จากการเรียกร้องเพราะไม่พอใจระบบการศึกษา สู่การปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ชุมนุมที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในฝรั่งเศส ล่าสุดมีผู้เข้าร่วมการชุมนุมมากกว่า 250,000 คน โรงเรียนถูกปิดล้อมมากถึง 1,800 แห่ง กลายเป็นเหตุการณ์การประท้วงที่ตึงเครียดมากที่สุดครั้งหนึ่ง ในบรรดาการประท้วงเพื่อการศึกษาของฝรั่งเศส
นับตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา นักเรียนมัธยม ครู และผู้ปกครอง ชุมนุมประท้วงในหลายเมือง เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาระบบการศึกษา ทั้งการปัญหาการขาดแคลนครู อาคารเรียนทรุดโทรม ห้องเรียนแออัด ท่อน้ำรั่ว และหนูระบาด
ต่อมา สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาสลายการชุมนุม และถืออาวุธปะทะกับผู้ชุมนุม โดยเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม มีนักเรียนคนหนึ่งสูญเสียมือหนึ่งข้าง ยิ่งทำให้ผู้ประท้วงไม่พอใจ และออกมาลงถนนมากขึ้น
วันที่ 6 ตุลาคม การประท้วงลุกลามในหลายพื้นที่ เพื่อเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ยุติการใช้กำลังปรามปราม โดยรัฐบาลฝรั่งเศสระบุว่า มีผู้เข้าร่วมชุมนุมมากกว่า 250,000 คน มีนักเรียน 215 คน และบุคลากรในโรงเรียน 85 คน ที่ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงมีผู้ถูกจับกุมกว่า 6,547 ราย
“ความต้องการของเราเป็นสิ่งพื้นฐานมาก แค่สภาพการเรียนที่ดีขึ้น ครูที่เพียงพอ อาคารเรียนที่ทันสมัย แต่การตอบโต้ของเจ้าหน้าที่นั้นร้ายแรงมาก ตอนนี้มีความรุนแรงมากพอแล้ว” อันนา นักเรียนคนหนึ่งกล่าว
การประท้วงครั้งนี้ไม่ได้มีเฉพาะเด็กนักเรียนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงคนรุ่นอื่นๆ อย่างอแลงและมิเชล คุณปู่คุณย่าของนักเรียนที่ออกมาร่วมชุมนุม “พวกเขา (เด็กนักเรียน) ประท้วงอย่างสันติหน้าโรงเรียนในปารีสเมื่อไม่กี่วันมานี้ แต่กลับมีการใช้แก๊สน้ำตาปราบปราม” อแลงกล่าว สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มผู้ประท้วงไม่เห็นด้วยต่อการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่
ทางด้านเซบาสเตียน เลอกอร์นู นายกฯ ฝรั่งเศส ออกมาประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้น และกล่าวหาว่าพรรค France Unbowed (LFI) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายซ้ายจัด ใช้โอกาสนี้ก่อความวุ่นวาย ก่อนที่จะเลือกตั้งประธานาธิบดีในอีก 7 เดือนข้างหน้า
การประท้วงครั้งนี้ดูเหมือนจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และขยายเป็นวงกว้างในหลายเมืองของฝรั่งเศส คงต้องรอติดตามต่อไปว่าสถานการณ์จะดำเนินไปในทิศทางไหน และมีผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่มากขึ้นอีกหรือไม่
อ้างอิงจาก
#BRIEF #ประท้วงฝรั่งเศส #TheMATTER