ไม่กี่ปีก่อนการกิน ‘คีโต’ เพื่อลดน้ำหนัก ถึงกับติดอันดับคำค้นหายอดนิยม ด้วยคนส่วนใหญ่ต่างแปลกใจกับวิธีลดน้ำหนักที่สวนกระแสเดิม ด้วยการหันไปเน้นบริโภคไขมัน และโปรตีน นั้นจึงทำให้การศึกษาหลายชิ้นยังคงเสียงแตกว่าดีสุขภาพหรือไม่
โดยงานวิจัยชิ้นใหม่ของในแคนาดา พบว่า อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำและไขมันสูง มีความเชื่อมโยงกับระดับคอเลสเตอรอลตัวร้าย (LDL) ที่สูงขึ้น นั่นจึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด
ยูเลีย อิตัน (Iulia Iatan) หัวหน้าทีมแพทย์ผู้วิจัยอธิบายว่า การศึกษาได้เปรียบเทียบการรับประทานอาหารของ 305 คนที่ทานอาหารแบบคาร์โบไฮเดรตต่ำไขมันสูง (LCHF) คือ 45% ของแคลอรีทั้งหมดต่อวันมาจากไขมัน และ 25% มาจากคาร์โบไฮเดรต กับคนที่ทานอาหารแบบมาตรฐาน 1,200 คน โดยใช้ข้อมูลด้านสุขภาพจากฐานข้อมูล UK Biobank
“ผู้ที่รับประทานอาหาร LCHF มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า เช่น การอุดตันในหลอดเลือดแดง ที่จำเป็นต้องใส่ขดลวด หัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง และโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย” นี่เป็นข้อค้นพบหลังการติดตามผลเฉลี่ยของข้อมูลนับสิบปี
โดยผลลัพธ์นี้ได้ตัดปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ของโรคหัวใจ ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน และการสูบบุหรี่ ออกไปแล้ว
ถ้าวิธีลดน้ำหนักด้วยการทานคีโตไม่ดีต่อสุขภาพระยะยาว แล้วทำไมถึงยังเป็นที่นิยม? อิตัน เล่าว่าการศึกษานี้มีผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นชาวอังกฤษ และเป็นการพิจารณาผลของผู้ที่ทานอาหารรูปแบบนี้เป็นเวลานาน ในขณะที่คนส่วนใหญ่มักทานเป็นระยะ ๆ ในเวลาที่สั้น
สำหรับการกินคีโตเพื่อหวังผลในการลดน้ำหนักนั้น เป็นการจำกัดปริมาณอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ให้เหลือราว 20-50 กรัมต่อวัน ส่งผลให้เกิดภาวะที่ร่างกายนำพลังงานจากไขมันในร่างกายมาใช้เป็นแหล่งพลังงานหลัก ที่เรียกกว่า ภาวะคีโตซิส (Ketosis) ซึ่งเป็นวิธีการที่แพทย์ใช้ควบคุมอาการชักในเด็ก ที่ไม่ตอบสนองต่อวิธีการรักษาอื่น ๆ
อ้างอิงจาก
cnn