เมื่อเร็วๆ นี้มีกรณีที่คนไทยคนหนึ่งถูกชาวเน็ตญี่ปุ่นวิจารณ์ เรื่องที่เขาเติมน้ำร้อนในบะหมี่ถ้วยก่อนจ่ายเงิน ก่อนที่ประเด็นนี้จะกลายเป็นข้อถกเถียงในโลกโซเชียลอย่างกว้างขวาง ระหว่างชาวไทยกับชาวญี่ปุ่น
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนอะไรให้เราเห็นบ้าง?
อาจารย์ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์–ศาสตราจารย์ประจำศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต (CSEAS) และคนไทยที่อาศัยที่ประเทศญี่ปุ่นมากกว่า 14 ปี ชวน The MATTER ตั้งคำถามถึงชีวิตของ ไกจิน (Gaijin – 外人) หรือชื่อที่คนญี่ปุ่นใช้เรียกชาวต่างชาติ–ไม่ว่าชาติใดก็ตาม
แล้วคำคำนี้มีนัยของความเป็น ‘คนนอก’ อย่างไรบ้าง? ทั้งในแง่วัฒนธรรมที่สั่งสมมาหลายร้อยปี ถึงนโยบายหันขวาของรัฐบาล ไปจนถึงสถานะของญี่ปุ่นในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ–ขอชวนผู้อ่านทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กัน

อาจารย์ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ (Pavin Chachavalpongpun)
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เหมาะกับการไปเที่ยวมากกว่าไปอยู่?
อ.ปวิน ตอบว่าแรกๆ ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรกับคำถามนี้ เพราะในแง่หนึ่ง เขาก็ใช้ชีวิตในญี่ปุ่นมา 14 ปี ซึ่งถ้าประเทศนี้อยู่ยากจริงๆ เขาก็คงจะไม่อยู่มานานขนาดนี้
แต่ ณ วันนี้ที่ความเป็นอยู่ในญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงมาพักใหญ่ๆ แล้ว ความคิดบางอย่างก็กำลังเปลี่ยนไปเช่นกัน
เขาเล่าว่า เมื่อปี 1995 หน้าที่การงานทำให้เขาต้องย้ายมาอยู่ญี่ปุ่นครั้งแรก ตั้งแต่ยังอายุยี่สิบต้นๆ แม้ตอนนั้นจะมีหลายคนเตือนว่า “สังคมญี่ปุ่นไม่ใช่เป็นสังคมที่ง่ายเหมือนกับที่หลายๆ คนคิด” แต่เขาก็ตื่นเต้นกับการได้ใช้ชีวิตในต่างแดน
อย่างไรก็ตาม ในปีนั้นเป็นครั้งแรกที่ อ.ปวิน รู้สึกได้ถึงสัญญาณของ Xenophobia–แต่เขาย้ำว่า คำนี้ต้องถูกตีความอย่างระมัดระวัง โดยสำหรับเขาแล้ว มันคือผลรวมของหลายๆ อย่าง ตั้งแต่สายตามองแรงจากคนท้องถิ่น เพียงเพราะเราเป็นชาวต่างชาติ หรือแรงกดดันจากสังคมในบางครั้ง จนถึงนโยบายกีดกันชาวต่างชาติของรัฐบาลญี่ปุ่นในบางสมัย
นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนี้บอกว่า เราคงต้องหาเวลามาวิเคราะห์กันหลายชั่วโมง หากจะจำกัดความของ ‘Xenophobia’ ในบทความนี้ หรือตอบคำถามว่าจริงๆ แล้วคำนี้หมายถึง การเหยียดคนต่างชาติ การกีดกันคนต่างชาติ หรือการผลักคนต่างชาติออกกันแน่? เพราะคำนี้มีความซับซ้อนหลายเฉดมาก และคงไม่เหมาะสมถ้าจะให้ยัดเยียดความหมายสั้นๆ ง่ายๆ ให้กับ Xenophobia
“ผมมีเพื่อนที่เป็นคนต่างชาติ ที่เป็นแบบฝรั่งไปเลยค่อนข้างเยอะที่นี่ เขาก็บอกได้เลยว่าตั้งแต่ญี่ปุ่นเลี้ยวขวารอบนี้เขารู้สึกได้เลยว่าสัญญาณของ Xenophobia มันแรงขึ้น มันเริ่มมีสายตาที่มองมาที่ชาวต่างชาติมากขึ้น คือทำให้เรารู้สึกได้เลยว่าเราถูกจับตามอง”

ป้ายหน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง ในกรุงโตเกียว (Photo by Hiroshi-Mori-Stock)
เมื่อเปรียบเทียบกับประสบการณ์ในอดีต อ.ปวินเล่าว่า ก่อนหน้านี้แม้จะกระแสนี้เหมือนกัน แต่ก็ยังเป็น ‘การกีดกันแบบสุภาพ’ หรือเป็นการปฏิเสธแบบอ้อมๆ ตามสไตล์ญี่ปุ่น เช่น การตอบว่า “Yes แต่ความหมายอาจจะเป็น No ก็ได้” หรือกรณีที่ติดป้าย “ร้านนี้ไม่ต้อนรับชาวต่างชาติ (Foreigners are not welcome)” ตามร้านอาหารต่างๆ
แม้จะเป็นการกีดกันแบบหนึ่ง แต่ขณะนั้นก็ยังอยู่ในขอบเขตของความสุภาพ โดยเขาอธิบายเพิ่มว่า “อย่างน้อยฉันติดป้ายให้เธอเห็นหน้าร้านอาหาร เรื่องมันจะได้จบตรงนั้นไง เรื่องมันจะไม่จบถ้าเขาไม่ติดป้าย แล้วคนเข้ามาสั่งอาหารก็ไม่รู้เรื่อง คือจบตรงนั้นเลยดีกว่า แล้วจบแต่สุภาพ จะได้ไม่ต้องมีคำถามอะไรกันอีก”
แล้วปัจจัยของกระแสชาตินิยมในญี่ปุ่น มีปัจจัยอะไรที่เกี่ยวข้องบ้าง? อ.ปวิน อธิบายผ่านมิติทางสังคม 3 มิติได้แก่
- วัฒนธรรมของญี่ปุ่น
- การเมืองในประเทศ
- การเมืองระหว่างประเทศ
นิฮงจินรอน
เขาชี้ว่า ‘มิติทางด้านวัฒธรรม’ เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สุดที่ปลูกฝังความคิดของญี่ปุ่นที่เรียกว่าเป็น ‘นิฮงจินรอน (Nihonjinron)’
นิฮงจิน แปลว่า ‘คนญี่ปุ่น’ เมื่อมาผสมกับคำว่า ‘รอน’ ก็มีความหมายว่า “ความเป็นญี่ปุ่นที่พิเศษแล้วก็แปลกแยกจากคนอื่น” ที่อาจารย์ชี้ว่า ทำให้ญี่ปุ่นจำเป็นต้องรักษาระยะห่างกับคนนอกอยู่เสมอ
คำว่าคนนอกที่ว่า ก็ใช้ศัพท์เฉพาะว่า ไกจิน (Gaijin หรือ 外人) ซึ่งเป็นวาทกรรม (Discourse) ที่คนญี่ปุ่นใช้เรียกชาวต่างชาติ

นักท่องเที่ยวที่กรุงโตเกียว (Photo by MAHATHIR MOHD YASIN)
เหตุผลหนึ่งที่ความคิดนี้ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นก็มาจากกรณีที่ญี่ปุ่นสามารถผงาดขึ้นมาเป็นชาติมหาอำนาจ เร็วกว่าชาติอื่นๆ ในเอเชีย รวมถึงเหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นชนะสงครามกับรัสเซียในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ล้วนทำให้ ญี่ปุ่นลุกขึ้นมาบอกกับตัวเองว่า ถึงฉันเป็นเอเชียแต่ฉันไม่น้อยหน้าชาติฝรั่งเหล่านั้น ฉันสามารถต่อกรได้ ฉันชนะได้
“ผมว่ามันเป็นแก่นของความรู้สึกว่า ทำไมช่องว่างระหว่างญี่ปุ่นกับต่างชาติ มันถึงยังไม่ถูกปิดสักทีหนึ่ง และอาจทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า เป็นการกระแสเหยียดต่างชาติ” อาจารย์ชี้
อ.ปวินมองว่า เมื่อบวกกับความเป็นเกาะ ที่ทำให้เกิด ‘ความเป็นเนื้อเดียวกัน (Homogeneous)’ สูงจนญี่ปุ่นมีความเป็นคนญี่ปุ่นสูงมาก และยิ่งทำให้เกิด ‘ช่องว่าง’ ระหว่างคนต่างชาติกับคนท้องถิ่นที่กว้างมาตลอด
บทบาทและอิทธิพลของพรรค LDP
เมื่อชวนคุยถึงมิติการเมืองภายในประเทศญี่ปุ่น อ.ปวินออกตัวว่า เขาไม่ใช่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองญี่ปุ่น แต่ในฐานะคนที่อาศัยในประเทศนี้มาร่วมสิบปี เขามองว่า หลังจากที่พรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democratic Party หรือ LDP) ขึ้นมามีอำนาจทางการเมืองมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมานี้ ทำให้การกลับไปใช้ชาตินิยมญี่ปุ่น มันชัดขึ้นมาก
แม้กระแสของพรรค LDP จะขึ้นลงตามสถานการณ์ในประเทศ แต่ก็เป็นพรรคที่มีอิทธิพลต่อการเมืองญี่ปุ่นเสมอมา
อาจารย์ระบุว่า เพราะความนิยมขาลงของพรรคในช่วงหลังมานี้ ส่งให้ผู้นำที่มาจาก LDP จึงต้องหากลยุทธ์ใหม่ ในการกลับขึ้นมามีอำนาจทางด้านการเมืองมากขึ้น
หนึ่งในกลยุทธ์ที่ชัดเจนคือชาตินิยมญี่ปุ่น
“ผมอยู่ญี่ปุ่นมา 14 ปี ผมไม่เคยเห็นอะไรที่ชัดเจนขนาดนี้” อ.ปวิน ระบุถึงกระแสชาตินิยมในการเมืองญี่ปุ่นที่เข้มข้นมากขึ้น ตั้งแต่การหาเสียงในรอบที่ผ่านมาของ ซานาเอะ ทากาอิจิ นายกฯ ญี่ปุ่นคนปัจจุบัน ที่พูดถึงเรื่องต่างชาติค่อนข้างมาก เห็นได้จากนโยบายต่างประเทศของญี่ปุ่น ต่อจีน สหรัฐอเมริกา รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ยกตัวอย่าง ท่าทีของญี่ปุ่นต่อสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในตอนนี้ ที่อาจารย์ชี้ว่า แม้ทากาอิจิจะเป็นแฟนคลับของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ตาม แต่เธอก็แสดงท่าทีชัดเจนว่า ญี่ปุ่นจะไม่เข้าร่วมสงครามในอิหร่านรอบนี้ หรือจะเป็นประเด็นระหว่างญี่ปุ่นกับจีนที่ ญี่ปุ่นในช่วงหลังไม่อ่อนคอให้กับจีนเลย
“คือความหนักแน่นแบบหนึ่ง แต่ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับชาตินิยมมากกว่าใดๆ” เขากล่าวถึงตัวอย่างทั้งสอง

นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น โบกมือขณะที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวสุนทรพจน์เมื่อปี 2025 (Photo by Philip FONG / AFP)
หากจะอธิบายเหตุผลที่เป็นเช่นนั้น อาจารย์กล่าวว่า “เพราะว่าต้องการที่จะสอดคล้องกับนโยบายเลี้ยวขวานี่แหละ” จนไปถึงจุดที่ชาตินิยมถูกนำกลับมาใช้ ทั้งในแง่ของนโยบายในและต่างประเทศเพื่อบอกว่า ฉันเป็นมหาอำนาจในเอเชียตะวันออก ฉันไม่ใช่ประเทศเล็กๆ
“ผมคิดว่าทั้งหมดมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมือง มันเป็นเรื่องการเมืองมาก แล้วพอพูดจริงๆ คะแนนนิยมของทากาอิจิก็เด้งขึ้นมาเลยนะ” อ.ปวินระบุ
Make Japan Great Again
แต่ในนโยบายเหล่านั้น ก็มีความไม่สมเหตุสมผลซ่อนอยู่ เพราะอาจารย์ชี้ว่า การคงอยู่ (Presence) ของชาวต่างชาติในญี่ปุ่นนั้น “มันไม่ได้เยอะ” เมื่อเปรียบเทียบจำนวนชาวต่างชาติกับจำนวนคนญี่ปุ่นในประเทศ ซึ่งชาวต่างชาติในญี่ปุ่นมีหลักล้านคนเท่านั้น ขณะที่ประชากรญี่ปุ่นปัจจุบัน มีร่วมร้อยล้านคน
“แสดงให้เห็นว่าคนต่างชาติในญี่ปุ่น แทบจะไม่มี Impact (ผลกระทบ) อะไรเลยในทุกๆ ด้าน” เขาย้ำ
ถึงจะเป็นเช่นนั้น แต่นโยบายเกี่ยวกับชาวต่างชาติ ก็กลายมาเป็นเป้าหมายของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งนักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอธิบายว่า “เพราะมันเป็นเรื่องที่ง่ายที่จะหยิบต่างชาติขึ้นมา แล้วก็บอกว่าเราต้องการต่อสู้ เพื่อที่จะให้คนญี่ปุ่นได้สิทธิพิเศษคือ Make Japan Great Again”
อย่างไรก็ตาม เดิมทีสิทธิพิเศษสำหรับชาวต่างชาติในญี่ปุ่นก็ไม่ได้เยอะอยู่แล้ว หรือหากจะให้สิทธิพิเศษกับคนต่างชาติเพิ่มจริงๆ แต่ชาวต่างชาติในญี่ปุ่นก็มีจำนวนน้อยมาก จนแทบไม่ได้มีผลกระทบอะไรมากมาย ซึ่งเขาย้ำว่า “มันไม่ Make sense (สมเหตุสมผล) เลย”
ยกตัวอย่าง ณ วันที่ 1 เมษายน 2026 ถือเป็นวันเริ่มปีงบประมาณ (Fiscal Year) ของญี่ปุ่น จึงเป็นวันแรกที่นโยบายต่างๆ ถูกบังคับใช้อย่างเป็นทางการ หนึ่งในนั้นคือ การแปลงสัญชาติเป็นคนญี่ปุ่นที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น จากเดิมต้องพำนักอยู่ในประเทศเพียง 5 ปี ก็เพิ่งปรับขึ้นเป็น 10 ปี หรือการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น (JLPT) สำหรับใช้ในการยื่นขอเอกสารต่างๆ ก็เข้มข้นขึ้น
ทั้งๆ ที่ไม่สมเหตุสมผล แล้วทำไมยังมีสนับสนุนนโยบายเหล่านั้น? อาจารย์ชี้ถึงเครื่องมือสำคัญคือ ‘โซเซียลมีเดีย’ ที่สามารถทำให้เหตุการณ์บางอย่าง เช่น คนต่างชาติประพฤติตัวไม่ดีบนรถไฟ หรือแม้กระทั่งนักท่องเที่ยวที่ใส่น้ำร้อนในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ก่อนจะจ่ายเงินในร้านสะดวกซื้อ ถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวาง และ “ถูกตีความไปมากกว่านั้น”

ซานาเอะ ทากาอิจิ ลุกขึ้นรับเสียงปรบมือ หลังจากได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2025 (Photo by Philip FONG / AFP)
แม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นเพียงหนึ่งหรือสองหน แต่ก็ถูกกระจายบนโซเซียลมีเดียจนเป็นเรื่องใหญ่โตได้ง่ายๆ ซึ่งเขาบอกว่า “มันก็มีจริงๆ แต่มันไม่เยอะ” เท่าที่ถูกพูดถึง จนกลายเป็นข้อสนับสนุนนโยบายของนายกฯ ญี่ปุ่น ที่โปรโมทให้จัดการปัญหาคนต่างชาติที่ประพฤติตัวไม่ดี
“มันเลยกลายมาเป็นสูตรสำเร็จที่ทำให้พรรค LDP รอบนี้ ได้รับชัยชนะแบบท่วมท้นถล่มทลาย” อ.ปวินย้ำ
โลกของ ‘ไกจิน’ มีหน้าตาแบบไหน?
“ไกจิน เป็นคำอธิบายที่ไม่ใช่แค่อธิบายต่างชาติ แต่เป็นคำจำกัดความทางด้านการเมืองด้วย” อาจารย์ย้ำว่า คำคำนี้ค่อนข้างแตกต่างจากการอธิบายชาวต่างชาติในภาษาไทย เพราะถ้าจะมองมาในแง่ของประเทศไทย “เราไม่มีคำเฉพาะที่จะบอกว่า คนนี้ต่างจากความเป็นไทย” แต่เราจะมีคำที่เจาะลงไปเลย เช่น ฝรั่งหรือแขก
“แต่ของญี่ปุ่นจะเอาทุกอย่างมารวมไปทั้งหมดในคำว่า ไกจิน”
“แม้ไกจินทั้งหมดถูกมองว่าด้อยกว่าญี่ปุ่น แต่ฝรั่งก็ยังถูกมองด้อยกว่าญี่ปุ่น” โดยในโลกของลำดับชั้นนี้ ตามความเข้าใจของผู้ที่อาศัยในญี่ปุ่นมา 14 ปี ฝรั่งหรือชาวตะวันตกอาจอยู่สูงสุด เพราะถูกมองว่ายังมีอะไรที่ญี่ปุ่นพอจะเอามาใช้ประโยชน์ได้บ้าง
แต่ลำดับต่อจากนี้ไป (จากการตีความของ อ.ปวิน) ก็อาจเป็นชาวเอเชียตะวันออก เช่น คนเกาหลีหรือจีน จากนั้นอาจจะเป็นลาตินอเมริกา ตามด้วยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อมาก็คือเอเชียใต้ และต่ำที่สุดในบรรดาไกจินทั้งหมด ก็คือแอฟริกา
อาจารย์เล่าถึงหัวข้องานวิจัยหนึ่ง ที่ศึกษาผู้หญิงญี่ปุ่นที่แต่งงานกับชาวแอฟริกัน ซึ่ง “นี่ถือว่าเป็นกบฏของสังคม” โดยลูกที่ทั้งสองมี ก็ต้องเผชิญกับความยากลำบาก ทั้งที่โรงเรียนหรือในสังคม “คือเราสามารถพูดเรื่องนี้อีก 2-3 ชั่วโมงเลย” อาจารย์กล่าว

นักท่องเที่ยวในโอซาก้า (Photo by Mirko Kuzmanovic)
ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีประเด็นเรื่องชีวิตของชาวต่างชาติที่ไปทำงานในญี่ปุ่น เพราะวัฒนธรรมการทำงานของประเทศนี้ ก็ถือเป็นที่พูดถึงของชาวต่างชาติ โดย อ.ปวินที่มีประสบการณ์ตรงเล่าให้ฟังว่า เรื่องวัฒนธรรมการทำงานญี่ปุ่นก็มีร้อยแปดพันเก้า ตั้งแต่ภาษาญี่ปุ่นที่ก็ถือว่าจำเป็นในสังคมการงาน การถูกยอมรับให้เป็นส่วนหนึ่งของคนท้องถิ่น (ซึ่งอาจารย์ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้) จนถึงความกดดันของการเป็นคนนอกในที่ทำงาน
เรื่องความหมายของ ‘เพื่อนร่วมงาน’ ก็ถือว่าไม่เหมือนกับความหมายที่เราเข้าใจได้ในเมืองไทย ที่เรามักจะกินข้าวด้วยกันช่วงพักกลางวัน หรือชวนกันเที่ยงต่างจังหวัดแบบสบายๆ ในวันหยุด เพราะสถานะดังกล่าวของชาวญี่ปุ่น อาจแตกต่างออกไปมาก
“ผมแอบพูดเล่นว่า ทำงานในออฟฟิศ แล้วถ้าผมหัวใจวายในออฟฟิศ ก็ไม่มีใครรู้จริงๆ จนกระทั่งกลิ่นเน่า มันออกมาจากห้อง คือมันไปไกลขนาดนั้นเลยนะ” เขาเล่าถึงสังคมการทำงานในญี่ปุ่นที่ตัวเองพบ
แม้แต่คนรู้จักหลายคนของ อ.ปวินที่แม้จะเป็นชาวต่างชาติแต่ก็พูดภาษาญี่ปุ่นเก่งมาก แต่ “At the end of the day (ในท้ายที่สุดแล้ว) เขาก็ยังมองคุณว่า คุณเป็นคนต่างชาติอยู่ดี”
“ผมก็ไม่อยากจะพูดทุกอย่างให้มันเป็นสีดำหมด เพราะผมเชื่อว่ามันก็มีคนไทยหลายคนเหมือนกัน ที่ประสบความสำเร็จในการบูรณาการตัวเองเข้ากับสังคมญี่ปุ่น”
แต่อาจารย์ต้องการชี้ว่า สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นความจริงที่คนต่างชาติในญี่ปุ่นหลายคนต้องเผชิญในชีวิตการทำงาน ตั้งแต่ความโดดเดี่ยว ซึ่งมาจากการมองตัวเองกับมองคนต่างชาติของญี่ปุ่น ทั้งผ่านมุมมองไกจิน ทั้งผ่านมุมมอง Hierarchy ของคนต่างชาติ “เพราะฉะนั้น การมาอยู่ที่นี่ มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด”
แล้วอนาคตของไกจินจะเป็นอย่างไร?
“ญี่ปุ่นมาถึงจุดที่เป็นทางสองแพร่งแล้วจริงๆ” เพราะในวันที่ลัทธิที่ชาตินิยมกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความนิยมและอำนาจทางการเมือง แต่ขณะเดียวกัน “ญี่ปุ่นต้องก็ตระหนักว่า มันมีราคาที่ต้องจ่าย แล้วก็เป็นราคาที่สูงด้วย”
เพราะในที่สุดแล้ว หากไกจินยังคงถูกกีดกันในหลายๆ ระดับเช่นนี้ต่อไป “มันอาจจะไม่มีต่างชาติเข้ามาเลย” จนกลายเป็นความท้าทายของประเทศว่า ญี่ปุ่นจะพัฒนาเศรษฐกิจตัวเองไปได้มากน้อยแค่ไหน หากต้องการตัดขาดกับความเป็นสากลของโลกในปัจจุบัน

ผู้โดยสารบนรถไฟใต้ดินโตเกียว (Photo by Henry Saint John)
อาจารย์เล่าว่า ในตอนนี้เพื่อนๆ ชาวต่างชาติของเขาหลายคน ก็เริ่มคิดเรื่องการขยับขยายไปที่อื่นแล้ว ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เคยมองญี่ปุ่นเป็นบ้านหลังสุดท้ายของเขา เพราะหากจะต้องใช้ชีวิตอย่างไม่ถูกยอมรับให้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมนั้น ไม่ว่าจะทำอย่างไร ก็อาจเป็นความพยายามที่ไม่คุ้มค่า
“ญี่ปุ่นสมควรเป็นบ้านหลังสุดท้ายของเขาไหม?” อาจเป็นคำถามที่กำลังก่อตัวขึ้นในเหล่าไกจิน
ในอีกมุม อ.ปวินมองว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ เพราะตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ที่ญี่ปุ่นหยุดเป็นมหาอำนาจทางด้านการทหาร ประเทศนี้ก็ไม่มี วาระทางด้านการเมืองแบบโจ่งแจ้ง ทำให้ญี่ปุ่นสามารถได้รับความไว้วางใจจากนานาชาติอย่างต่อเนื่อง
“ผมคิดว่าญี่ปุ่นเล่นได้ดีกับการใช้จุดที่ตัวเองเป็น Non-military Power (อำนาจที่ไม่ใช่ทางการทหาร)” ทั้งในเรื่องเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือประเทศอื่นๆ ทั้งการลงทุนระหว่างประเทศ
อ.ปวินเชื่อว่า ญี่ปุ่นอาจจะต้องเข้าใจคอนเซปต์ของ Inclusive Citizenship (การเป็นพลเมืองแบบครอบคลุม) เพราะ “ไม่มีประเทศไหนหรอกที่ไม่มีคนต่างชาติอยู่” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าเป็นเรื่องที่ฉลาดเสียอีก หากญี่ปุ่นจะใช้ประโยชน์จากคนต่างชาติ แทนที่จะไปถีบเขาออก
“ผมคิดว่า คนต่างชาติสามารถเป็นแรงผลักดัน เป็นแรงที่จะดึงให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นกระเตื้องขึ้น” และถ้าในอนาคตที่ญี่ปุ่นเปิดประเทศรับคนต่างชาติมากขึ้น อาจารย์ก็มองว่า ในที่สุดแล้วเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะพลิกตัวกลับมาได้ดีกว่า