ที่ผ่านมา เราพบเหตุไฟไหม้และสารพิษรั่วไหลในจังหวัดปราจีนบุรีอยู่บ่อยครั้ง สาเหตุสำคัญเป็นเพราะที่นี่ถูกแปรสภาพให้กลายเป็น ‘ถังขยะขนาดใหญ่’ เพื่อรองรับกากอุตสาหกรรมในจังหวัดข้างเคียง โดยเฉพาะจังหวัดในเขต EEC อย่างชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา
สาเหตุหนึ่งคือ เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC มาพร้อมกับการให้กลไกพิเศษทางกฎหมาย เช่น การผ่อนปรนผังเมือง การลัดขั้นตอนประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการเอื้อสิทธิให้ต่างชาติเช่าที่ดินได้ถึง 99 ปี เป็นต้น
กลไกเหล่านี้เอื้อประโยชน์ให้นักลงทุน แต่กลับทิ้งรอยแผลต่อชุมชนโดยรอบอย่างสาหัส ชาวบ้านจำนวนมากเสียที่ดินทำกินเพราะน้ำ อากาศ และดินถูกปนเปื้อน โรงงานที่ตั้งใหม่ก็ไม่ได้เพิ่มตำแหน่งงานให้คนในพื้นที่ เพราะอาศัยทักษะอีกแบบหนึ่ง รวมถึงปัญหาราคาที่ดินพุ่งสูงเกินเอื้อม
ตอนนี้ รัฐบาลกำลังพิจารณาให้ปราจีนบุรีเป็นจังหวัดที่ 4 ของ EEC และนี่เป็นสาเหตุที่ประชาชนในพื้นที่ออกมาคัดค้านถึงแนวคิดดังกล่าว โดยพวกเขาเชื่อว่าการพัฒนาพื้นที่ ต้องเอาประชาชนผู้อยู่อาศัยเป็นตัวตั้ง มากกว่าการเอื้อประโยชน์ของชาติให้กับกลุ่มทุน
ทำไมต้องเป็นปราจีนบุรี
เนื่องจากปราจีนบุรีมีทำเลที่ตั้งเชื่อมต่อโดยตรงกับพื้นที่ EEC เดิม มีนิคมอุตสาหกรรมและผังเมืองที่พร้อมรองรับการลงทุน อีกทั้งยังมีฐานที่ตั้งของอุตสาหกรรมเดิมอยู่แล้ว เช่น ยานยนต์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ จึงช่วยต่อยอดเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศได้ทันที แต่ทั้งนี้ ยังมีอีก 3 ข้อสังเกตจากกลุ่มเครือข่าย ‘หยุดอีอีซีปกป้องปราจีนบุรี’ ดังนี้
1) ต้องการที่ดิน เนื่องจากพื้นที่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยองมีราคาที่ดินสูงขึ้น นักลงทุนจึงเลือกจังหวัดปราจีนบุรีเพราะที่ดินยังมีราคาต่ำ และยังมีการรวบรวมที่ดินไว้เป็นแปลงใหญ่แล้วในหลายพื้นที่ โดยกลุ่มผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น
2) ต้องการน้ำ ภาคอุตสาหกรรมต้องใช้น้ำปริมาณมาก จึงเกิดเป็นโครงการสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำหลายแห่งเพื่อรองรับการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรม แม้ว่าปัจจุบันเกษตรกรในหลายพื้นที่จะยังขาดแคลนน้ำเพื่อการเพาะปลูกก็ตาม
3) ต้องการทิ้งขยะ พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเดิมไม่มีความสามารถในการบำบัดกากอุตสาหกรรม โดยส่วนเกินของการอุตสาหกรรมทั้งอันตรายและไม่อันตรายรวม 3.26 ล้านตันต่อปี ทำให้ปราจีนบุรีอาจกลายเป็นที่หมายสำหรับการกำจัดกากอุตสาหกรรมเหล่านั้น
เมืองกากอุตสาหกรรมจากน้ำมือรัฐบาลประยุทธ์
เดิมที รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชามีส่วนสำคัญในการผลักดันเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้อำนาจอย่างกว้างขวางในการบริหารบ้านเมืองโดยปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุล
นั่นจึงนำไปสู่การออกคำสั่งเร่งรัดโครงการ เร่งจัดทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมให้แล้วเสร็จ ท่ามกลางการคัดค้านของประชาชนในพื้นที่ และคำสั่งที่เป็นปัญหาเรื้อรังมากที่สุด คือ คำสั่ง คสช. 4/2559 โดยอนุญาตให้ตั้งโรงงานจำพวกโรงไฟฟ้า โรงผลิตก๊าซชีวภาพ และโรงงานจัดการขยะในที่ดินประเภทอื่นๆ นอกจากเขตอุตสาหกรรมได้ ซึ่งหมายรวมถึงพื้นที่ปราจีนบุรีด้วย
รายงานของ Data Hatch เผยว่า คำสั่งผ่อนปรนผังเมืองดังกล่าวทำให้จังหวัดปราจีนบุรีมี ‘โรงงานขยะ’ ที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการเพิ่มขึ้นถึง 105 แห่ง ภายในเวลาเพียง 9 ปี และกลายเป็นเมืองรองรับกากอุตสาหกรรมจากการขยายตัวของเขตอุตสาหกรรมใน 3 จังหวัด EEC โดยที่ยังไม่ได้เข้าร่วมเป็นอีกจังหวัดของ EEC เลยก็ตาม
อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอศรีมหาโพธิ ในจังหวัดปราจีนบุรี ถูกแปรสภาพให้กลายเป็นถังขยะใบใหญ่ รองรับขยะจำนวนมากจากเขตโรงงานจากทั้งในและต่างประเทศ ประชาชนต้องเผชิญเหตุไฟไหม้โรงงานและสารพิษรั่วไหลอยู่บ่อยครั้ง
โดยครั้งที่สาหัสมากที่สุด คือเมื่อเดือนมกราคม 2566 เกิดเพลิงไหม้ขยะห้าล้านตันในบ่อฝังกลบขยะอุตสาหกรรมใน อ.กบินทร์บุรี กระทบประชาชนกว่า 5,000 คน เพราะสร้างระบบบำบัดน้ำเสียผิดหลักวิชาการ เทกองขยะกลางแจ้งไร้สิ่งปกคลุม และไม่มีการเว้นระยะกันชน (buffer zone) ตามกฎหมาย เมื่อตรวจสอบแล้วบ่อขยะแห่งนี้ตั้งขึ้นได้จากการปลดล็อกผังเมืองด้วยคำสั่ง คสช.
ข้อเรียกร้องของคนปราจีนบุรี
เครือข่ายประชาชนชี้ว่าปราจีนบุรีเป็นพื้นที่รองรับกากอุตสาหกรรมจาก EEC อยู่แล้ว ปัญหาเดิมยังไม่ได้รับการแก้ไข จึงคัดค้านการผนวกจังหวัดเข้าสู่ EEC และเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกมติดังกล่าวโดยทันที พร้อมยืนยันเหตุผล 6 ประการดังนี้
1) วิถีชีวิตที่พึ่งพิงระบบนิเวศเดิม: ปราจีนบุรีมีฐานเกษตรอินทรีย์กว่า 18 ตำบล อาชีพประมง และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ใกล้ผืนป่าเขาใหญ่-ทับลาน จึงกังวลว่า EEC จะกระทบวิถีชุมชนและทรัพยากรเดิม
2) วิกฤตมลพิษเดิมยังไม่แก้: ผลสำรวจพบว่าปราจีนบุรีมีจุดมลพิษอย่างน้อย 53 จุด รวมถึงโรงงานที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการ (ร.ง.4) อย่างน้อย 16 แห่ง บางแห่งอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ นอกจากนี้ยังพบการลักลอบทิ้งกากสารเคมีในหลายพื้นที่ จึงมีข้อกังวลว่าการนำปราจีนบุรีเข้าสู่ EEC อาจซ้ำเติมปัญหามลพิษเดิม
3) รับฟังเสียงไม่รอบด้าน: กระบวนการศึกษาขยาย EEC ถูกตั้งคำถามว่าเร่งรัดและไม่ฟังเสียงรอบด้าน โดยเริ่มรับฟังความเห็น มี.ค. 2568 ก่อนเห็นชอบในหลักการ พ.ค. 2569
4) กฎหมายเอื้อกลุ่มทุน: บทเรียนจาก EEC เดิมถูกวิจารณ์ว่าเอื้ออุตสาหกรรมและนักลงทุนมากกว่าชุมชน ทั้งการแย่งทรัพยากรน้ำ ปัญหากากอุตสาหกรรม และซ้ำร้ายที่สุดคือการฟ้องปิดปากประชาชน
5) ชุมชนเสียที่ดินทำเกิน: การขยาย EEC อาจทำให้ชุมชนสูญเสียที่ดินทำกิน เพราะกฎหมายเปิดทางใช้ที่ดิน ส.ป.ก. และราชพัสดุเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรม และให้ทุนเช่าที่ดินได้ยาวถึง 99 ปี
6) ผลกระทบต่อแหล่งน้ำและป่า: ความต้องการใช้น้ำมหาศาลของภาคอุตสาหกรรมอาจนำไปสู่โครงการเขื่อนหรือจัดการน้ำใหม่ ซึ่งเสี่ยงกระทบผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่และระบบนิเวศโดยรอบ
สำหรับความคืบหน้าล่าสุด เครือข่ายประชาชนพร้อมรายชื่อผู้คัดค้านกว่า 11,207 รายชื่อ ปักหลักค้างคืนชุมนุมหน้าศูนย์ราชการจังหวัดปราจีนบุรี เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกมติขยายพื้นที่ EEC จนถึงวันนี้ เวลาผ่านมากว่า 45 วันแล้ว แต่ประชาชนยังไม่ได้รับคำตอบหรือเห็นความคืบหน้าที่ชัดเจนจากรัฐบาล
อ้างอิงจาก