบคลุม ดึงดูดความสนใจจากผู้ชมได้ แต่ไม่มีฉาก แสง หรือการใช้สีช่วยเล่าเรื่องด้วยเลย หนังเรื่องนั้นก็อาจมีแต่เนื้อ ไม่มีน้ำมาช่วยเพิ่มรสชาติ จึงไม่ผิดนัก ถ้าจะบอกว่าการเล่นกับแสงและสีในหนังนี่แหละ คือองค์ประกอบที่มอบมิติที่หลากหลายให้แก่หนังแต่ละเรื่องได้เป็นอย่างดี
และยิ่งกับProject Hail Mary ที่เป็นภาพยนตร์แนวไซไฟ การใช้แสงและสีมาร่วมเพิ่มมิติ จึงช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับหนังได้มากยิ่งขึ้น รวมถึงทำให้เรื่องอวกาศ วิทยาศาสตร์ หรือเรื่องราวนอกโลกที่ยากต่อความเข้าใจ กลายเป็นประสบการณ์ของผู้ชมได้ในพริบตา
เพราะเชื่อว่า หลายคนเวลารับชมหนังไซไฟสักเรื่อง ก็ต้องมีบ้างที่นึกสงสัยถึงระบบ กฎเกณฑ์ หรือความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ถูกอธิบายเอาไว้ บางทีจะดูให้เข้าใจก็ต้องดูไปไม่ต่ำกว่า 2 รอบแล้ว เมื่ออะไรแบบนี้เป็นสิ่งเข้าถึงยาก การเล่นกับแสงและสี จึงอาจช่วยดึงผู้ชมที่ไม่ได้สันทัดในเรื่องเหล่านี้ให้เข้าถึงตัวบทและภาพยนตร์มากขึ้น
สำหรับ Project Hail Mary แสงและสีที่นำเสนอออกมาช่วยบอกเล่าถึงความอัศจรรย์ของจักรวาลอันแสนกว้างใหญ่ได้ โดยที่หนังไม่จำเป็นต้องใส่คำอธิบายหรือลากบทให้ยืดเยื้อ แต่ผู้ชมทุกคนต่างก็รับรู้พร้อมกันว่า นอกโลกยังมีอีกหลายสิ่งที่ชวนตั้งคำถามอยู่
อีกทั้งความมหัศจรรย์ที่เราได้เห็นยังเหมือนเป็นการขีดเส้นแบ่งโลกความเป็นจริงที่ตัวละครอย่าง ไรแลนด์ เกรซ เคยอาศัย กับ อวกาศ สถานที่ซึ่งตัวเขาไม่เคยมาเยือน แต่ต้องลอยเท้งเต้งอยู่โดยที่ช่วงแรกตัวเขาแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขามาอยู่ ณ ที่แห่งนี้ได้อย่างไร แสงและสีจึงมอบความรู้สึกที่ทั้งอลังการ แต่ก็ยังอ้างว้างและน่าพิศวงให้แก่ผู้ชมได้รับรู้ไปพร้อมๆ กัน
แสงและสีที่จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่สร้างสุนทรียภาพให้ฉากอวกาศดูสวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเติมเต็มเนื้อเรื่องให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเป็นตัวกลางในการสร้าง ‘อารมณ์ร่วม’ ที่ทรงพลังระหว่างผู้ชมและภาพยนตร์ให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน

cr.IMDB
สีสันในฐานะภาษาสากล
เมื่อแสงสีทำหน้าที่นำทางความรู้สึกของผู้ชมให้ดิ่งลึกไปกับภาพยนตร์ได้มากขึ้น จึงไม่ผิดนักถ้าจะบอกว่า สีสันเปรียบเสมือน ‘ภาษาสากล’ ที่ช่วยสื่อสารบริบทและคลี่นัยที่ซ่อนอยู่ภายใต้เนื้อเรื่องต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคำพูดหรือคำอธิบาย แต่กลับสามารถสร้างความเข้าใจผ่านทางสายตาของผู้ชมได้
ก่อนหน้าเราได้ว่ากันด้วยเรื่องของความสำคัญของแสงสีในการเล่าเรื่องไปแล้ว ทีนี้เราอยากพาทุกคนมาเจาะลึกไปกับสีสันที่ถูกใช้เล่าเรื่องพวกนั้นกันว่า Project Hail Mary ซ่อนความลับหรือเรื่องราวอะไรไว้เบื้องหลังบ้าง
หนึ่งในงานภาพที่หลายคนน่าจะตระการตากันมากที่สุดในเรื่อง คงหนีไม่พ้นความสวยงามของดาวเทาเซติ จุดหมายปลายทางที่พระเอกต้องมุ่งหน้าไป ซึ่งดวงดาวจะประกอบไปด้วยสีเขียวเป็นส่วนใหญ่ แซมด้วยสีเหลืองอมส้ม พร้อมด้วยบรรยากาศเมฆหมอกคล้ายคลึงกับดาวเคราะห์แก๊สหลายดวงในระบบสุริยะของเรา
ดาวเทาเซติ ในฐานะดาวที่จะช่วยไขคำตอบและมอบทางออกในการปกป้องโลก เปรียบเสมือนกับหนทางการอยู่รอดของมนุษย์ สีเขียวที่ใช้เป็นสีหลักของดวงดาวในเชิงภาพยนตร์ และมุมเชิงจิตวิทยา ล้วนสัมพันธ์กับความหมายที่ตัวหนังต้องการจะสื่อ เพราะสีเขียวมักใช้กับสิ่งที่ต้องการแสดงออกถึงความเป็นธรรมชาติ ความปลอดภัย โชคลาภ หรือใช้เพื่อสื่อถึงความลึกลับและพิศวงได้ด้วยเช่นกัน
ส่วนสีเหลืองอมส้มที่แซมเข้ามา ก็ช่วยเสริมความหมายให้กับสีเขียว เพราะสีเหลืองในเชิงสัญญะ มักใช้เพื่อสื่อถึงความอบอุ่น พลังงาน ตลอดจนความสุข และสีส้มที่ผสมเข้ามาเล็กน้อยนั้น ใช้ได้ทั้งความหมายเชิงบวกและลบ การมีสีนี้ผสมไปกับสีเหลืองจึงทำให้ดวงดาวที่ควรจะเป็นคำตอบของเรื่องราวทั้งหมด มีมิติของความน่าค้นหาเพิ่มลงไปด้วยนั่นเอง
นอกจากเฉดสีของดาวเทาเซติแล้ว ในเรื่องยังมีการหยิบเอาสีแดงมาใช้นำเสนออย่างโดดเด่นด้วย โดยเฉพาะฉากที่พระเอกฉายแสงสีนี้เพื่อระบุตำแหน่งของบรรดาแอสโทรเฟจที่กำลังมุ่งหน้าสู่ดวงดาว ซึ่งในแง่ของงานภาพ สีแดงที่ปรากฏนอกจากจะสร้างความสวยงามแล้ว ยังทำหน้าที่ดึงดูดความสนใจและกระตุ้นอารมณ์ของผู้ชม แถมสีแดงยังเป็นสัญญะสากลที่สื่อถึงความอันตราย การเลือกใช้สีโทนนี้กับสิ่งมีชีวิตที่พร้อมจะทำลายล้างดวงดาว จึงอาจเป็นสัญญะที่ช่วยบอกใบ้ถึงความอันตรายของพวกมันสู่ผู้ชมได้ โดยที่ไม่ต้องใช้คำอธิบายมาช่วยเลยแม้แต่นิดเดียว
การเลือกใช้สีต่างๆ ใน Project Hail Mary ถือว่ามีความลงตัวและเหมาะต่อภาพรวมของเรื่องเพราะหนังแนวไซไฟที่มักเต็มไปด้วยทฤษฎีวิทยาศาสตร์ยากๆ ลำพังแค่บทพูดหรือคำอธิบายอย่างเดียวก็อาจไม่เพียงพอ การมีงานภาพที่คอยช่วยอธิบายเนื้อหา ควบคู่ไปกับการวางสัญญะผ่านสีสันต่างๆ จึงเป็นตัวช่วยอย่างดีที่ทำให้หนังเรื่องนี้เข้าถึงคนดูได้ง่ายขึ้น และเปลี่ยนเรื่องวิทยศาสตร์ที่ดูไกลตัวให้กลายเป็นงานศิลปะที่สื่อสารกับความรู้สึกเราได้โดยตรง
ในภาพยนตร์หลายๆ ก็มีการใช้ความเป็นสากลของสีเพื่อช่วยบอกเล่าเนื้อเรื่องให้ผู้ชมได้เข้าใจ เช่นใน American Beauty (1999) ที่ใช้สีแดงจากดอกกุหลาบเป็นตัวแทนของแรงปราถนาที่ถูกกดทับ หรือ Three Colors: Blue (1993) ที่โยงสีน้ำเงินเข้ากับความโศกเศร้าของนางเอกที่สูญเสียสามีและลูกสาวไปจากอุบัติเหตุ
ท้ายสุดแล้ว แสงและสีจึงไม่ใช่แค่ส่วนประกอบตกแต่ง แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้ Project Hail Mary มีความสมบูรณ์ในตัวเอง หนำซ้ำสีสันทั้งหลายมันยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือช่วยสื่อสารความรู้สึกและความหมายบางอย่างของหนังไปสู่ผู้ชมควบคู่ไปกับตัวบทด้วย
อ้างอิงจาก