สถานการณ์บ้านเมืองในสหรัฐฯ เป็นอีกสิ่งที่น่าจับตา โดยเฉพาะเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) กับประชาชนในสหรัฐฯ ซึ่งยังคงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากที่รัฐบาลประกาศปฏิบัติการกวาดล้างผู้อพยพครั้งใหญ่ในรัฐมินนิโซตาไปไม่ถึง 24 ชั่วโมง ก็มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ ICE ได้ก่อเหตุยิง เรเน กู๊ด ประชาชนวัย 37 ปีเสียชีวิต โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าเขาพยายามจะป้องกันตัว
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้ยิ่งทวีความไม่พอใจให้กับประชาชนมากขึ้น The MATTER ขอชวนทุกคนไปย้อนดูจุดเริ่มต้นของการกวาดล้างที่นำมาซึ่งความสูญเสีย และความหวาดกลัวที่แผ่ขยายไปทั่วสหรัฐฯ
📌 จุดเริ่มต้นของการกวาดล้าง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกหรือความพยายามแรกในการกวาดล้างผู้อพยพของทรัมป์ แต่ย้อนกลับไปในสมัยที่เขาเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปี 2017 เขาได้ออกคำสั่งและเพิ่มงบประมาณให้กับ ICE เพื่อขยายการจับกุมผู้อพยพผิดกฎหมายในสหรัฐฯ
ในรายงานของ National Immigration Forum ระบุว่า ช่วงมกราคม-เมษายน ปี 2017 ICE ได้จับกุมคนกว่า 41,318 คนในข้อหาละเมิดกฎหมายคนเข้าเมือง ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับการจับกุมในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2016 ถือว่าเพิ่มขึ้นถึง 37.6% โดยที่มากกว่า 25% ของคนที่ถูกจับกุมนั้นไม่มีประวัติก่ออาชญากรรม
การบุกจับกุมของ ICE มักจะเกิดขึ้นในสถานที่ที่เป็นที่พักพิงของผู้อพยพ และเคยมีข้อห้ามจับกุมผู้อพยพ เช่น โบสถ์ โรงเรียน และโรงพยาบาล
ต่อเนื่องมาถึงสมัยที่ 2 ของทรัมป์ เขาสั่งให้มีการเนรเทศผู้อพยพครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
Reuters ระบุว่า ในปี 2025 ที่ผ่านมา นับตั้งแต่เดือนมกราคมที่ทรัมป์กลับมานั่งเก้าอี้ประธานาธิบดี มีผู้อพยพถูกเนรเทศไปแล้วประมาณ 622,000 คน ซึ่ง ทอม โฮแมน ผู้ที่รับผิดชอบด้านการควบคุมชายแดน ให้สัมภาษณ์ไว้ด้วยว่า ปี 2026 นี้ตัวเลขจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากจะมีการขยายขีดจำกัด และความสามารถของ ICE
รัฐบาลทรัมป์ยังขยายเป้าหมายไปถึงผู้อพยพที่ถูกกฎหมายด้วย เช่น การจับกุมคู่สมรสของพลเมืองสหรัฐฯ ระหว่างการสัมภาษณ์เพื่อขอกรีนการ์ด (Green Card) ดึงคนบางประเทศออกจากรายชื่อพิธีรับสัญชาติ และเพิกถอนวีซ่านักเรียนด้วย
สิ่งเหล่านี้ทำให้ทรัมป์เผชิญกับคำวิจารณ์ และข้อครหามากมายเกี่ยวกับการตอบสนองต่อการประท้วง โดยเฉพาะการส่งกองทัพไปปราบปรามการชุมนุม จนทำให้เกิดเป็นการนัดชุมนุมครั้งใหญ่ทั่วประเทศเมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับช่วงวันเกิดของทรัมป์และนับเป็นการชุมนุมประท้วง 1 วัน ครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ
📌ความสูญเสียที่ปลุกความกลัวไปทั่วสหรัฐฯ
หากนับรวมกับ กู๊ด วัย 37 ที่ถูกยิงเสียชีวิตล่าสุด ถือเป็นผู้เสียชีวิตรายที่ 5 แล้ว ที่เสียชีวิตจากการปราบปรามที่เริ่มขึ้นเมื่อปีที่แล้ว โดยก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ ICE ยิงคนเสียชีวิต 1 รายนอกเมืองชิคาโก และมีผู้เสียชีวิต 2 ราย จากการถูกรถชนขณะหลบหนีเจ้าหน้าที่ และมีรายงานผู้เสียชีวิตอีก 1 รายในฟาร์มที่แคลิฟอร์เนีย หลังตกลงมาจากเรือนกระจกระหว่างการบุกค้นของ ICE
The Guardian ได้รายงานตัวเลขผู้ที่เสียชีวิตระหว่างการถูกควบคุมตัว โดยในปีที่แล้ว ผู้เสียชีวิตกว่า 32 คน ซึ่งนับเป็นจำนวนที่มากที่สุดในรอบกว่า 2 ทศวรรษของหน่วยงาน ICE เลยก็ว่าได้
รายงานระบุว่า พวกเขาเสียชีวิตจากอาการชักและหัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดสมอง ระบบหายใจล้มเหลว วัณโรค หรือการฆ่าตัวตาย บางส่วนเสียชีวิตที่ศูนย์กักกันและสำนักงานภาคสนามของ ICE บางส่วนเสียชีวิตหลังจากถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล แต่ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของ ICE ขณะที่บางเคสครอบครัวและทนายความของพวกเขาอ้างว่า พวกเขาเสียชีวิตจากการถูกละเลย หลังจากพยายามขอรับการรักษาพยาบาลหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ
นอกจากหลายสิบชีวิตที่สูญเสียไป การปราบปรามอย่างรุนแรงนี้ยังส่งผลกระทบให้เกิด ‘ความกลัว’ ในกลุ่มธุรกิจน้อยใหญ่ ไปจนถึงในชุมชนต่างๆ ด้วย
The Washington Post รายงานเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้วระบุว่า ชุมชนของชาวลาตินได้รับผลกระทบอย่างมากจากการบุกจับผู้อพยพ หลังจากที่ ICE ได้บุกค้นลานจอดรถ ร้านล้างรถ และร้านอาหารต่างๆ ซึ่งนั่นทำให้ยอดการขายอาหาร-เครื่องดื่มลดลง 4.3% ในช่วงไตรมาสแรกที่มีการเริ่มปราบปราม เช่นเดียวกับกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยที่การจับจ่ายลดลง 8.3% ในช่วงเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อวงกว้าง เนื่องจากกลุ่มผู้อพยพมีส่วนผลักดันเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถึง 18%
ความกลัวที่แผ่ขยายออกมาทำให้กลุ่มธุรกิจบางกลุ่มหวาดกลัว ทั้งกลุ่มที่ไม่มีใบอนุญาต หรือแม้กระทั่งบางคนที่อยู่อย่างถูกกฎหมายก็ไม่กล้าออกมาทำงาน