วันนี้ (1 ธันวาคม 2568) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานในงานมอบนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมีคณะรัฐมนตรี ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ปลัดกระทรวง และหัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วม
อนุทินกล่าวว่า รัฐบาลได้กำหนดนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 โดยยึดตาม ‘แผนการคลังระยะปานกลาง’ หรือแผนการวางแผนการเงินการคลังและงบประมาณของรัฐในช่วงกรอบไม่น้อยกว่า 3 ปี แม้จะเป็นการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล แต่ตั้งใจลดการขาดดุลอย่างต่อเนื่อง และควบคุมสัดส่วนหนี้สาธารณะให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เป็นภาระในอนาคต
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่อนุทินกำชับ คือ หน่วยงานต่างๆ ต้องของบเท่าที่จำเป็น เพื่อเตรียมตัวรับมือกับภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และปี 2570 ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับความท้าทายทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคมสูงวัย สังคมเหลื่อมล้ำ ผลกระทบสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ซึ่งต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการปรับตัว ป้องกันภัยพิบัติ และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
ดังนั้น งบประมาณปี 2570 จึงต้องตอบโจทย์ในการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ การดูแลสังคม และการรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด โดยรัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะเป็นการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศออกเป็น 5 ด้าน ดังนี้
ด้านแรกคือ ‘เศรฐกิจ’ ที่ต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะสั้นและวางรากฐานระยะยาว ตามนโยบาย ‘Quick Big Win’ ของ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว. การคลัง ได้แก่ การกระตุ้นการบริโภค, การแก้หนี้ครัวเรือน, การเพิ่มความสามารถ SME, การลงทุนเพื่อเศรษฐกิจสีเขียวหรือสิ่งแวดล้อม, การพัฒนาเกษตรกรสมัยใหม่, การเร่งเจรจาการค้า, และผลักดันไทยเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2573
ถัดมาคือ ‘ความมั่นคง’ ที่รัฐบาลต้องมุ่งเน้นแนวทางสันติวิธีในการแก้ปัญหาข้อพิพาทระหว่างประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นรูปธรรม โดยรัฐบาลยังมุ่งดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก นำประเทศไทยกลับคืนสู่จอเรดาร์อีกครั้ง เพื่อสร้างความมั่นใจและสร้างบทบาทประเทศไทยในเวทีโลก
ส่วนข้อพิพาทในพื้นที่ชายแดนกับกัมพูชา อนุทินกล่าวว่าจากการพูดคุยกับข้าราชการฝั่งความมั่นคงซึ่งเชื่อมั่นว่า ไม่มีช้อยส์อื่นนอกจากชนะลูกเดียวถ้าเรายังต้องต่อสู้กัน” ดังนั้น รัฐบาลจึงอยากให้การสนับสนุนในการรักษาอธิปไตยของแผ่นดินอย่างเต็มที่
โดยอนุทินกล่าวเสริมว่า การพัฒนาประเทศต้องพัฒนาทุกอย่างในความเจริญของประเทศ “หากเป็นสมัยก่อนเราอาจคิดว่าซื้อทำไม เดี๋ยวนี้เขารบกับใครเป็นเรื่องเศรษฐกิจทั้งนั้น” แต่วันนี้ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิม ยังเกิดขึ้นได้ ดังนั้น การพัฒนาความมั่นคงและกองทัพก็ต้องเร่งให้เกิดความพร้อมด้วย
ด้านที่ 3 ‘สังคม’ ที่ต้องจัดการกับปัญหาเร่งด่วนเกี่ยวกับพวกสแกมเมอร์หรือการหลอกลวงทางเทคโนโลยี อาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด รวมถึงการแก้ปัญหาการแสวงหาประโยชน์ให้กับตนเองหรือพวกพ้อง โดยยึดหลักนิติธรรมและความโปร่งใสเพื่อไม่ให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่น
ด้านที่ 4 ‘ภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม’ รัฐบาลจะพัฒนาเครือข่ายการเตือนภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประสบภัยธรรมชาติ เช่น พื้นที่น้ำท่วมประจำ พื้นที่มีความเสี่ยงสูง ควรต้องใช้แนวทางป้องกันก่อนเกิดเหตุ และเรื่องเยียวยาฟื้นฟูผู้ประสบภัยกลับสู่วิถีปกติ
สุดท้าย ด้านที่ 5 ‘การบริหารงานภาครัฐและปฏิรูปกฎหมาย’ ให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว เปิดเผยข้อมูลอย่างโปรงใส อำนวยความสะดวกให้กับภาคเอกชนและประชาชน รวมทั้งปรับปรุงแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ เพื่อบรรลุเป้าหมายการปฏิรูปกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ (Regulatory Guillotine)
นอกจากนั้น รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการวางรากฐานของประเทศ ซึ่งเป็นการลงทุนกับอนาคตในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า ได้แก่ การปฏิรูปการศึกษา การสนับสนุนหลักประกันสุขภาพ การส่งเสริมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคให้รองรับการพัฒนาประเทศ และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่มีคุณภาพ
“นโยบายที่ได้แถลงมานี้ ปีนี้อาจจะต้องมีการมุ่งเน้นในเรื่องของการแก้ปัญหา 4 ภัย ที่ตนได้กล่าวเมื่อสักครู่ ผมอยากจะนามสกุลหลีกภัย แต่กลายเป็นนามสกุลเจอภัย เจอเข้าไป 4 ภัย คือภัยเศรษฐกิจ ความมั่นคง ภัยสังคม และภัยธรรมชาติ” อนุทิน กล่าว