แม้จะเป็นในโลกยุคโซเชียลมีเดีย ที่ดูเหมือนว่าเราจะเชื่อมต่อกัน มองเห็นชีวิตกัน และมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันได้เสมอ
แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ ซักพักหนึ่งเพื่อนที่สนิทสนมก็แยกย้ายกันไปมีชีวิต แม้โซเชียลมีเดียจะทำให้เรายังพอจะรู้ความเคลื่อนไหว ยังกดไลค์กันบ้าง แต่ในที่สุด เราก็อาจจะค่อยๆ ห่างๆ จากเพื่อนหรือกลุ่มเพื่อนกันไปเรื่อยๆ
ความ ‘ห่างๆ’ หมายถึงความค่อยๆ ห่างไกลกันในเชิงปฏิสัมพันธ์ ไม่ได้พูดคุยกันในแชต แต่ในระดับความสัมพันธ์ ยังคงรู้สึกถึงความเป็นเพื่อน คือไม่ได้มีปัญหาอะไรต่อกัน ยังรักกัน ห่วงใยกัน แค่แยกย้ายกันไปมีชีวิต ไม่ได้คุยกันอีกต่อไป
ฟังดูเป็นเรื่องปกติ เมื่อเราห่างกันไปแล้ว แต่ใจยังใกล้ ทว่าหลายคนอาจมีภาวะบางอย่างอยู่ในใจ คือคิดถึงนะ เห็นผ่านตากันเรื่อยๆ หากจะให้ทักหาไป ไปชวนพูดคุยกันอีกครั้ง ขนาดมีความง่ายอยู่บนปลายนิ้วกลับบอกกับตัวเองว่า อาจจะยัง แถมลึกๆ รู้สึกว่าถ้าจะทักไป ต้องใช้พลังพอสมควร
เรื่องเล็กๆ นี้ กลายเป็นเรื่องสำคัญที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ทางสังคม มีงานวิจัยจากนักวิจัยด้านปฏิสัมพันธ์ทางสังคมพบว่า เป็นเรื่องทั่วไปมากที่เราอยากทักเพื่อนเก่า ไม่อยากทักไป และถ้าจะให้ทักไป กลายเป็นเรื่องที่จะต้อง ‘ฝืนใจทำ’ ทั้งๆ ที่เราทั้งรู้แหละว่าถ้าทักไปมันคือความสุขอย่างหนึ่งที่จะได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนที่เราห่วงใยอีกครั้ง แต่กลับเป็นเรื่องยากและความสัมพันธ์ก็จากได้จริงๆ

เกือบทุกคนมีเพื่อนที่ขาดการติดต่อ
ลาร่า แอคนิน (Lara B. Aknin) นักวิชาการที่สนใจด้านความสุข และ จินเลียน แซนด์สตอร์ม (Gillian M. Sandstrom) นักสังคมวิทยาที่เสนอคำสำคัญๆ เช่น การมีปฏิสัมพันธ์เล็กๆ กับคนที่ไม่รู้จักแต่คุ้นหน้าทำให้เราเชื่อมโยงกับพื้นที่ได้ ได้ร่วมกันทำงานศึกษาว่าด้วยยังคิดถึงเสมอ แต่รอก่อนจนค่อยๆ กลายเป็นแปลกหน้า ในปี 2024 โดยงานศึกษานี้พบว่า การเริ่มกลับไปติดต่อเพื่อนเก่าอีกครั้ง กลายเป็นเรื่องยาก
จริงๆ งานศึกษาเป็นงานศึกษาชุดใหญ่ ประกอบด้วยงานศึกษาย่อยๆ 7 การทดลองซึ่งใช้คนละกลุ่มตัวอย่างกัน แต่งานศึกษาทั้ง 7 ค่อนข้างสอดคล้องกัน คือเริ่มจากการสำรวจข้อมูลว่าเรามีเพื่อนที่ห่างไปไหม ให้ทักไปทักไหม ลองทดลองให้เวลาเขียนข้อความ และค่อยๆ สำรวจว่าทำไมถึงไม่ส่ง จนงานศึกษาที่ 7 ว่าด้วยการทดลองเชิงพฤติกรรมว่าแบบไหนถึงจะสนับสนุนให้คนกลับไปติดต่อกับเพื่อนที่ห่างหายไปได้
เริ่มที่ข้อมูลทั่วไป ซึ่งแน่นอนตรงกับใจเรา คือ ’ใครๆ ก็มีเพื่อนที่ขาดการติดต่อไป’ งานศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่าง 90% เคยขาดการติดต่อกับเพื่อนที่ยังห่วงใยกัน โดยแม้ว่าจะมีช่องทางการติดต่อ และคิดว่าอีกจะดีใจถ้าทักกลับไป กลับมีเพียง 27% ที่ส่งข้อความกลับไปหาจริง

ไม่คุยนานกลายเป็นคนแปลกหน้า
เรื่องการทักหาเพื่อนเก่า จึงกลายเป็นอีกหนึ่งความรู้สึกยอกย้อนของมนุษย์เรา ซึ่งจริงๆ ก็อธิบายได้ คือเมื่อสำรวจจริงจังแล้ว เรามีความรู้สึก ‘อยากกลับมาติดต่อกัน’ แต่ความ ‘เต็มใจที่จะทักหาตอนนี้’ กลับอยู่ต่ำกว่ามาก คือมีช่องว่างของความรู้สึกและการลงมือทำ
ในความยอกย้อนที่ว่ามีคำอธิบาย จากงานศึกษาด้วยการกลับไปติดต่อกับเพื่อนเก่า ช่วงงานศึกษาย่อยที่ 5-6 ได้ทดลองให้กลุ่มตัวอย่าง (คนละกลุ่มในแต่ละการศึกษา) ให้คะแนนความเต็มใจในการทำกิจกรรมต่างๆ พบว่าการทักหาเพื่อนเก่าที่ขาดการติดต่อกันนานๆ มีคะแนนความอยากทำน้อย อยู่ที่ 4.6 จาก 7 คะแนน ที่น่าสนใจคืออยู่ในระดับของการไม่ค่อยสะดวกใจทำกิจกรรม ร่วมกับการเก็บขยะบนถนน บีบที่บีบออกกำลัง และยิ่วกว่านั้นคือเป็นระดับคะแนนเดียวกันกับการ ‘พูดคุยกับคนแปลกหน้า’
ผลการวิจัยจึงค่อนข้างได้ข้อสรุปว่า ในที่สุด แม้เรากับเพื่อนจะยังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่การขาดการติดต่อกันไปนานๆ ในระดับปฏิสัมพันธ์ จากคนคุ้นเคยจึงค่อยๆ กลายเป็นเรื่องต้องเริ่มใหม่ ยากเท่าๆ กับการไปทักคุยกับคนแปลกหน้า

ซึ่งจริงๆ ถ้าเราลองนึกถึงความรู้สึกของเรา เมื่อห่างกันไปนานๆ เราอาจจะเริ่มขาดความเข้าใจในบริบทชีวิตของเพื่อน การเริ่มพูดคุยกันใหม่อีกครั้ง อาจจะต้องเริ่มไต่ถามหลายๆ อย่าง ชีวิตเป็นไงบ้างในตอนเริ่ม เพื่อกลับเข้าสู่ลูปของการกลับมามีปฏิสัมพันธ์กันอีกครั้ง
ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม บริหารได้
ทีนี้ งานศึกษาเองก็ค่อนข้างพาไปสู่คำตอบด้วยว่า แล้วเราจะสนับสนุนอย่างไร เมื่อเรารู้ว่าใครๆ ก็มีคนที่ขาดการติดต่อไป เพราะความสัมพันธ์จริงๆ ก็ถือว่าจางลงตามปฏิสัมพันธ์ไป ไม่ได้คุยนานๆ ใจยังรัก แต่ถ้านานเข้าไปอีก มิตรภาพก็อาจจะจางลงจริงๆ จนกลายเป็นไม่สนิท และค่อยๆ ห่างไกลไปจนกลายเป็นคนรู้จัก
งานศึกษาย่อยสุดท้ายที่ 7 จึงทำการทดลอง โดยใช้วิธีการเพื่อลดความวิตกกังวลทางสังคม สนับสนุนปฏิสัมพันธ์ ซึ่งจริงๆ ง่ายมาก คือการแบ่งกลุ่มทดลองเป็นสองกลุ่ม ให้กลุ่มหนึ่งทดลอง ‘วอร์มอัพ’ ทางสังคมก่อนด้วยการให้ส่งข้อความคุยกับคนรู้จักที่ยังติดต่อกันในปัจจุบัน ก่อนจะให้ทดลองว่าจะส่งหาเพื่อเก่าไหม ส่วนอีกกลุ่มให้มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมแบบ passive คือไถฟีด
สรุปว่ากลุ่มที่ให้ส่งข้อความหาคนในปัจจุบันกัน คือมีปฏิสัมพันธ์แบบ active มีแนวโน้มจะส่งข้อความหาเพื่อนเก่ามากกว่าประมาณ 31% เทียบกับกลุ่มที่ให้ไถฟีดโซเชียลเฉยๆ

จากข้อสังเกตในใจเล็กๆ ว่าเออ ทำไมเราถึงมีเพื่อนที่ขาดการติดต่อไป ในใจก็ยังรักกันดี แต่ถ้าให้ทักกลับไปพูดคุยกันกลับเป็นเรื่องยาก จนถึงระดับฝืนใจ นำไปสู่ความเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์เราที่จริงๆ ความห่างเหินเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ สาเหตุหนึ่งคือการขาดปฏิสัมพันธ์ และการกลับไปมีปฏิสัมพันธ์ลึกๆ แล้วก็เป็นเรื่องยาก
นอกจากการสนับสนุนให้เกิดปฏิสัมพันธ์แบบแอคทีฟแล้ว จริงๆ แค่เราเข้าใจความรู้สึกว่า เมื่อห่างกันไประดับปฏิบัติ ไม่ค่อยได้คุย การกลับไปคุยยาก ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่มีอะไร และถ้าได้คุยจะมีความสุขทั้งสองฝ่าย อาจจะแกล้งๆ มือลั่นไป ก็อาจจะเป็นการเริ่มรักษาความสัมพันธ์ที่ดี
งานวิจัยนี้นำไปสู่ความเข้าใจอย่างหนึ่งคือ จริงๆ การมีความสัมพันธ์ทางสังคม เป็นช่องทางหนึ่งที่นำไปสู่ความสุข การได้คุยกับเพื่อน การมีเพื่อน ท้ายที่สุดแม้เราจะรู้ว่าความสัมพันธ์ มิตรภาพ นั้นเป็นเรื่องสุขใจ แต่ความสัมพันธ์ทั้งหลายล้วนจืดจางลงได้ด้วยหลายเหตุ และการไม่ค่อยได้คุยกัน ก็เป็นเหตุหนึ่งในนั้น
อ้างอิงจาก