หากถกเถียงกับคนในโลกออนไลน์ อาจลงท้ายด้วยการเถียงคนละประเด็นไปไกล หากนักอ่านบางกลุ่มดื่มด่ำกับคำศัพท์และสำนวนสละสลวย อาจประหลาดใจที่นักอ่านบางกลุ่มกลับติเตียนความสุนทรีข้อนั้น หลายข้อขัดแย้งมากมาย ไม่ได้เกิดขึ้นจากรสนิยม ความสุนทรี หรือเรื่องปัจเจกที่ต่างกัน หากแต่เกิดจาก Literacy ที่ต่างกัน
ปัญหาการอ่านของผู้คนที่เริ่มถดถอย ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยอยู่เนืองๆ ซึ่งไม่ใช่ในแง่ของจำนวน เพราะในหนึ่งวันเราต่างอ่านข้อความบนหน้าจอไม่รู้กี่บรรทัด ข้อมูลมากมายหลั่งไหลผ่านปลายนิ้ว นี่ไง อ่านน้อยลงที่ไหนกัน แต่ข้อมูลเหล่านั้นมันไหลเข้ามามากเกินกว่าสมาธิจะเอื้อมคว้าไว้ได้ทั้งหมด ปัญหาเรื่องการอ่านถดถอยจึงเป็นเรื่องของทักษะการอ่าน มากกว่าลดน้อยถอยลงในแง่จำนวนตัวอักษร
ประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับการอ่าน จึงเอนเอียงไปทางทักษะที่ได้จากการอ่าน อย่างการจับใจความ การคิดเชิงวิพากษ์ คลังศัพท์ ดูเหมือนจะลดน้อยถอยลงไปในทุกวัน จนนักวิจารณ์กลุ่มหนึ่งเรียกปรากฎการณ์นี้ว่า post-literate society หรือ สังคมหลังการรู้หนังสือ

จริงๆ แล้วคำว่า post-literate society ไม่ใช่ศัพท์ buzzword ยุคโซเชียลมีเดียที่เพิ่งมีเมื่อวันก่อน คำนี้ใช้ครั้งแรกตั้งแต่ปี 1962 โดยมาร์แชล แมคลูฮาน (Marshall McLuhan) นักคิดด้านสื่อชื่อดัง ใช้คำนี้ในหนังสือ The Gutenberg Galaxy ต่อมานักคิดอย่างวอลเตอร์ อ็อง (Walter Ong) ก็ขยายกรอบคิดนี้ในหนังสือ Orality and Literacy โดยเสนอแนวคิดว่ามนุษย์เคลื่อนผ่าน 3 ยุคทางความคิด คือยุคมุขปาฐะดั้งเดิม (primary orality) ที่พึ่งพาความจำและการเล่าปากต่อปาก ตามด้วยยุครู้หนังสือ ที่ตัวอักษรฝึกให้สมองคิดแบบเป็นเส้นตรงและวิเคราะห์ได้ลึกขึ้น และล่าสุดคือยุคมุขปาฐะขั้นที่สอง (secondary orality) ที่สื่ออิเล็กทรอนิกส์พาเรากลับไปสู่การรับสารแบบภาพและเสียงที่ฉับไว ไม่เป็นเส้นตรง
จังหวะเวลาพาคำนี้กลับมาฮิตอีกครั้งในปีที่ผ่านมา เมื่อเจมส์ แมริออต (James Marriott) คอลัมนิสต์จาก The Times เขียนบทความเรื่อง The dawn of the post-literate society จนกลายเป็นประเด็นที่สื่อใหญ่อย่าง Financial Times หยิบไปตั้งคำถามต่อยอดว่า เรากำลังกลายเป็นสังคมหลังการรู้หนังสือหรือเปล่า
สิ่งเหล่านี้นับว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ช่วงปีที่ผ่านมามันกลับมาเป็นประเด็นถกเถียงอย่างจริงจังอีกครั้ง ทั้งในแวดวงสื่อ การศึกษา และแวดวงวิชาการ จนแตกแขนงกลายเป็นคำถามใหม่ว่า การอ่านแบบที่เคยหล่อหลอมอารยธรรมสมัยใหม่กำลังจะตายไปจริงๆ หรือเราแค่ตื่นตระหนกไปเองอีกครั้งหนึ่ง เหมือนที่มนุษย์เคยตื่นตระหนกกับสิ่งใหม่มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD เปิดผลสำรวจทักษะผู้ใหญ่ระดับนานาชาติ (PIAAC) เมื่อปลายปี 2024 ครอบคลุม 31 ประเทศ พบว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีเพียงเดนมาร์กกับฟินแลนด์เท่านั้น ที่คะแนนความสามารถด้านการอ่านของผู้ใหญ่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนประเทศอื่นๆ คะแนนทรงตัวหรือลดลง
แม้แต่ในกลุ่มผู้จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยเองก็มีคะแนนลดลงในหลายประเทศ และกลุ่มที่มีทักษะต่ำสุด มีคะแนนลดลงชัดเจนที่สุด สวนทางกับกลุ่มบนสุดที่คะแนนดีขึ้น กล่าวคือ ช่องว่างด้านการรู้หนังสือระหว่างผู้คนกำลังห่างออกจากกันเรื่อยๆ คนที่คะแนนระดับบน มีแต่จะดีขึ้นเรื่อยๆ ส่วนคนที่คะแนนระดับล่าง ก็แปรผกผันไปอีกทางอยู่เรื่อยๆ เช่นกัน
ฝั่งการศึกษาก็มีข้อมูลที่น่าสนใจ นิตยสาร The Atlantic ตีพิมพ์บทความ The Elite College Students Who Can’t Read Books สัมภาษณ์อาจารย์มหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐฯ กว่า 30 คน (ทั้งนี้เป็นข้อมูลเชิงประสบการณ์ ไม่ใช่งานวิจัยเชิงระบบ) และอ้างอิงตัวเลขที่น่าตกใจว่า ในปี 1976 มีนักเรียนมัธยมปลายในสหรัฐฯ เพียง 11.5% ที่ไม่ได้อ่านหนังสือเล่มไหนเลยในรอบปีที่ผ่านมา แต่ในปี 2022 ตัวเลขนี้พุ่งขึ้นไปถึง 40% อาจารย์มหาวิทยาลัยหลายคนในบทความ เล่าตรงกันว่าต้องลดปริมาณการอ่านที่มอบหมายลงเรื่อยๆ เพราะนักศึกษาตามไม่ทัน แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่าบทความนี้เองถูกวิจารณ์อย่างหนักจากนักการศึกษาบางกลุ่ม ว่าด่วนสรุป เนื่องจากใช้หลักฐานเชิงประสบการณ์มากเกินไป

หากจะมองว่าปัญหาการขาดทักษะที่ได้จากการอ่าน เป็นเรื่องที่ควรนำมาพูดคุยอย่างจริงจังก็ได้ แต่แง่หนึ่ง ปัญหานี้ก็ถูกมองเป็นความตื่นตระหนก ของคนที่เติบโตมาในยุคค้นคว้าข้อมูลบนหน้ากระดาษหรือเปล่า เมื่อโลกเรามาไกลถึงวันที่เด็กๆ ไม่จำเป็นต้องแบกหนังสือหลายเล่มไปเรียน ศึกษาหาความรู้ ทำการบ้าน แบบฝึกหัด บันทึกความรู้ในห้องเรียนได้จากเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์หมดแล้ว เราจะถอยหลังกลับไปทำไมกัน
นั่นอาจเพราะทักษะการอ่านก็สามารถถดถอยได้ หากไม่ได้ฝึกฝนเป็นเวลานาน
มารีแอน วูล์ฟ (Maryanne Wolf) นักประสาทวิทยาการรู้คิดจาก UCLA ผู้เขียนหนังสือ Reader, Come Home: The Reading Brain in a Digital World อธิบายไว้อย่างน่าสนใจว่า การอ่านไม่ใช่ทักษะที่ถูกออกแบบมาให้ทำได้เลยตั้งแต่เกิดในสมองของมนุษย์ (ต่างจากการพูดที่เป็นสัญชาตญาณ) แต่เป็นวงจรที่สร้างขึ้นใหม่ผ่านการฝึกฝนซ้ำๆ ในสมอง เรียกว่า ‘reading brain circuit’ ซึ่งพัฒนาไปได้หลายแบบขึ้นอยู่กับว่าเราอ่านแบบไหน สื่อแบบไหน และฝึกมายังไง
ประเด็นที่วูล์ฟกังวลคือ การอ่านเชิงลึก (deep reading) ต้องใช้สมาธิต่อเนื่องเพื่อวิเคราะห์ ตีความ และเชื่อมโยงกับความรู้เดิม เป็นกระบวนการที่ถ้าไม่ใช้ ไม่ได้ลับคม นานเข้ามันก็ถดถอยลงได้ เมื่อเราคุ้นชินกับการอ่านแบบเลื่อนผ่านเร็วๆ บนหน้าจอ สมองก็ค่อยๆ ปรับตัวไปในทิศทางนั้น จนวงจรที่ใช้สำหรับการอ่านเชิงลึกถูกใช้งานน้อยลงเรื่อยๆ
เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาที่ไกลตัวคนไทยเลย ผลการประเมิน PISA (Programme for International Student Assessment) ปี 2022 ซึ่งวัดทักษะเด็กอายุ 15 ปีทั่วโลก พบว่าคะแนนการอ่านของนักเรียนไทยอยู่ที่ 379 คะแนน ลดลงจาก 393 คะแนนในปี 2018 และเป็นคะแนนต่ำที่สุดนับตั้งแต่ไทยเข้าร่วมโครงการนี้เมื่อกว่า 20 ปีก่อน หากมองในรอบทศวรรษ (2012-2022) คะแนนการอ่านของไทยลดลงถึงราว 60 คะแนน ซึ่ง OECD ระบุว่าเทียบเท่ากับปริมาณการเรียนรู้ที่เด็กควรพัฒนาได้ใน 1 ปีการศึกษา ที่น่าห่วงกว่านั้นคือมีนักเรียนไทยเพียง 35% เท่านั้นที่ทักษะการอ่านถึงระดับพื้นฐานขั้นต่ำ (Level 2 ขึ้นไป) เทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่ 74% และแทบไม่มีนักเรียนไทยเลยที่ทำคะแนนถึงระดับสูงสุด (Level 5-6)

อ่านออกหรือไม่อาจไม่ใช่ประเด็น
สิ่งที่ทำให้ข้อถกเถียงนี้มีน้ำหนักมากกว่าความคิดถึงวัยเด็กที่มีหนังสือเต็มบ้าน คือคำถามที่ว่า ถ้าคนจำนวนมากไม่คุ้นชินกับการอ่านเนื้อหายาวๆ ที่ต้องใช้สมาธิต่อเนื่องแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกับความสามารถในการคิดวิเคราะห์เชิงลึก การจับใจความ การแยกแยะข้อเท็จจริง หรือการอดทนฟังข้อโต้แย้งที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น
นีล โพสต์แมน (Neil Postman) นักทฤษฎีสื่อและนักวิจารณ์ด้านวัฒนธรรม กล่าวไว้ตั้งแต่ปี 1988 ว่า
“สติปัญญาของมนุษย์เป็นสิ่งเปราะบางที่สุดอย่างหนึ่งในธรรมชาติ
ไม่ต้องใช้อะไรมากก็ทำให้มันวอกแวก ถูกกดทับ หรือแม้แต่ถูกทำลายได้”
ประโยคนี้ถูกหยิบมาอ้างซ้ำบ่อยครั้งในข้อถกเถียงเรื่อง post-literate society ถึงสังคมที่คุ้นชินกับสื่อแบบภาพและคลิปสั้นมากกว่าข้อความยาว จะยังธำรงความสามารถที่ได้จากการอ่านไว้ได้แค่ไหน
จะเป็นอย่างไรหากเราถกเถียงกับใครสักคนบนโลกออนไลน์ แต่ไม่สามารถมาบรรจบกันได้ ด้วยประเด็นที่เบี่ยงออกไปคนละทางห่างไปเรื่อยๆ นักเขียนถูกตำหนิเพราะใช้คำศัพท์ที่ผู้อ่านไม่รู้จัก ผู้คนรีบแสดงความเห็นโดยที่ยังจับใจความสิ่งนั้นได้ไม่ครบถ้วน
การอ่านจึงไม่ได้มีคุณค่าเพียงในฐานะช่องทางรับข้อมูล แต่เป็นหนึ่งในไม่กี่กิจกรรมที่บังคับให้สมองต้องทำงานไปพร้อมกันหลายอย่าง เราต้องจดจำสิ่งที่เพิ่งอ่าน จับใจความสำคัญ แยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น เชื่อมโยงข้อมูลที่อยู่ห่างกันหลายหน้า และค่อยๆ ประกอบความหมายขึ้นมาด้วยตัวเอง
ในโลกที่ข้อมูลมีอยู่มากกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะอ่านได้หมด ความสามารถในการเข้าถึงชุดข้อมูล ความรู้ อาจไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แต่สิ่งที่หายากขึ้นเรื่อยๆ อาจเป็นความสามารถในการหยุด คิด และทำความเข้าใจว่าสิ่งที่เรารู้นั้นหมายความว่าอย่างไร
เราเองก็ยังตอบไม่ได้ฟันธงว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคหลังการอ่านแล้ว หรือแค่กำลังปรับตัวเข้าสู่รูปแบบการรู้หนังสือแบบใหม่ที่เรายังไม่มีคำศัพท์ที่เหมาะสมมาเรียกมัน ตัวเลขจาก OECD, PISA และงานวิจัยมากมายถึงสมาธิที่ถดถอยของคนยุคนี้ บอกเราว่ามีบางอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงจริง แต่ประวัติศาสตร์ก็ชี้ว่ามนุษย์ตื่นตระหนกกับเทคโนโลยีใหม่ที่จะทำลายการอ่านมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ตั้งแต่ตัวหนังสือ แท่นพิมพ์ โทรทัศน์ การล่มสลายของสื่อสิ่งพิมพ์ รายการออนไลน์ และทุกครั้งเราก็ยังอยู่รอดมาได้
ถ้าการอ่านแบบเดิมกำลังจะเปลี่ยนไปจริงๆ เราเสียทักษะการอ่านไปแล้วเรากำลังได้สิ่งใดมาแทน อาจเป็นความสามารถในการประมวลข้อมูลหลายช่องทางพร้อมกัน หรือการเข้าถึงความรู้ที่กว้างขึ้นกว่าเดิม สิ่งเหล่านั้นจะทดแทนสิ่งที่เรากำลังสูญเสียไปได้หรือเปล่า หรือนี่คือการ Re-Skill ให้เข้ากับยุคสมัยอย่างที่ใครเขาว่ากัน
หากเราไม่ต้องอ่านเพื่อทำความเข้าใจโลกอีกต่อไป เราจะยังเหลือความสามารถในการทำความเข้าใจโลกด้วยตัวเองอยู่แค่ไหนกัน
อ้างอิงจาก