เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (22 สิงหาคม 2567) ศาลสูงสุดของเวเนซุเอลามีคำตัดสินให้ นิโคลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) ผู้นำเวเนซุเอลา ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี จากการเลือกตั้งในวันที่ 28 กรกฎาคม แม้จะมีหลักฐานมากมายที่บ่งชี้ว่าคู่แข่งของมาดูโรได้รับคะแนนเสียงมากที่สุด
คำตัดสินของศาลฎีการะบุว่า ชัยชนะของมาดูโรนั้นอ้างอิงมาจากรายงานของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศและต่างประเทศ และ “ได้รับการสนับสนุนจากรายงานการนับคะแนนที่ออกโดยเครื่องนับคะแนนแต่ละเครื่อง”
อย่างไรก็ตาม ศาลไม่ได้เปิดเผยข้อมูลใดๆ เพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนคำอธิบายนี้ แม้จะมีชาวเวเนซุเอลาหลายพันคนออกมาประท้วงบนท้องถนน เช่นเดียวกันกับการเรียกร้องในชุมชนนานาประเทศ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงหลักฐานถึงชัยชนะของเขา
ย้อนกลับไปในคืนวันเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ซึ่งคนรู้กันว่าเป็นพันธมิตรกับมาดูโร) ระบุว่า มาดูโรได้รับชัยชนะด้วยคะแนนเสียงมากกว่า 50% แต่ไม่ได้แสดงหลักฐานใดๆ เพื่อสนับสนุน
หลังจากนั้นไม่นาน ฝั่งพรรคฝ่ายค้านก็ออกมาเปิดเผยว่า เป็นพวกเขาต่างหากที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งไปด้วยคะแนนเสียง 67% พร้อมแสดงรายละเอียดผลคะแนนในรัฐต่างๆ รวมถึงการนับผ่านอุปกรณ์เลือกตั้ง โดยใช้แผ่นสรุปผลที่รวบรวมโดยผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งที่ได้รับการรับรองจากภาครัฐ
แล้วนานาชาติมองเรื่องนี้อย่างไรบ้าง?
ด้านสหรัฐอเมริกา ได้รับรองผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีฝ่ายค้านของเวเนซุเอลาเป็นผู้ชนะ ดังนั้นการที่ศาลฯ ตัดสินให้มาดูโรชนะนี้ จึงทำให้เกิดการประณามจากนานาชาติถึงผลคะแนนที่ส่อทุจริต
แม้แต่ประเทศต่างๆ เช่น บราซิลและโคลอมเบีย ซึ่งผู้นำฝ่ายซ้ายมีความสัมพันธ์ยาวนานกับขบวนการทางการเมืองชาวิสของมาดูโร ก็ปฏิเสธที่จะรับรองชัยชนะของเขา จนกว่าจะมีการเผยแพร่ข้อมูลการลงคะแนนโดยละเอียด
ประธานาธิบดีอุรุกวัย หลุยส์ ลากัลล์ ปู (Luis Lacalle Pou) กล่าวว่า “ระบอบการปกครองของมาดูโรยืนยันสิ่งที่ประชาคมโลกประณาม นั่นคือ การฉ้อโกง” โดยระบุว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ สะท้อนถึง “ระบอบเผด็จการที่ปิดประตูทุกบานต่อชีวิตในเชิงสถาบันและประชาธิปไตยของประชาชน […] เราไม่ควรนิ่งเฉยหรือหยุดปกป้องเวเนซุเอลา”
การลงคะแนนเสียงครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญศำหรับมาดูโร นับตั้งแต่เขาขึ้นดำรงตำแหน่งในปี 2013 ตลอดช่วงหาเสียง รัฐบาลมาดูโรพยายามอย่างหนักในการทำให้ฝ่ายค้านอ่อนแอลง รวมถึงการห้ามไม่ให้มาเรีย คอรินา มาชาโด (María Corina Machado) ผู้นำที่ได้รับความนิยมมากที่สุดลงสมัครรับเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม ก็ยังเกิดพรรคฝ่ายค้านที่ได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลามอยู่ดีโดยมีเอ็ดมันโด กอนซาเลซ (Edmundo González) อดีตนักการทูต เป็นผู้สนับสนุนฝ่ายค้าน และได้รับการหนุนหลังจากมาชาโดอีกด้วย
หลังจากการเลือกตั้ง นักวิจัยและสื่ออิสระได้ตรวจสอบใบลงคะแนนหลายต่อหลายครั้งเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของฝ่ายค้านว่ากอนซาเลซได้รับชัยชนะ โดยสหประชาชาติและศูนย์คาร์เตอร์ (Carter Center) ซึ่งส่งคณะผู้แทนไปยังเวเนซุเอลาเพื่อติดตามการลงคะแนน กล่าวว่า การเลือกตั้งไม่เป็นไปตามมาตรฐานความโปร่งใสระหว่างประเทศ
ท่ามกลางข้อพิพาทมากมายถึงผลการเลือกตั้ง มาดูโรกล่าวว่า ศาลฎีกาจะเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายคนกล่าวว่า คำตัดสินของศาลในครั้งนี้ ยืนยันสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนแล้วว่า มาดูโรจะยังไม่ออกจากอำนาจ
มาดูโรได้ส่งกองกำลังรักษาความปลอดภัยและกองกำลังติดอาวุธที่เรียกว่า Colectivos เพื่อปราบปรามชาวเวเนซุเอลาหลายพันคนที่ออกมาประท้วง เพิ่มการเฝ้าระวังทางดิจิทัล เพิกถอนหนังสือเดินทางของนักเคลื่อนไหว และผลักดันให้ผ่านกฎหมายต่อต้านฟาสซิสต์ ซึ่งทำให้จับกุมฝ่ายตรงข้ามได้ง่ายขึ้น
ตามข้อมูลของสหประชาชาติ นับตั้งแต่เริ่มการเลือกตั้ง มีผู้ประท้วงอย่างน้อย 23 รายถูกสังหารในการชุมนุมต่อต้านรัฐบาล และมีผู้ถูกจับกุมราว 2,400 ราย ซึ่งมาดูโรกล่าวว่าผู้ประท้วงเป็นพวกหัวรุนแรงและฟาสซิสต์
ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงการปราบปรามที่รุนแรงขึ้นในเวเนซุเอลาซึ่งอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการมาหลายปีแล้ว
“ไม่มีสถาบันใดที่จะสามารถยับยั้งพวกเขาได้ เพราะพวกเขาควบคุมสถาบันทั้งหมด” ฟรานซิสโก โรดริเกซ (Francisco Rodríguez) นักเศรษฐศาสตร์ชาวเวเนซุเอลาจากมหาวิทยาลัยเดนเวอร์กล่าว
อ้างอิงจาก