“เราจําเป็นที่จะต้องมองปัญหาเรื่องไฟป่าในเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ปัญหาเชิงพฤติกรรม เพราะหากทำเช่นนี้มันไม่แฟร์กับชาวบ้านที่เขาดูแลป่าชุมชน ที่เขาวิ่งวุ่นดับไฟ ซึ่งเป็นการดับไฟของคนอื่นด้วย เพราะพื้นที่ป่าของเขามันไม่มีไฟ แต่แทบจะทุกหมู่บ้านที่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ต้องวิ่งวุ่นช่วยเจ้าหน้าที่รัฐในการดับไฟป่า”
สัปดาห์ที่ผ่านมา เราจะเห็นภาพไฟป่าและฝุ่นควันที่ปกคลุมภาคเหนือจนแทบมองไม่เห็นทาง โดยสิ่งที่เวียนวนมาทุกปีพร้อมปัญหาฝุ่นคือการชี้นิ้วไปที่ชาวบ้านพร้อมกล่าวโทษว่าพวกเขาเผาป่า เพื่อหาเห็ดหรือเตรียมดินในการทำการเกษตร
The MATTER คุยกับ ศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถึงเรื่องวาทกรรม ‘ชาวบ้านเผาป่า’ และการคิดถึงทางออกจากปัญหาที่ซับซ้อนมากกว่าแค่พฤติกรรมส่วนบุคคล แต่รวมถึงมิติเศรษฐกิจ วิถีชุมชน การจัดการไฟโดยภาครัฐ และฝุ่นควันที่ลอยข้ามพรมแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน

ภาพ ฝุ่นจังหวัดเชียงใหม่วันที่ 2 เมษายน 2569 (cr.อานันท์ ชนมหาตระกูล /Thai News Pix)
มลพิษทางอากาศในภาคเหนือเกิดจากปัจจัยอะไรบ้าง?
“หากพูดถึงปัญหาเรื่องการเกิดมลภาวะทางอากาศในภาคเหนือตลอดทั้งปี ไม่ใช่เฉพาะช่วงหน้าร้อน เราก็จะเห็นว่าปัญหาฝุ่นควันมีที่มาจากทั้งในเมือง ภาคอุตสาหกรรม ไปถึงเขตเกษตรกรรมซึ่งมีการเผาซากพืชในพื้นที่เพาะปลูกจนกระทั่งในเขตป่า รวมถึงพื้นที่ข้ามแดนจากอีกฝั่งหนึ่งของประเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมที่มีการปลูกพืชอาหารสัตว์จํานวนมาก แล้วพอเข้าฤดูก่อนเพาะปลูกก็มีการใช้ไฟในการเคลียร์พื้นที่” ปิ่นแก้ว ตอบ
ปิ่นแก้วชวนมองว่า ปัญหาฝุ่นควันในภาคเหนือผ่านมิติต้นกำเนิดของมลพิษ ซึ่งมีตั้งแต่ในเมือง เขตอุตสาหกรรม การเกษตร และมลพิษข้ามพรมแดน ซึ่งปัจจุบัน ยังไม่มีงานข้อมูลที่สามารถระบุว่าปัญหาฝุ่นควันของแต่ละช่วงเวลาในภาคเหนือมีแหล่งกําเนิดจากไหนและมีสัดส่วนเท่าไหร่ เพราะก่อนที่จะเกิดภาวะการเผาในช่วงนี้ ค่าฝุ่นในหลายพื้นที่ก็ค่อนข้างสูงอยู่แล้ว
ยกตัวอย่าง อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ซึ่งไม่ได้มีพื้นที่ป่าให้เผาไหม้มากขนาดนั้น แต่ก็ยังเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นพิษสูง ซึ่งหลายคนก็ทราบว่าพื้นที่ตรงนั้นมีแหล่งมลพิษขนาดใหญ่คือ ‘ถ่านหิน’ เช่นเดียวกับตำบลศรีบัวบาน จังหวัดลำพูน ที่บางช่วงมีค่าฝุ่น PM 2.5 ค่อนข้างสูงทั้งที่ไม่มีการเผาป่า แต่เพราะเป็นที่ตั้งของเขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
“เพราะฉะนั้น เรามีความจําเป็นที่จะต้องมีงานวิจัยรองรับว่าแหล่งกําเนิดของมลพิษตลอดทั้งปีจาก 4 แหล่งมลพิษในภาคเหนือไม่ว่าจะเป็นเมือง อุตสาหกรรม การเกษตร และพื้นที่ข้ามพรมแดน มีสัดส่วนเท่าไหร่ อย่างไรบ้าง” ปิ่นแก้ว ตอบ
คิดอย่างไรกับวาทกรรม ‘ชาวบ้านเผาป่า’ เป็นต้นตอฝุ่นภาคเหนือ
“เราอยู่กับวาทกรรมนี้มาหลายปีมากๆ ดิฉันก็เป็นคนที่เจ็บปวดกับปัญหาฝุ่นควันในภาคเหนือ คือมันง่ายที่จะชี้นิ้วไปที่ชาวบ้าน แต่พอเอาข้อมูลที่มันเป็นข้อเท็จจริงมาพิจารณา ก็จะพบว่ามีข้อมูลที่ย้อนแย้งหรือขัดแย้งกันอยู่” ปิ่นแก้ว กล่าว
ในการอภิปรายญัตติ เรื่องวิกฤต PM 2.5 ในภาคเหนือของประเทศไทย โดย ประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล สมาชิกวุฒิสภา เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ระบุว่า ข้อมูลจุดความร้อนในจังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 29 มีนาคม 2569 พบว่ามีจำนวนจุดความร้อนในป่าอนุรักษ์ 3,859 จุด ซึ่งสามารถจำแนกได้ดังนี้
- พื้นที่ป่าอนุรักษ์ 2,009 จุด
- พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 1,348 จุด
- ป่าชุมชน (ที่ชาวบ้านดูแล) 164 จุด
“ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าในพื้นที่ที่มีประชาชนดูแลป่าอย่างเข้มแข็ง พวกเขาพยายามที่จะจัดการพื้นที่ป่าเพื่อไม่ให้เกิด ‘ไฟที่ควบคุมไม่ได้’ เพราะปัญหาที่พวกเราเจออยู่ในปัจจุบัน คือ ไฟที่ควบคุมไม่ได้ อาจมาจากการลักลอบเผา”
“แล้วทำไมการลักลอบเผาถึงไปอยู่ในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์จํานวนมาก นี่เป็นคําถามใหญ่ ซึ่งเป็นโจทย์สําคัญที่หน่วยงานรัฐและผู้ที่เกี่ยวข้องต้องหาคําตอบ เพราะการโยนว่า ก็ชาวบ้านนั่นแหละ ลักลอบเผาหาเห็ด แต่ทําไมในป่าชุมชนซึ่งเป็นพื้นที่หาเห็ดประจําถึงไม่มีการเผาไหม้ที่ควบคุมไม่ได้” ปิ่นแก้วตั้งข้อสังเกต
หรือแม้แต่ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ที่ถูกประกาศเป็นเขตภัยพิบัติก็ไม่ใช่แหล่งหาเห็ดเผาะด้วยซ้ำ ดังนั้น การกล่าวโทษว่าไฟป่ามาจากชาวบ้านเผาหาเห็ดเป็นข้อสรุปที่ง่ายเกินไป
แล้ว ‘ไฟที่ควบคุมไม่ได้’ มาจากไหน?
จากการทำงานวิจัยที่ผ่านมาของปิ่นแก้ว พบว่าปัญหาเรื่องไฟที่ควบคุมไม่ได้มีสาเหตุที่ค่อนข้างซับซ้อน แต่ข้อสังเกตที่ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่รัฐให้ข้อมูลตรงกัน คือ มักเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งค่อนข้างสูง
ยกตัวอย่างสถานการณ์ที่ชาวบ้านเคยเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งมีหน่วยงานรัฐเข้าไปตรวจจับชาวบ้านว่ามีอาวุธหรือไฟแช็กหรือไม่ แต่หลังจากเจ้าหน้าที่ออกจากพื้นที่ไป ก็เกิดไฟป่าขึ้น ขณะที่การจัดการไฟในภาพรวมก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพ
ปิ่นแก้วเสนอว่า รัฐจำเป็นต้องลงไปดูข้อมูลในระดับพื้นที่ว่า พื้นที่ใดถูกเผาซ้ําซาก (Burn Scar) แล้วรอยเผาพวกนี้เกิดจากอะไร หากเป็นเรื่องความขัดแย้งในระดับพื้นที่ ก็ต้องสร้างกลไกสำหรับแก้ปัญหาไม่ให้เกิดความขัดแย้ง
“เรามีความจําเป็นที่จะต้องมองปัญหาเรื่องไฟป่าในเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ปัญหาเชิงพฤติกรรม เพราะหากทำเช่นนี้มันไม่แฟร์กับชาวบ้านที่เขาดูแลป่าชุมชน ที่เขาวิ่งวุ่นดับไฟ ซึ่งเป็นการดับไฟของคนอื่นด้วย เพราะพื้นที่ป่าของเขามันไม่มีไฟ แต่แทบจะทุกหมู่บ้านที่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ต้องวิ่งวุ่นช่วยเจ้าหน้าที่รัฐในการดับไฟป่า”
“พวกเขาทํางานให้คนอื่น เขาทํางานฟรี ขณะที่ชนชั้นกลางนั่งอยู่ในห้องแอร์เปิดเครื่องฟอกอากาศไม่ทําอะไรเลย แล้วใช้นิ้วไปวิจารณ์ ไปด่าชาวบ้าน นี่เป็นการมองปัญหาแบบผิดจุดมาเป็นเวลายาวนานแล้ว” ปิ่นแก้ว กล่าว
ชาวบ้านมีวิธีดูแลป่าอย่างไร?
นักมานุษยวิทยายกตัวอย่างชุมชนบ้านยางเปียง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ว่าป่าชุมชนที่พวกเขาดูแลอยู่กว่าหมื่นไร่ มีการแบ่งพื้นที่สำหรับการทำแนวกันไฟรอบเขตป่า การแบ่งหน้าที่สำหรับลาดตระเวน
เช่นเดียวกับหมู่บ้านกะเหรี่ยงที่ดอยช้างป่าแป๋ จังหวัดลำพูน ที่มีการตั้งถังน้ําในเขตต้นน้ําและป่าต้นน้ําแล้วต่อกับสปริงเกอร์ แม้จะต้องใช้ต้นทุนจำนวนหนึ่ง แต่ก็สะท้อนว่าพวกเขาพยายามคิดค้นนวัตกรรมสำหรับการจัดการไฟ

ภาพ การแบ่งปันวิธีการป้องกันการเกิดไฟป่าบริเวณดอยช้างป่าแป๋ (cr.Deepunu กะเหรี่ยงฅนต้นน้ำ)
แน่นอนว่าเขตป่าชาวบ้านหลายพื้นที่มีการเผาเนื่องจากทำไร่หมุนเวียน แต่ก็เป็นการเผาภายในพื้นที่ไร่ของตัวเอง สามารถควบคุมได้ และไฟมอดภายใน 2-3 ชั่วโมง โดยมักทำในช่วงเวลาที่ถูกกำหนดไว้คือ เมื่อมีช่วงค่าการระบายอากาศค่อนข้างดี
แต่ไฟป่าที่เกิดขึ้นทุกวันนี้เป็นการเผาไหม้ ‘ข้ามดอย’ แบบข้ามวันข้ามคืน ในพื้นที่ที่ไม่สามารถเดินเท้าเข้าไปได้เนื่องจากเป็นพื้นที่มีความลาดชันสูง ซึ่งปิ่นแก้วมองว่า ‘เป็นการเผากลั่นแกล้ง’ เพราะเข้าไปจัดการไฟได้ยาก พอดับแล้วก็เกิดการไหม้ซ้ำอีก โดยไม่สามารถจับมือใครดมได้เลย
การชิงเผา-ป่าเต็งรัง-เห็ดเผาะ
การชิงเผา (Early Burning) เป็นอีกประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงของคนในสังคมเมื่อเกิดเหตุไฟป่าว่า “เพราะชาวบ้านชิงเผาทำให้ไฟลุกลามจนเกิดไฟป่า” แต่อีกด้านก็โต้แย้งว่า “การชิงเผาจะช่วยลดเชื้อเพลิงและความรุนแรงหากเกิดไฟป่าขึ้น” ผู้เขียนถามปิ่นแก้วว่าคิดเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้?
“การชิงเผาเป็นประเด็นที่มีข้อถกเถียงกันมานาน แต่ยังไม่เคยมีการเอามาคุยกันจริงจัง และนี่ไม่ได้เป็นเรื่องที่ชาวบ้านทําอย่างเดียว แต่เป็นความรู้ของพวกวนศาสตร์เกี่ยวกับการใช้ไฟในการจัดการป่าเต็งรัง” ปิ่นแก้ว ตอบ
หากไม่ใช้ไฟในการเคลียร์พื้นที่ในป่าเต็งรัง จะทำให้มีใบไม้สะสมจำนวนมากเนื่องจากเป็นป่าผลัดใบ ซึ่งนอกจากเป็นต้นตอของไฟป่ารุนแรงแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดความชื้นสะสมในพื้นที่จนเกิดปัญหาเชื้อราหรือทำให้ไม้ยืนต้นตาย และป่าอาจเปลี่ยนสภาพ ซึ่งส่งผลต่อความหลากหลายทางระบบนิเวศ
แต่คําถามใหญ่ คือ หากมีความจำเป็นต้องใช้ไฟในการจัดการป่าหรือเคลียร์พื้นที่ป่าเต็งรังจริงๆ แล้วความถี่ในการชิงเผาควรมีระยะเท่าไหร่ ทุกปี? ปีเว้นปี? หรือกี่ปีครั้ง? โดยข้อมูลจากนักวนศาสตร์ที่ห้วยขาแข้ง ชี้ว่าระยะการเผาที่เหมาะสมคือทุก 2 ปี เพื่อให้ป่าเต็งรังมีสเถียรภาพ แต่ถ้ามีการเผาทุกปี ก็มีแนวโน้มที่ป่าจะเสื่อมลงได้
สิ่งที่ซ่อนอยู่ในป่าเต็งรังคือ ‘เห็ดเผาะ’ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติโดยอาศัยปัจจัยเรื่องความร้อนและความชื้นและเป็นหนึ่งในเหตุที่ทำให้เกิดวาทกรรม ‘ชาวบ้านเผาป่าหาเห็ด’ ตามที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้
“ชาวบ้านพูดเองว่าภูมิอากาศมีความสําคัญมาก ไม่ใช่แต่เรื่องความร้อนหรือไฟอย่างเดียว เพราะฉะนั้น ในปีที่อากาศชื้น ไม่มีอากาศแล้งผสมเลย เห็ดก็จะไม่ขึ้น” ปิ่นแก้ว อธิบาย
แม้จะมีงานวิจัยที่พยามยามสื่อสารว่า การเผาไม่ได้เป็นปัจจัยที่ทำให้เห็ดเผาะมีจำนวนมากขึ้น และไฟป่าอาจทำลายสปอร์ของเห็ดด้วยซ้ำ แต่จากการที่ปิ่นแก้วได้พูดคุยกับชาวบ้านและลงพื้นที่หลังปี 2567 ก็พบว่าพื้นที่ที่มีการเผาไหม้ก็มีเห็ดเผาะขึ้นเยอะจริงๆ
“การบอกว่าชาวบ้านเข้าใจผิด ก็อาจจะพูดได้ว่าเป็นมายาคติหรือเป็นสิ่งที่ชาวบ้านหลงเชื่อ แต่ในสถานการณ์ที่ เป็นจริง มันไม่เป็นเช่นนั้น” ปิ่นแก้ว กล่าว
การเก็บเห็ดนําไปสู่การชิงเผาหรือไม่? จึงเป็นคำถามที่ค่อนข้างซับซ้อน เพราะในขณะเดียวกันพื้นที่ป่าของชุมชนก็เป็นพื้นที่ที่มีการเผาไหม้น้อยอีก ทั้งนี้ หากต้องทำการชิงเผาจริงๆ ชาวบ้านก็ต้องทำหนังสือขออนุญาตจากภาครัฐ ยกเว้นในช่วง 2 ปีมานี้ที่มีการดำเนินนโยบายแบบ Zero Burning คือห้ามเผาเลย
แต่ดูเหมือนว่าการห้ามเผาจะถูกใช้กับชาวบ้านเท่านั้น เพราะก่อนหน้านี้มีข้อมูลหลุดออกมาว่ามีการขอชิงเผาจากหน่วยงานรัฐ ทำให้เกิดคำถามว่า “ทำไมหน่วยงานรัฐยังคงสามารถใช้ไฟได้ แต่ห้ามไม่ให้ชาวบ้านใช้ไฟ” โดยปิ่นแก้วเรียกสิ่งนี้ว่า ‘ความเหลื่อมล้ําในการชิงเผา’
“สิ่งนี้สะท้อนว่า ถึงที่สุด คุณก็ห้ามการใช้ไฟไม่ได้หรอก ชาวบ้านตั้งกี่เป็นพันหมู่บ้านที่อยู่ในเขตป่าภาคเหนือ มีจำนวนกี่หมื่นคน คุณห้ามไม่ให้เขาใช้ไฟเลย ผลที่เกิดขึ้นตอนนี้ก็คือมีไฟที่ควบคุมไม่ได้เต็มไปหมด”
“จุดยืนของดิชั้นตอนนี้ เนื่องจากเราอยู่กับปัญหาฝุ่นควันมาหลายปี เราก็ควรร่วมกันหาทางออกที่ใช้งานได้จริง คือ เข้าใจชาวบ้าน เข้าใจชุมชน การไม่เข้าใจชาวบ้านหรือชุมชนแล้วผลักให้เขาเข้าไปอยู่ในจุดอับ คนที่ซวยก็คือพวกชนชั้นกลางในเมืองนั่นแหละ” ปิ่นแก้ว กล่าว
ข้อเสนอของนักมานุษยวิทยาต่อประเด็นนี้ คือ ต้องเอาการชิงเผาเข้าระบบให้ได้ หากเกิดขึ้นแล้วมีปัญหา เช่น ไฟลามออกนอกพื้นที่ ก็ต้องหาวิธีแก้ปัญหาให้ได้ เพราะในความจริงหากชาวบ้านชิงเผา พวกเขาจะอยู่ดูจนไฟมอดด้วยซ้ำ
“ปัญหาคือเรายังไม่เคยมีการถอดบทเรียนเรื่องการชิงเผาที่จริงจัง เอาแต่ละที่มาคุยกันเลยว่าที่ไหนบ้างที่มีการชิงเผาแล้วก่อให้เกิดไฟลามป่า สาเหตุมาจากไหน เพราะอะไร เราจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร หรือเราต้องซอยแปลงย่อยก่อนชิงเผาเพื่อให้สามารถควบคุมดูแลได้ไหม” ปิ่นแก้ว เสนอ
ก่อนจะมี ‘ห้ามชิงเผา’ จังหวัดเชียงใหม่มีการใช้แอปพลิเคชั่น ‘FireD (ไฟดี)’ ในการบริหารจัดการไฟ ผ่านการเปิดให้ชุมชนสามารถยื่นคำร้องมีความจำเป็นที่ต้องใช้ไฟ โดยแอปพลิเคชั่นสามารถพยากรณ์อากาศข้างหน้า 3-5 วัน ทั้งปัจจัยการระบายอากาศ อากาศยกตัวขึ้น และการจัดการเชื้อเพลิงเผาในพื้นที่โล่ง
ข้อดีของแอปพลิเคชั่นดังกล่าว คือ ชาวบ้านสามารถยื่นขอการใช้ไฟได้ โดยสามารถระบุได้ว่าใครเป็นคนยื่นขอ เผาในพื้นที่ไหน เวลาใด ซึ่งหากอยู่ในช่วงที่มีการระบายอากาศไม่ดี ก็จะไม่ถูกอนุมัติอยู่แล้ว ซึ่งระบบแบบนี้ทำให้ช่วยกระจายการชิงเผาได้ โดยค่อยๆ ทยอยทำในแต่ละพื้นที่ ในช่วงที่อากาศเปิด
แต่ก็พบปัญหาเรื่องการประสานงานที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ เช่น คำขอของชาวบ้านถูกดองอยู่เป็นเดือน ซึ่งหลายครั้งพ้นช่วงการระบายอากาศที่ดีไปแล้ว
หน่วยงานรัฐ-ชุมชน ควรหาทางออกร่วมกันอย่างไร?
ปิ่นแก้วชี้ว่า ปัญหาใหญ่ตอนนี้คือระบบราชการที่ไม่ค่อยมีความต่อเนื่อง โดยเฉพาะการโยกย้ายผู้ว่าฯ หรือหัวหน้าอุทยานต่างๆ อยู่บ่อยๆ ทำให้ระบบที่อาจจะถูกวางไว้ในช่วงเวลาหนึ่งไม่สามารถดำเนินต่อไปได้
ยกตัวอย่าง เคยมีหัวหน้าอุทยานแห่งชาติคนหนึ่งที่มีความเข้าใจและพยายามทำงานร่วมกับชาวบ้าน โดยเปิดให้ชาวบ้านเข้าไปหาเห็ดได้ในฤดูเก็บเห็ด โดยให้เหตุผลว่า “ยังไงก็ห้ามไม่ได้และต้องหาอาชีพให้ชาวบ้าน ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่ยากจน ถ้าไม่มีอาชีพเสริมหรือไม่มีช่องทางหารายได้มาพยุงเขา เขาก็ต้องหาเห็ดอยู่แล้ว”
แล้วทำไมชาวบ้านต้องพึ่งพาการหาของป่า?
ปิ่นแก้วอธิบายว่า เมื่อมองในระดับเศรษฐกิจจะเห็นว่าชาวบ้านแทบไม่มีพื้นที่สำหรับทำการเกษตร ที่ดินจำนวนมากถูกทำเป็นรีสอร์ท ช่วงเวลาหนึ่งชาวบ้านเจ้าไปทำงานเป็นพนักงานในนั้น แต่ช่วง COVID-19 ก็ตกงาน แล้วชาวบ้านจะหารายได้จากไหน? ให้หันมาปลูกข้าวโพด ลำไย หรือทำการเกษตรก็เสี่ยงขาดทุน
“พวกเขาไม่มีภาคการเกษตรเป็นหลังพิงแบบเมื่อก่อน” ปิ่นแก้ว กล่าว
ดังนั้น ชาวบ้านจึงต้องหาแหล่งรายได้อื่นซึ่ง ‘อยู่ในป่า’ ในนั้นมีเห็ดให้พวกเขาเก็บได้ทั้งปี ไม่ใช่แค่เห็ดเผาะ มีไข่มดแดง ผักหวาน และอื่นๆ พวกเขาไม่มีสิทธิในที่ดินทำกินของตัวเอง บ้านของใครหลายคนกลายเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ไปแล้วด้วยซ้ำ
“ถ้าคุณอยากจะให้ชาวบ้านลดการพึ่งพาป่า คุณก็ต้องให้สิทธิ์ในที่ดินในการทําการเกษตรของเขาที่เพียงพอ ในทุกพื้นที่ ทุกชุมชน ซึ่งอยู่ในเขตป่า ถ้าคุณไม่มีหลักประกันหรือไม่สามารถสร้างหลักประกันนี้ได้ ก็จะกลายเป็นว่าคุณไปโทษชาวบ้านว่าเข้าป่าไปเผาป่าหาเห็ด โดยไม่ดูโครงสร้างที่เกิดขึ้นทั้งหมด” ปิ่นแก้ว กล่าว
ดังนั้น ปัญหาไฟป่าจึงเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีความเกี่ยวข้องกันอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจภาคเกษตรที่ชุมชนพึ่งพาไม่ได้แล้ว ถ้าไม่แก้ปัญหานี้ ป่าก็ยังคงเป็นสิ่งที่ชาวบ้านต้องพึ่งพาไปตลอดชีวิต

ภาพ การซื้อ-ขายเห็ดเผาะ
ถ้าจัดการไฟในบ้านได้แล้ว เราจะจัดการกับไฟข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างไร?
ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาฝุ่นในภาคเหนือมีส่วนจากการเผาในประเทศเพื่อนบ้านด้วย ปิ่นแก้วเสนอทางออกตามโมเดลความร่วมมือระหว่างประเทศสิงคโปร์-มาเลเซีย
ก่อนหน้านี้ ประเทศสิงคโปร์ได้รับผลกระทบจากการเผาป่าเพื่อบุกเบิกสวนปาล์มน้ำมันในอินโดนีเซีย ซึ่งรัฐบาลสิงคโปร์ได้ผลักดันให้มีการใช้กลไก “ความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดน” โดยเรียกร้องให้มีการตั้งศูนย์อุตุนิยมวิทยาพิเศษ เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการแจ้งเตือนจุดความร้อนในภูมิภาค
ก่อนจะออกกฎหมายมลพิษข้ามพรมแดน ในปี 2557 เพื่อตรวจสอบย้อนกลับว่าบริษัทที่มีฐานการลงทุนในสิงคโปร์จะต้องมีภาระรับผิด หากเข้าไปเกี่ยวข้องกับการสร้างมลพิษทางอากาศ ซึ่งผลที่ได้คือการเผาในอินโดนีเซียลดลงอย่างมาก
เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทยก็พบว่า ปัจจุบันมีเพียงความพยายามในเชิงสัญลักษณ์คือทำแนวกันไฟร่วมกัน แต่ยังไม่มีกลไกการเจรจาในระดับนานาชาติหรือทำข้อตกลงระหว่างรัฐ ซึ่งเป็นรากฐานของการแก้ปัญหา
ความหวังในตอนนี้ คือ ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ ที่ยึดหลักการผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle)’ดึงภาคอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมการเกษตรเหล่านี้มาแสดงความรับผิดชอบ และผลักดันให้หน่วยงานรัฐลุกขึ้นมาตั้งโต๊ะเจรจากับรัฐบาลฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน
แต่ตอนนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวก็ค้างท่ออยู่ที่วุฒิสภา และมีโอกาสที่จะถูกตีตกหากรัฐบาลชุดใหม่ไม่หยิบร่างขึ้นมาภายใน 60 วันแรกหลังการประชุมรัฐสภา ทั้งนี้ ผู้เสนอร่างฉบับประชาชนยังมีสิทธิตาม พ.ร.บ.เข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2564 ที่จะยื่นหนังสือต่อประธานรัฐสภา ภายใน 120 วัน เพื่อให้ร่างที่ค้างอยู่กลับเข้าสู่กระบวนการตามข้อบังคับการประชุมได้
“กรณีฝุ่นข้ามแดนอาจต้องใช้ 2 กลไกใหญ่ คือ ความร่วมมือระหว่างรัฐ-รัฐ และกดดันให้ผู้ที่สร้างหรือผู้ที่มีส่วนในการสร้างมลพิษรับผิดชอบ พร้อมสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนเกษตรกรรม ในการเปลี่ยนระบบการเกษตรให้มีความยั่งยืนขึ้นด้วย” ปิ่นแก้ว เสนอ
ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะหันมาเอาจริงกับการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ
“รัฐบาลให้ความสําคัญและงบประมาณสนับสนุนให้ผู้คนได้มีโอกาสได้สูดอากาศบริสุทธิ์น้อยมาก เรื่องนี้พูดกันทุกปี เรายังวนอยู่แค่ที่หน้ากากกันฝุ่น หน้ากากอนามัย หรือห้องปลอดฝุ่น แต่นี่ถึงเวลาที่รัฐจะต้องแจกเครื่องฟอกอากาศได้แล้ว” ปิ่นแก้ว กล่าว

ภาพ ประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่วันที่ 2 เมษายน 2569 (cr.อานันท์ ชนมหาตระกูล /Thai News Pix)
การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ต้องใช้ระยะเวลาหลายปีในการดำเนินการ ปิ่นแก้วจึงขอเสนอวิธีการจัดการปัญหาระยะสั้นคือ รัฐต้องมีหลักประกันเชิงสุขภาพให้ประชาชนสามารถสูดอากาศบริสุทธิ์ได้
โดยสร้างหลักประกันสังคมและประกันด้านสุขภาพอื่นๆ ให้รวมสิทธิคัดกรองโรคที่มากับฝุ่นอย่าง ‘มะเร็ง’ เข้าไปด้วย เพราะตอนนี้ประชาชนแทบไม่สามารถเข้าถึงการตรวจโรคดังกล่าว ทั้งที่อัตราผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดและโรคที่เกี่ยวข้องกับทางเดินหายใจอื่นๆ กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
รวมถึงการเพิ่มงบประมาณสำหรับการจัดการไฟป่า และเครื่องมือป้องกันภัยสำหรับผู้ทำงานดับไฟป่าด้วย
สุดท้ายนี้ มลพิษทางอากาศไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่เราทุกคนต่างได้รับผลกระทบร่วมกัน การชี้นิ้วกล่าวโทษว่าชาวบ้านเป็นผู้ร้ายเป็นการละเลยปัญหาเชิงโครงสร้างอื่นๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐในการเปิดกระบวนการพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกับคนในพื้นที่ป่า และสร้างกลไกจัดการมลพิษอื่นๆ เพื่อสวัสดิภาพที่ดีของประชาชน