‘มัทฉะฟีเวอร์’ ที่กำลังมาแรงจากทั่วโลก กำลังสร้างความกดดันให้กับอุตสาหกรรมชาของญี่ปุ่นอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จนเริ่มเกิดปรากฏการณ์ ‘ขาดแคลนมัทฉะ’ เข้าให้แล้ว
ตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว มัทฉะก็เริ่มขาดแคลนมาเรื่อยๆ สะท้อนผ่านการที่บริษัทชาชื่อดังในเกียวโตอย่าง Ippodo และ Marukyu Koyamaen เริ่มประกาศจำกัดการซื้อผงชาบดละเอียดเป็นครั้งแรก และทั้งนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคในท้องถิ่นยังพบว่าร้านค้าหลายแห่งขายสินค้าเหล่านี้หมดเกลี้ยง
ผลิตภัณฑ์ที่หายากส่วนใหญ่เป็นมัทฉะแบบ First Flush หมายถึงใบชาใบแรกที่ผลิออกมาหลังฤดูหนาว และเก็บเกี่ยวได้ปีละครั้งเท่านั้น จึงมีจำนวนจำกัดมาก ซึ่งแต่เดิมใช้เฉพาะในพิธีชงชาเท่านั้น แต่ปัจจุบันผู้บริโภคทั่วโลกนิยมน้ำมาชงในชีวิตประจำวัน
เจสัน เอ็ง (Jason Eng) ผู้จัดการหุ้นส่วนทางธุรกิจของบริษัท Kametani Tea กล่าวว่าบริษัทได้เพิ่มผลผลิตประมาณ 10% ทุกปีนับตั้งแต่ปี 2019 หลังจากผงมัทฉะกลายเป็นกระแส “มีการทำงานล่วงเวลาเป็นจำนวนมาก รวมถึงในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ด้วย เพื่อพยายามตอบสนองความต้องการ” เขากล่าว
ฟูมิ อุเอะกิ (Fumi Ueki) หัวหน้า Leaf Brand Group ซึ่งเป็นแผนกหนึ่งของ Ito En บริษัทชาที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ให้ข้อมูลว่า การบริโภคมัทฉะ โดยเฉพาะในระดับนานาชาติ ได้แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งหากแนวโน้มนี้ยังคงดำเนินต่อไป อุตสาหกรรมชาของญี่ปุ่นก็จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงบางอย่างเพื่อให้รับมือกับสถานการณ์ได้
ตามข้อมูลจากกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง (MAFF) ญี่ปุ่นผลิตมัทฉะได้ 4,176 ตันในปี 2023 ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าจาก 1,471 ตันในปี 2010 และภายใน 5 ปีที่ผ่านมา การผลิตมัทฉะก็มาถึงถึงจุดเปลี่ยน เมื่อมัทฉะของญี่ปุ่นมากกว่าครึ่งหนึ่งถูกส่งออกมานอกประเทศ
เหตุผลหนึ่งที่ทำให้การบริโภคมัทฉะยิ่งโด่งดังขึ้น มาจากช่วงที่เกิดโรคระบาด เทรนด์การรักษาสุขภาพจึงยิ่งมาแรง ‘มัทฉะ’ จึงกลายเป็นที่รู้จักจากประโยชน์ต่างๆ ทั้งการมีสารต้านอนุมูลอิสระ หรือช่วยเพิ่มพลังงานได้โดยไม่ทำให้กระสับกระส่ายเท่ากับกาแฟ
ถึงตรงนี้อาจจะมีหลายคนคิดว่า หากโลกต้องการมัทฉะเพิ่มขึ้น ทำไมไม่ผลิตเพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองล่ะ? แต่วิธีการแก้ปัญหาก็ไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น
การผลิตมัทฉะที่เราได้ดื่มกัน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การปลูกใบเท็นฉะและบดเป็นมัทฉะ ทั้ง 2 ส่วนมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถขยายขนาดได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว
ประการแรก คือในอุตสาหกรรมยังการขาดเกษตรกรผู้ปลูกชาที่มีความสามารถที่จะปลูกใบชาประเภทที่จำเป็น ที่เต็มใจอยากจะผลิตเพิ่มมากขึ้น
ผู้ผลิตชาบางรายอาจจะต้องซื้อที่ดินเพิ่มเพื่อปลูกต้นชาเพิ่ม แต่กว่าจะต้นชาจะโตเต็มที่ ก็ต้องใช้เวลาถึง 5 ปี ดังนั้นแม้จะมีเกษตรกรเริ่มขยายพื้นที่เพาะปลูกในตอนนี้ ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนได้ในทันที
และหลังจากใบชาถูกเก็บและตากแห้งแล้ว จะต้องนำมาบดเป็นผง แต่เนื่องจากมัทฉะสามารถหมดอายุได้อย่างรวดเร็วหลังจากบด จึงควรเก็บใบเทนฉะทั้งใบแล้วบดแค่ตามความจำเป็น แทนที่จะบดใบชาที่เก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปีในคราวเดียวทันที ซึ่งเครื่องจักรยังทำงานได้ไม่เร็วนักอีกด้วย หรือแม้แต่โม่หินที่ใช้ผลิตมัทฉะเกรดพิธีชงชา ก็ใช้เวลาผลิตนาน
แต่ปัจจัยหนึ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญที่สุด อาจเป็นการขาดแคลนเกษตรกร โดยข้อมูลของ MAFF แสดงให้เห็นว่าจากเกษตรกรกว่า 53,000 รายในปี 2000 จำนวนลดลงเหลือเพียง 12,353 รายในปี 2020 โดยเกษตรกรชาจำนวนมากมีอายุมากขึ้น และมักไม่มีใครจากคนรุ่นใหม่ที่เต็มใจเข้ามาดูแล ทำให้ฟาร์มชาบางแห่งถูกทิ้งร้างไปอย่างน่าเสียดาย
สำหรับเกษตรกรที่ยังทำอยู่ การเปลี่ยนจากการผลิตชาแบบใบชาเป็นการผลิตมัทฉะก็ถือเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจ โดย ซิโมน่า ซูซูกิ (Simona Suzuki) ผู้ก่อตั้งร่วม Global Japanese Tea Association ซึ่งเป็นกลุ่มที่เชื่อมโยงผู้ผลิตชาญี่ปุ่นกับผู้บริโภคทั่วโล กล่าวว่าพวกเขาจะต้องเรียนรู้วิธีการทำงานกับพันธุ์ชาใหม่ๆ ของต้นชาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเทนฉะ และอุปกรณ์แปรรูปมัทฉะแบบใหม่ก็มีราคาแพง
ดังนั้น ถ้ามัทฉะฟีเวอร์จกทั่วโลกนั้นเป็นเพียงกระแสที่เกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ เกษตรกรที่ปรับตัวก็อาจต้องสูญเสียเงินจำนวนมากจากการลงทุน ซึ่งน่าจะเป็นข้อกังวลของเกษตรกรจำนวนมากต่อประเด็นนี้
โดยสรุปแล้ว ซูซูกิคิดว่าญี่ปุ่นสามารถผลิตมัทฉะได้มากขึ้น แต่ก็ต้องการความช่วยเหลือในด้านต่างๆ เขาอธิบายว่า “ในปีนี้เอง เราเริ่มได้ยินว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาเปลี่ยนแปลงนโยบายหลักเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนจากชาใบแห้งเป็นการผลิตเทนฉะ” ซึ่งเขามองว่าอาจเป็นการให้เงินช่วยเหลือและเงินอุดหนุนเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรเปลี่ยนมาผลิตเทนฉะ
ในขณะเดียวกัน หากสินค้าขาดตลาดไปเรื่อยๆ ก็คงไม่ดีต่อผู้ค้าปลีกและผู้จัดจำหน่ายเท่าไรนัก พวกเขาจึงได้เพิ่มจำนวนผู้ผลิต และเพิ่มภูมิภาคที่จะไปจัดหาเทนฉะหรือมัทฉะ เพื่อให้ยังคงตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้
แต่แม้หลายคนจะมองว่า มัทฉะฟีเวอร์ อาจมีโอกาสเป็นกระแสลดลงในเร็วๆ นี้ แต่ Kametani ได้คาดการณ์ไว้ว่า คำสั่งซื้อมัทฉะอาจเพิ่มขึ้น 20-30% ในปี 2025 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
อ้างอิงจาก