อย่ารู้สึกไม่ดีนะ เดี๋ยวจะยิ่งปล่อยพลังลบออกมา
หินคริสตัล ดวงดาว หรือพลังงาน กลายเป็นความเชื่อด้านจิตวิญญาณที่คนรุ่นใหม่หลายคนให้ความสนใจ อย่างที่เราอาจเคยเห็นผ่านตาบนสังคมออนไลน์ พลังเหนือธรรมชาติเหล่านี้ไม่เพียงแต่เชื่อกันว่าจะช่วยเชื่อมโยงตัวตนลึกๆ ข้างในเท่านั้น แต่หลายครั้งยังนำไปใช้เป็นเครื่องมือดึงดูดความโชคดีและความสำเร็จของแต่ละคน
ว่าแต่ความเชื่อเหล่านี้จะช่วยให้เราพบเจอแต่สิ่งดีๆ จริงหรือ? แม้ว่าหลักปฏิบัติบางอย่าง เช่น นั่งสมาธิ หรือกำหนดลมหายใจจะช่วยให้เราใจเย็นลงก็จริง ถึงอย่างนั้นความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณแนวทางใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน บางครั้งก็ถูกใช้เป็นเพียงหนทางหลีกหนีความไม่สบายใจ ในนามการค้นหาความสงบในจิตใจได้เช่นกัน
สถานการณ์นี้บางครั้งอธิบายได้ด้วยคำว่า ‘Spiritual bypassing’ หรือการหลีกเลี่ยงความยุ่งยากในการเผชิญหน้ากับความจริงด้วยความเชื่อทางจิตวิญญาณ แล้วสิ่งนี้มันส่งผลกับเรายังไงบ้าง เราชวนไปรู้จักคำนี้ให้มากขึ้นกัน

แค่มองโลกในแง่ดีปัญหาก็หายไป?
ทุกวันนี้ความเชื่อหรือศรัทธาไม่ได้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่เท่านั้น แต่คนรุ่นใหม่เองก็หันมาสนใจเรื่องจิตวิญญาณกันมากขึ้น เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจ โดยเฉพาะในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ผลสำรวจโดยสถาบันวิจัย Springtide ในปี 2022 ชี้ให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ชาวอเมริกัน จากกลุ่มตัวอย่างอายุ 13-25 ปี เริ่มหันมาเชื่อเรื่องจิตวิญญาณ หรือพลังเหนือธรรมชาติมากขึ้น โดยกว่าครึ่ง หรือ 51% เคยมีประสบการณ์ดูดวงด้วยไพ่ทาโรต์หรือโหราศาสตร์ ซึ่งในจำนวนนี้ส่วนใหญ่ยังพบว่าพวกเขาดูดวงอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง
ความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณกลายที่นิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากความสนใจและความต้องการสำรวจความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณและศาสนาในแบบของตัวเอง พวกเขาไม่ได้เชื่อมโยงความเชื่อเหล่านี้ผ่านพื้นที่แบบดั้งเดิม อย่างในวัด โบสถ์ หรือมัสยิด แต่ทุกวันนี้พวกเขาสามารถตีความใหม่ และเชื่อมโยงกับสิ่งเหล่านี้ในบริบทที่กว้างออกไป อย่างเช่น สื่อสังคมออนไลน์ ที่ทุกคนสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันง่ายขึ้น จนเราเห็นความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณหลากหลายแนวทางถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม แนวคิดเรื่องจิตวิญญาณที่ผสมหลากหลายความเชื่อที่เราเคยเห็นบนอินเทอร์เน็ต เช่น แรงดึงดูดของจักรวาล หรือพลังความโชคดี แม้ว่าจะช่วยให้เราเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ แต่อีกมุมหนึ่งหากเรานำมาปรับใช้โดยไม่ทันระวัง ความเชื่อเหล่านี้ก็อาจทำให้เราละเลยความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง หรือแม้กระทั่งนำมาใช้เพื่อกดทับอารมณ์เชิงลบได้เช่นกัน
การใช้ความเชื่อจิตวิญญาณเพื่อหลีกหนีอารมณ์ด้านลบของตัวเอง หรือ ‘Spiritual bypassing’ ไม่ใช่คำใหม่ แต่ถูกใช้ครั้งแรกตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ โดยจอห์น เวลวูด (John Welwood) นักจิตบำบัดเชิงจิตวิญญาณ ที่เคยเขียนไว้ในหนังสือของตัวเองชื่อ Toward a Psychology of Awakening

จุดเริ่มต้นมาจากเวลวูดเริ่มสังเกตเห็นว่าผู้คนมักใช้เรื่องทางจิตวิญญาณเป็นเกราะป้องกันตัวเองจากความเจ็บปวด แทนที่จะจัดการกับอารมณ์หรือเผชิญหน้ากับปัญหา แต่หลายคนกลับเลือกมองข้ามปัญหาเหล่านั้น โดยใช้ความเชื่อทางจิตวิญญาณมาช่วยอธิบายให้รู้สึกดีขึ้น
คนเหล่านี้มักเลือกข่มอารมณ์ด้านลบไว้ แล้วเลือกมองแต่ด้านดีจนละเลยความจริง สามารถสังเกตได้จากสัญญาณเหล่านี้ เช่น หลีกเลี่ยงความโกรธ แสร้งว่าทุกอย่างปกติดี เชื่อว่าผู้คนสามารถเอาชนะปัญหาได้ด้วยความคิดเชิงบวก หรือเราอาจได้ยินคำพูดทำนองว่า ‘ดีแล้วที่ตัวเองโชคร้าย’ หลังจากผ่านการสูญเสีย หรือ ‘อย่าคิดมากเลย’ ทั้งที่เพิ่งโดยคนพูดจาทำร้ายจิตใจมา
แม้ดูเผินๆ คำพูดเหล่านี้อาจช่วยให้เรามีกำลังใจ แต่สาเหตุของกำลังใจและความสบายใจนั้น มาจากการข่มอารมณ์ด้านลบลง แล้วเลือกมองแต่ด้านดี เรากำลังใช้มันเป็นกลไกป้องกันตัวเองจากความเจ็บปวด เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเผชิญหน้ากับความกังวล หรือปัญหาแท้จริงซึ่งแก้ไขได้ยากกว่า
หลายครั้งการก้าวข้ามความเจ็บปวดและการคลี่คลายบาดแผลในใจ มักต้องผ่านกระบวนการทางจิตวิทยาที่ซับซ้อน ระหว่างทางเราอาจต้องเผชิญกับความเจ็บปวด ความอึดอัด ความไม่สบายใจจากการเปิดเปลือยด้านที่ไม่สมบูรณ์แบบ หรือความทรงจำอันขมขื่นที่เราอยากเบือนหน้าหนี ซึ่งต้องอาศัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นคนคอยช่วยให้เราก้าวข้ามประสบการณ์เหล่านี้อย่างถูกต้อง
แต่ปัญหาคือชีวิตที่ดีและมีความสุขตามความเชื่อทางจิตวิญญาณเหล่านี้ มักผูกโยงกับการมองโลกในแง่ดีหรือการมีแต่อารมณ์พึงใจเท่านั้น ขณะเดียวกันก็ผลักให้อารมณ์ด้านลบ เช่น ความโกรธ ความกลัว หรือความกังวล เป็นอารมณ์ที่ควรกำจัดออกไป จนทำให้หลายคนไม่กล้ายอมรับความรู้สึกเหล่านี้จริงๆ และเห็นว่าปัญหาคือการจัดการอารมณ์ของตัวเอง มากกว่าการลงมือแก้ไขต้นเหตุที่ทำให้รู้สึกขุ่นมัว
ท้ายที่สุดการละเลยต่ออารมณ์ด้านลบที่ร่างกายกำลังส่งสัญญาณเตือนก็อาจนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่าในอนาคต อย่างการขัดขวางการเติบโตของตัวเอง เพราะเราไม่ได้เรียนรู้จากการเผชิญหน้ากับปัญหาโดยตรง หรือแม้แต่ทำลายความสัมพันธ์ เพราะเราอาจเพิกเฉยต่ออารมณ์ด้านลบของคนอื่น หรือใช้ความคิดตัวเองตัดสินอีกฝ่ายว่าไม่มีความสามารถข่มอารมณ์ไว้ ทั้งที่จริงแล้วแต่ละคนล้วนแต่มีวิธีรับมืออารมณ์ที่แตกต่างกัน

เมื่อการเชื่อมต่อกับตัวเองคือการเผชิญหน้ากับปัญหา
การเยียวยาบาดแผลทางใจ หรือการก้าวข้ามความรู้สึกอันยากลำบากในชีวิต คือเรื่องสำคัญไม่ต่างจากการรักษาอาการเจ็บป่วยทางร่างกาย ดังนั้นความเชื่อด้านจิตวิญญาณด้วยตัวเองอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่ช่วยให้เราคลี่คลายปมในใจได้ หากเรารู้สึกไม่ไหวจนไม่สามารถใช้ชีวิตได้ปกติ ทางที่ดีที่สุดคือการปรึกษาจิตแพทย์ หรือขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ
อันที่จริงความเชื่อเหล่านี้ไม่ได้เป็นสิ่งผิด หรือควรต่อต้านเสียทีเดียว เพราะมันก็อาจเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราเชื่อมโยงความรู้สึกลึกๆ ภายในตัวเองได้เช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่ต้องระวังมากกว่าเมื่อพูดถึงความเชื่อเหล่านี้ คือการเก็บกดหรือข่มอารมณ์ด้านลบของตัวเองลง เพราะอยากดึงดูดโชคเข้าหาตัวเท่านั้น
เคนดรา เชอร์รี่ (Kendra Cherry) ผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตสังคม แนะนำว่าวิธีหลีกเลี่ยงการใช้ความเชื่อด้านจิตวิญญาณมาเป็นกลไกป้องกันตัวเองไว้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการซื่อสัตย์กับตัวเอง
เราอาจเริ่มสังเกตอารมณ์ของตัวเองได้หลายวิธี เช่น เขียนบันทึกประจำวัน หรือนั่งสมาธิ ขณะเดียวกันเมื่อสังเกตอารมณ์ของตัวเองได้แล้ว ต้องไม่รีบตัดสินว่าอารมณ์ไหนดีหรือไม่ดี ฝึกใคร่ครวญตามความจริง วิธีนี้จะช่วยให้เรายอมรับความไม่สมบูรณ์แบบ เข้าใจตัวเอง และสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นได้ดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้เชอร์รียังบอกอีกด้วยว่า อารมณ์ลบไม่ได้เป็นสิ่งที่เราต้องกำจัดเสมอไป อันที่จริงมันก็มีประโยชน์ เพราะความรู้สึกไม่สบายใจมักเป็นสัญญาณว่ามีบางอย่างผิดปกติและจำเป็นต้องแก้ไข หากเราเข้าใจและยอมรับได้ ก็จะช่วยให้เราเข้าใจได้ว่าปัญหาหรือสิ่งที่เราต้องการในชีวิตจริงๆ คืออะไร
เพราะการยอมรับทั้งข้อดีข้อเสียของตัวเองต่างหากที่จะช่วยให้เติบโต และมีความสุขในแบบของเราเอง
อ้างอิงจาก