ชีวิตของเขา รุ่งโรจน์ด้วยผลงานชิ้นเอกที่เปลี่ยนโลกและวางรากฐานทางชีววิทยาอย่าง ทฤษฎีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต แต่ความเจ็บป่วยทำให้เขาเลือกหลีกลี้ความวุ่นวายไปใช้ชีวิตเปี่ยมไปด้วย Work life balance ในห้วงสุดท้ายที่ชนบทไกลปืนเที่ยง
ชื่อของ ชาลส์ โรเบิร์ต ดาร์วิน (Charles Robert Darwin) เริ่มจากเป็นนักธรรมชาติวิทยา ผู้ร่วมคณะสำรวจเรือหลวงบีเกิล (H.M.S.Beagle) ไปยังชายฝั่งอเมริกาใต้ พื้นที่ที่ยังไม่มีการสำรวจด้านธรณีวิทยา เวลา 5 ปีตลอดการเดินทาง เขาใช้เวลาไปกับการศึกษาสัตว์น้อยใหญ่และพืชพรรณมากมาย โดยเฉพาะบนหมู่เกาะกาลาปากอส (Galapagos) เกาะแห่งปริศนาทางชีววิทยา เมื่อจบการเดินทาง ประสบการณ์ที่เขาได้พบเจอทำให้เขาสามารถมีผลงานสร้างชื่อเสียงใน การผจญภัยกับบีเกิล (The Voyage of the Beagle)
ระหว่างการเดินทาง นอกจากจะง่วนอยู่กับการจดบันทึกและวาดรูป เขายังต้องรับมือกับความเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ ตลอดการเดินทาง อาจด้วยพื้นเพเขาไม่ใช่คนสมบุกสมบันเท่าไหร่นัก จึงอาจไม่เคยชินกับการเดินทางไกล ใช้ชีวิตบนเรือที่ไม่สะดวกสบายนัก แต่เมื่อการเดินทางจบลง ความเจ็บป่วยนั้นกลับไม่ได้หายไป ปัญหาสุขภาพเล็กน้อยยังกัดกินความปกติสุขในชีวิตเขาอย่างเรื้อรัง ในปี 1842 เขาเลือกหลีกหนีความวุ่นวายบนถนนในลอนดอน ย้ายไปยังชนบทสงบเงียบแห่งหนึ่ง
เมื่อได้พักกายในพื้นที่สุขสงบ เขายังคงใช้เวลามากมายไปกับการทำงานด้านชีววิทยา ก่อร้างสร้างรากฐานให้กับทฤษฎีสำคัญที่เขามอบไว้ให้โลกใบนี้ จนกระทั่งในวาระสุดท้าย
เราอาจนึกภาพว่าเขาจะใช้เวลาอยู่กับกองกระดาษสูงลิ่ว หนังสือนับพันกองสูงพ้นหัว จนได้ทฤษฎีวิวัฒนาการขึ้นมา แต่จริงๆ แล้ว นอกจากจะเป็นบิดาแห่งวิชาวิวัฒนาการแล้ว เขาควรจะได้เป็นบิดาแห่ง Work life balance ด้วย
เขาตื่นนอนตอน 07.00 น. ใช้เวลาเดินผ่อนคลายสักครู่ แล้วกินอาหารเช้าเพียงลำพัง พร้อมเริ่มทำงานใน 08.00 น. เขาไม่ได้นั่งแช่อยู่อย่างนั้นทั้งวัน กลับกัน เพียงชั่วโมงกว่าถึงเวลาที่เขาย้ายไปห้องนั่งเล่น อ่านจดหมายร่วมกับครอบครัว เหมือนเป็นช่วงเวลาอัปเดตชีวิตกันและกัน และ 10.30 น. เขากลับไปทำงานอีกครั้งจนถึงเที่ยง
มื้ออาหารไม่ได้ถูกเสิร์ฟเวลาเที่ยงตรง เพราะนั่นยังไม่ใช่เวลาอาหารกลางวันของเขา ช่วงเที่ยง เป็นเหมือนไฮไลต์ของวันที่เขาเฝ้ารอ ช่วงเวลาที่เขาจะได้ใช้เวลาเดินเล่นคนเดียวบ้าง กับสุนัขตัวโปรดบ้าง ไปยังเรือนกระจก พื้นที่โดยรอบ แล้วแต่สุขภาพในวันนั้นจะเอื้ออำนวย และกลับมากินอาหารกลางวันพร้อมหน้ากับทั้งครอบครัวในตอนเกือบบ่ายโมง
มื้อกลางวันจบลง ยังไม่ถึงเวลาทำงานในทันที เขาใช้เวลาหลังมื้ออาหารไปกับการตอบจดหมาย พักผ่อนบนโซฟาในห้องนอน สูบบุหรี่ ฟังนวนิยายหรือวรรณกรรมที่เอ็มม่า ภรรยาของเขาเป็นผู้อ่านให้ฟัง 16.00 น. เขาออกไปเดินเล่นอีกครั้ง คราวนี้มีใครสักคนเดินไปเป็นเพื่อนด้วย และกลับมาทำงานอีกครั้งในครึ่งชั่วโมงต่อมาจนถึง 18.00 น.
จะเห็นได้ว่า เขาเลือกที่จะทำงานสลับกับการพักผ่อนตลอดวัน อาจคล้ายๆ กับเทคนิคแบ่งเวลาทำงานเป็นเวลาย่อยๆ อย่างในยุคใหม่ Pomodoro หรือ Time Blocking และการพักผ่อนของเขา ยังมีการแบ่งเป็นเวลาพักผ่อนเพียงลำพังและไม่ลืมจะแบ่งเวลาให้กับครอบครัว แม้จะรู้สึกว่าเขาใช้เวลาทำงานเพียงน้อยนิด แต่นั่นเป็นเวลาที่เขาใช้ชั่วโมงบินในแวดวงวิชาการ เลือกเวลาที่เขารู้สึกว่ามีไฟที่สุดในการทำงานมาแล้ว จนได้มาเป็นกิจวัตรนี้
ผลงานอันยิ่งใหญ่ไม่ได้เกิดจากความบ้างาน ทำงานหามรุ่งหามค่ำเสมอไป ลองสำรวจตัวเอง ปรับเวลาให้เหมาะกับตัวเรา อาจทำให้สามารถดึงประสิทธิภาพการทำงานออกมาได้มากกว่าการฝืนตัวเองนั่งจดจ่อทั้งวันก็ได้
อ้างอิงจาก
https://www.darwinproject.ac.uk/commentary/curious/darwin-and-working-home
https://abrilliantmind.blog/daily-rituals-of-scientists-a-peek-into-the-life-of-a-charles-darwin/