คำว่า ‘ความยั่งยืน’ หรือ Sustainability ในยุคนี้ ไม่ใช่แค่เทรนด์การทำ CSR ชั่วครั้งชั่วคราว หรือคำโฆษณาขององค์กรอีกต่อไป
แต่คือ ‘ทางรอด’ ที่ทุกภาคธุรกิจต้องหยิบมาเป็นกลยุทธ์หลัก แต่ว่าโจทย์ที่ทำให้หลายองค์กรต้องให้ความสำคัญ กลับไม่ใช่เรื่องของการลงมือทำ แต่คือการสื่อสาร จะทำอย่างไรให้ข้อมูล ESG ที่เต็มไปด้วยศัพท์เทคนิคและตัวเลขซับซ้อน กลายเป็นเรื่องง่าย ใกล้ตัว และโน้มน้าวให้ผู้บริโภคอยากมีส่วนร่วมโดยไม่ถูกมองว่าเป็นการฟอกเขียว และใครจะเข้าใจวิธีการสื่อสารกับคนยุคนี้ได้ดีไปกว่าตัวแทนของคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z
นี่จึงเป็นที่มาของเวทีประลองไอเดียสุดเข้มข้นอย่าง 2026 UOB Wonder Lab โครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชน ที่เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ลงสนามประลองฝีมือเพื่อแก้ ‘โจทย์ธุรกิจจริง’ จาก 3 องค์กรชั้นนำระดับประเทศ ได้แก่ DHL Express, DKSH และ HÄFELE Thailand โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือทลายกำแพงความเข้าใจยาก พลิกแพลงข้อมูลที่ซับซ้อน ให้กลายเป็นการตลาดเพื่อความยั่งยืนที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด โดนใจ และสามารถนำไปใช้งานสร้างอิมแพกต์ได้จริงในโลกธุรกิจ
The MATTER พาไปพูดคุยเจาะลึกกับตัวแทนเยาวชนจาก 3 ผู้ชนะของโครงการนี้ ได้แก่ ทีม Just the Case ผู้ชนะ Track DHL Express, ทีม ใครเซ็น ผู้ชนะ Track DKSH และทีม Catalyst Five ผู้ชนะ Track HÄFELE เพื่อถอดรหัสวิธีคิดว่าน้องๆ มองเห็น Pain Point อะไร จนออกมาเป็นกลยุทธ์การสื่อสารที่มัดใจกรรมการได้ รวมถึงบทเรียนจากการได้ลงสนามทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญตัวจริงกว่า 4 เดือนเต็ม ที่เปลี่ยนมุมมองของพวกเขาต่อการทำธุรกิจให้รักษ์โลกให้ไม่เหมือนเดิม

พลิก ‘ความยั่งยืน’ ที่มองไม่เห็น สู่กลยุทธ์ SEE IT – EXPERIENCE IT – LIVE IT เปลี่ยนเรื่องรักษ์โลกให้จับต้องได้
ทีม Just the Case ผู้ชนะ Track DHL Express
เริ่มต้นกันที่แทร็กของ DHL Express กับทีม Just the Case การรวมตัวของน้องๆ ปี 1 จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ‘ความยั่งยืน’ เป็นโจทย์ใหม่ที่ท้าทายมาก จากโจทย์ของ DHL ที่มีภาพจำเรื่องจุดบริการส่งของตามสถานที่ต่างๆ แต่ด้วยความคุ้นเคยกับการทำแคมเปญธุรกิจทั่วไป ไอเดียตั้งต้นของทีมจึงพุ่งเป้าไปที่การทำ Digital Marketing เพื่อสร้างการรับรู้เพียงอย่างเดียว จนกระทั่งได้เข้าร่วมเวิร์กช็อปและรับฟีดแบ็กจากเมนเทอร์ พวกเขาจึงตระหนักว่าการจะเปลี่ยนพฤติกรรมลูกค้าได้จริง ต้องมองให้ทะลุครบทั้ง Customer Journey ไม่ใช่แค่บนหน้าจอโทรศัพท์ แต่ต้องรวมถึงประสบการณ์ออฟไลน์เมื่อลูกค้าเดินเข้าไปใช้บริการที่หน้าร้านด้วย

จาก Pain Point สำคัญที่น้องๆ ค้นพบว่า ลูกค้ามองไม่เห็นความพยายามด้านสิ่งแวดล้อมของแบรนด์ จึงได้นำแคมเปญ ‘Fast to the World. Kind to the Planet.’ ของ DHL มาพลิกมุมมองใหม่ เพื่อให้เรื่องรักษ์โลกที่ดูไกลตัว สามารถจับต้องได้ผ่านกลยุทธ์ 3 ขั้น ต่อไปนี้
SEE IT สร้างการรับรู้ผ่านฟิลเตอร์ TikTok สไตล์ Gen Z ที่ชวนคนมาสนุกกับการทายน้ำหนักพัสดุ
EXPERIENCE IT การปรับโฉมหน้าร้าน เพิ่มมุม Green Material ให้ลูกค้าได้ลองสัมผัสวัสดุรักษ์โลกจริงๆ ระหว่างรอส่งของ
LIVE IT สร้างการมีส่วนร่วมระยะยาวด้วย Gamification ผ่าน LINE OA ให้ลูกค้ารายย่อยสะสม Green Points เพื่อแลกส่วนลดหรือ 3D Landmark รวมถึงมีหน้าแดชบอร์ด My DHL Impact สรุปตัวเลข Carbon Footprint ให้ลูกค้ากลุ่ม B2B เห็นชัดๆ ว่าการส่งของได้สร้าง impact ที่ดีต่อโลกแค่ไหน

“จากการได้เข้าร่วมโครงการ เราได้เห็นมุมมองด้าน Sustainability มากขึ้นในธุรกิจ คือก่อนหน้านี้เราอาจจะมองแค่ด้านเล็กๆ ด้าน Business ด้าน Marketing แต่หลังจากได้ปรึกษาเมนเทอร์และได้ฟังกรรมการในรอบก่อนๆ รู้สึกว่าเราเห็นมุมมองที่อาจจะไม่ได้คิด ทั้งในมุม Corporate และในมุมลูกค้าเองด้วย” ตัวแทนของทีมแชร์บทเรียนสำคัญที่ได้รับจากการแข่งขัน พร้อมเสริมถึงความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นว่า “ตอนแรกเราก็มองกันว่าเรื่อง Sustainability เป็นแค่ Physical ไม่ว่าจะเป็นวัสดุหรืออะไรก็ตาม แต่พอได้เข้ามาร่วมโครงการ ทำให้เชื่อว่าความยั่งยืนเริ่มต้นตั้งแต่กระบวนการผลิต จากต้นน้ำถึงปลายน้ำเลย” การลงสนามร่วมโครงการครั้งนี้จึงเปลี่ยนมุมมองของพวกเขาไปอย่างสิ้นเชิง ว่าการทำการตลาดเพื่อความยั่งยืนที่ดี ไม่ใช่แค่การบอกว่าบริษัทกำลังทำอะไร แต่คือการทำให้ลูกค้าเห็นและรู้สึกถึงผลลัพธ์นั้นร่วมกัน ภายใต้สมดุลของความเป็นไปได้ทางธุรกิจที่องค์กรก็ต้องเติบโตไปพร้อมๆ กับโลกใบนี้

เจาะตลาด B2B สุดหิน เปลี่ยน ESG ที่ซับซ้อนให้เป็นสิ่งที่ใช้ได้จริง
ทีม ใครเซ็น ผู้ชนะ Track DKSH
ขยับมาที่โจทย์สุดหินของตลาด B2B กับทีม ใครเซ็น ผู้ชนะ Track DKSH ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของนิสิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ตั้งใจเดินเข้าหาความท้าทายแบบเต็มตัว น้องๆ เล่าว่าเวทีประกวดแผนธุรกิจส่วนใหญ่มักเน้นไปที่ผู้บริโภคทั่วไป B2C หรือจับเทรนด์ Gen Z แต่การทำเคสแบบ B2B ถือเป็นเรื่องใหม่และมีความซับซ้อนสูงมาก

น้องๆ ยอมรับว่า ในช่วงแรก ไอเดียตั้งต้นของทีมแตกต่างจากไอเดียสุดท้ายอย่างสิ้นเชิง เพราะเมื่อเข้าสู่การ Mentoring ไอเดียของน้องๆ ก็ถูกแก้ไขและพัฒนาใหม่ เพื่อให้กลับมาตั้งอยู่บนความเป็นไปได้จริง จากการวิเคราะห์ ทีมพบว่าปัญหาของ DKSH ไม่ใช่การไม่มีผลงานด้านความยั่งยืน เพราะบริษัททำได้ดีอยู่แล้ว แต่คือสิ่งที่ทำอยู่นั้น ‘มองไม่เห็นและเข้าใจยาก’ จึงเกิดเป็นกลยุทธ์ Make Impact Visible ซึ่งประกอบไปด้วย
CLARIFY การเปลี่ยนข้อมูลหลังบ้านให้กลายเป็น ‘Sustainability Receipt’ หรือใบเสร็จรักษ์โลก ที่สรุปตัวเลขการลดคาร์บอนให้ลูกค้าองค์กรนำไปใช้อ้างอิงในรายงาน ESG ของตัวเองได้จริง
COMMUNICATE สื่อสารผ่านวิดีโอสั้นเล่าเบื้องหลังการขนส่งที่ใส่ใจโลก
CONNECT การปรับพื้นที่ขององค์กรเป็น Impact Circle เพื่อสร้างคอมมูนิตี้แลกเปลี่ยนความรู้ด้าน ESG กับเครือข่ายธุรกิจ

“ก่อนหน้านี้เราเคยมองว่า เรื่องความยั่งยืน อาจเป็นแค่เทรนด์ชั่วคราว หรือเป็นแค่เครื่องมือทางการตลาดของบริษัท แต่พอได้ลงมือทำจริงๆ ถึงรู้ว่ามันคือเรื่องสำคัญที่ถูกผลักดันด้วยกฎหมายและส่งผลกระทบต่อโลกของเราจริงๆ” ตัวแทนทีมใครเซ็นสะท้อนมุมมองที่เปลี่ยนไป ประสบการณ์ได้สอนให้น้องๆ เข้าใจว่า การทำให้บริษัทสามารถปรับตัวและยืนหยัดอยู่ได้อย่างยาวนาน คือแก่นแท้ของความยั่งยืนในโลกธุรกิจ

พลิกวงจร ‘ซื้อ-ใช้-ทิ้ง’ สู่แอปพลิเคชัน ‘The Living Loop’ เปลี่ยนการซ่อมให้มีมูลค่า
ทีม Catalyst Five ผู้ชนะ Track HÄFELE Thailand
ปิดท้ายกันที่ทีม Catalyst Five ผู้ชนะ Track HÄFELE ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของน้องๆ เฟรชชี่ปี 1 จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาเหตุที่เลือกโจทย์ของ HÄFELE เพราะน้องๆ สนใจโจทย์ที่ว่า ‘ทำอย่างไรให้ลูกค้ายอมจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าที่รักษ์โลก’ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ท้าทายความคิดสร้างสรรค์และกรอบความคิดแบบคน Gen Z อย่างมาก บวกกับพื้นฐานที่ได้รับการปลูกฝังเรื่องเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) มาจากในคลาสเรียน ทำให้มองว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นนวัตกรรมที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้

จากการเจาะลึกอินไซต์ ทีมพบว่าปัญหาใหญ่คือคนเมืองรุ่นใหม่ ‘อยากรักษ์โลก แต่ต้องไม่จ่ายแพงขึ้น’ และที่น่าตกใจคือเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ต่างๆ กว่า 80% ทั่วโลกมักจบลงที่หลุมฝังกลบ เพียงเพราะมีอะไหล่แค่ชิ้นเดียวที่พัง พวกเขาจึงเสนอแนวคิด ‘The Living Loop’ เพื่อเปลี่ยนวงจรจากการซื้อ ใช้ แล้วทิ้ง มาเป็น ‘ซ่อมก่อน…คุ้มค่ากว่า’ โดยมีอาวุธหลักคือ HÄFELE HABIT APP แอปพลิเคชันที่ดึงเทคโนโลยี AR มาให้ลูกค้าสแกนดูว่าสินค้าชิ้นนี้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร นำเสนอทางเลือกในการเปลี่ยนอะไหล่เพื่อยืดอายุการใช้งาน ไปจนถึงฟีเจอร์การสะสมแต้มรักษ์โลก เพื่อนำไปแลกสิทธิพิเศษต่างๆ ซึ่งตอบโจทย์ทั้งลูกค้าทั่วไปที่อยากเซฟค่าใช้จ่าย และช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้ากลุ่ม B2B อย่างสถาปนิกที่ต้องการนำคะแนน ESG ไปต่อยอดในโครงการอสังหาฯ ได้

“การรักษ์โลกมันไม่ได้อยู่ที่ใจอย่างเดียว แต่มันอยู่ที่กระเป๋าเงินด้วย เพราะฉะนั้นถ้าอยากจะให้โลกยั่งยืน เราก็ต้องดูในเรื่องของความคุ้มค่าว่าในฐานะตัวแทนธุรกิจเราโอเคมากน้อยขนาดไหน” ตัวแทนทีม Catalyst Five สรุปถึงจุดแตกหักทางความคิดที่ได้เรียนรู้ จากเด็กปี 1 ที่เคยมองว่าเรื่อง Sustainability เป็นเป้าหมายที่อยู่สูงและเอื้อมถึงยาก วันนี้พวกเขาได้พิสูจน์แล้วว่า นวัตกรรมรักษ์โลกสามารถเริ่มต้นลงมือทำได้เลยหากกล้าที่จะคิดนอกกรอบ พร้อมทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจว่า เยาวชนไทยและประเทศไทยเองก็มีศักยภาพมากพอที่จะเป็นต้นแบบด้านความยั่งยืนให้กับโลกใบนี้ได้เช่นกัน

โครงการ 2026 UOB Wonder Lab ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พลังของคนรุ่นใหม่ไม่ได้มีเพียงแค่อุดมการณ์รักษ์โลก แต่ยังเต็มไปด้วยศักยภาพที่จะพลิกแพลงโจทย์ ESG สุดซับซ้อนให้กลายเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่จับต้องและเติบโตได้จริง การผสานความคิดสร้างสรรค์เข้ากับความเป็นไปได้ทางธุรกิจของทั้ง 3 ทีมแชมป์ ไม่เพียงช่วยเปลี่ยนการสื่อสารด้านความยั่งยืนให้เป็นเรื่องใกล้ตัว แต่ยังตอกย้ำวิสัยทัศน์ของธนาคารยูโอบีที่เชื่อมั่นว่า
การลงทุนบ่มเพาะ ‘ทักษะแห่งอนาคต’ ให้กับเยาวชน คือฟันเฟืองสำคัญที่สุดที่จะขับเคลื่อนทั้งสังคม สิ่งแวดล้อม และภาคธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้าพร้อมกันได้อย่างยั่งยืน