เวลาเริ่มความสัมพันธ์ สำหรับคนที่อายุซัก 30 ขึ้นไป ถ้าเจอกับคนที่เด็กกว่าหน่อย เราอาจเจอคำถามว่า แล้วเราชอบคนแบบไหน คือเรามีไทป์แบบที่ชอบจริงไหม?
โดยทั่วไปถ้าพูดถึงคนที่ชอบเรามักนึกถึงอย่างพิมพ์นิยมหน่อยก็ขาว สูง น่ารัก ในระดับนิสัยก็อาจจะเป็นคนใจดี มีอารมณ์ขัน บ้างก็อาจจะมีความชอบเฉพาะเจาะจง เช่น ใส่แว่น บางคนก็อาจจะชอบคนตัวเล็ก บ้างก็อาจจะออกแนวประเทศไปเลย ชอบแบบโซนยุโรป เอเชีย บ้างก็อาจจะชอบคนอายุน้อยกว่า อายุมากกว่า เรียกได้ว่ามีตั้งแต่แบบยอดนิยม ไปจนถึงจุดเล็กๆ มากๆ อย่างชอบมุกตลกบางอย่าง ชอบเล่นเกมบางประเภท ชอบดูหนัง ฟังเพลงที่คล้ายๆ กัน
แต่ว่า พอเราใช้ชีวิตถึงจุดหนึ่ง เราอาจพบว่า ภาพคนรักหรือคู่ชีวิตในอุดมคติ ในจินตนาการของเราอาจจะไม่มีจริงก็ได้ เพราะเมื่อถึงวันที่เราใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ เราอาจจะรู้สึกว่าคนรักที่ผ่านมานั้น มักจะไม่มีอะไรสอดคล้องกับภาพฝันหรือความชอบของเราซะทีเดียว หรือในแง่ร้ายหน่อย พออายุล่วงเลยไปมากๆ เราก็เริ่มคิดว่า การมีใครอีกคน เอาว่ามีมาก่อน แล้วค่อยว่ากัน
ไม่ต้องวางมาตรฐานบางอย่างแล้วหาคนตามโจทย์ คนคนนั้นอาจไม่มีอยู่จริง หรือถ้ามีจริง ในเชิงรูปลักษณ์ที่อาจจะเป็นคนในฝัน แต่ตัวตนอื่นๆ โลกมักจะไม่ค่อยให้พรเราเท่าไหร่ คือคนในอุดมคติไม่น่ามีจริง
บางครั้งเมื่อเราใช้ชีวิตมานานๆ พอเจอคำถามเช่นว่า ตกลงแล้ว เรา ‘ชอบ’ คนแบบไหน หรือจริงๆ ความชอบของเราก็อาจจะเหมือนการชอบอาหารการกินก็ได้ ตอนแรกเราอาจจะไม่เคยกิน ไม่ชอบอาหารอย่างหนึ่ง รสชาติอย่างหนึ่ง แต่พอชิมๆ ไป หรือไปเจอสูตรอาหารที่เฉพาะเจาะจง
กระทั่งเมื่อเราเติบโตเรียนรู้ความสัมพันธ์ไปเรื่อยๆ สุดท้ายเราก็อาจจะปรับลิ้น ปรับความชอบเราเข้าหาสิ่งนั้นๆ แต่อีกบางงานศึกษาก็บอกว่า หรือ ‘ภาพคนรักในอุดมคติ’ ที่ว่าอาจจะมี และอาจจะมีบทบาทในการดำเนินความสัมพันธ์ของเราด้วย บ้างก็บอกว่ากลุ่มตัวอย่างมีแนวโน้มจะมีภาพคนรักในอุดมคติที่คล้ายกับแฟนเก่า
เพราะความชอบเปลี่ยนแปลงบ่อย? (หรืออาจจะไม่)
ประเด็นเรื่องความชอบในตัวบุคคล แนวโน้มที่เราจะมีปฏิสัมพันธ์เชิงโรแมนติก พัฒนาความสัมพันธ์กับใครซักคน จริงๆ เป็นเรื่องซับซ้อน นิยามยาก แต่เราเองก็มีความคิดซึ่งแง่หนึ่งนักคิด นักจิตวิทยาหรือนักเขียน กระทั่งเราก็พยายามทำความเข้าใจตัวเอง และมุมมองจากความคิดกระทั่งงานศึกษาก็แตกออกเป็นสองด้าน คือทั้งที่มองว่า ‘ภาพคนรักในอุดมคติ’ ที่ว่า ไม่มีอยู่จริงหรอก กับงานศึกษาที่ตรงข้ามและใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์บอกว่า จริงๆ แล้ว อาจจะไม่ใช่อย่างที่คิด
ในระดับความคิดของเรา เป็นผู้ใหญ่ที่เติบโตเจอโลกมาซักพัก เราอาจจะรู้สึกเองได้ หรือมองเห็นว่า เรื่องความรัก มันจะไปกะเกณฑ์อะไรไม่ได้หรอก ตัวตนหรือบุคคลก็มีความซับซ้อน และโลกมักจะโยนอะไรบางอย่างที่ทำลายความเป็นอุดมคติมาให้เราเสมอ
กระทั่งเวลาเราดูบทสัมภาษณ์เรื่องความรักความสัมพันธ์ หรือการเจอคู่รัก ครอบครัวต่างๆ ไปจนถึงมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ก็จะบอกว่า ส่วนใหญ่ครอบครัวมักไม่ได้เริ่มจากคนที่อยู่ในอุดมคติหรอก มีทั้งนัยว่า คนที่ใช่อาจจะไม่ใช่คนที่เราคิดไว้ ความรักอาจจะเกิดจากการค่อยๆ ก่อตัวขึ้น ไปจนถึงว่า มนุษย์เป็นสิ่งที่เราเองก็ไม่รู้ ไม่รู้ว่าอะไรคือแบบที่ดี ที่ชอบ จนกระทั่งเจอคนที่ใช่ เราถึงค่อยๆ สำรวจความชอบจากสิ่งที่มีอยู่จริงคือคนอีกคน

รวมถึงมุมมองที่เรามองตัวเราเองว่า ถึงเวลาความชอบของเรา ไม่น่าจะใช่สิ่งที่ตายตัว ความชอบของเราน่าเปลี่ยนแปลงไป ตัวเราเองก็เปลี่ยนแปลงไปตลอด ตัวเราในวันนี้ กับตัวเราเมื่อเดือนที่แล้ว ปีที่แล้ว จากจนทำงานที่แรก จากตอนเป็นเด็กปีหนึ่งหรือความรักในยุคปับบี้เลิฟ เราจะไปชอบอะไรแบบเดิมได้อย่างไร ดังนั้น เราอาจจะสรุปกับตัวเองได้ว่า ถึงเวลาความชอบก็เปลี่ยนไปตามกาล และยิ่งโสดนานๆ สเปค น่าจะไม่มีอยู่จริง
แต่ว่า เรื่องหัวใจ บางทีลึกๆ เราก็มีความยุ่งยาก คือมีความเลือกบางอย่าง หรืออาจจะมีสิ่งที่เราเรียกว่ารูปแบบคนรักตามอุดมคติในลักษณะที่เฉพาะเจาะจงจริงๆ เช่น ชอบมุกตลกบางอย่างเสมอกัน ชอบอาหารหรืออย่างน้อยไม่เกลียดบางอาหารที่เราชอบ รสนิยมเรื่องหนังเพลง กระทั่ง เรื่องเช่นหน้าผม กิริยาหรือท่าทีกับบางเรื่องที่อาจจะดึงดูดเราเข้าหา หรือผลักเราออก
ซึ่งเรื่องของภาพคนรักในอุดมคติที่จริงๆ ฟังดูนามธรรม จับต้องยาก ก็มีงานวิจัยที่เคลมว่า ‘จับต้อง’ คือใช้หลักฐานและข้อมูลเชิงประจักษ์ขนาดใหญ่ และสรุปรายงานออกมาพบว่า มันมีอยู่นะสิ่งที่ว่า และจากสถิติและการเก็บข้อมูลนั้นพบว่า คนที่เราชอบ ที่เรารักมาแล้ว เดทมาแล้ว และในกรณีกลุ่มตัวอย่างมีความสัมพันธ์ที่มีความสุขดีในปัจจุบัน พบว่า เราอาจชอบคนที่มีคุณสมบัติคล้ายแฟนเก่า และอย่างย้อนแย้ง แฟนเก่านั้นก็อาจจะมีคุณสมบัติที่คล้ายกับตัวเราด้วย
วิทยาศาสตร์บอกว่าเราอาจไม่เปลี่ยน
ข้อสังเกตตนเองข้างต้น เราตีความประสบการณ์ของเราผ่านมุมมองว่าเราน่าจะเปลี่ยน แต่ในแง่ความชอบและการสานสัมพันธ์ มีงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่ใช้ข้อมูลต่างๆ มาชี้วัดว่า หรือจริงๆ แล้วการมีภาพคนรักในอุดมคติ มี ‘ไทป์’ หรือเราอาจจะมีเงื่อนไขความชอบบางอย่างอยู่ก็ได้ ซึ่งเราอาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว รวมไปถึง อาจจะสัมพันธ์กับกระบวนการการสานสัมพันธ์ หรือกลไกในการมองหาคู่ชีวิตในระยะยาว
ตัวอย่างงานศึกษา ที่จริงๆ บางชิ้นงานวิจัยค่อนข้างเคลมว่าเป็นการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์มาสนับสนุนตีความสิ่งที่ค่อนข้างจับต้องได้ยาก ซึ่งในแง่ของการเก็บสถิติและตีความออกมา ส่วนใหญ่จะพบว่า คนๆ หนึ่งค่อนข้างมีแหละภาพคนรักในอุดมคติที่ว่า
เช่นในปี 2019 มีงานวิจัยที่ใช้ชื่อแสนจะจี๊ดใจว่า ‘สุดท้ายเธอก็กลับไปเจออะไรแบบเดิม’ ซึ่งอาจจะตีความได้ทั้งในแง่ที่ว่า เรามันก็คนคนหนึ่งที่อาจจะกลับไปชอบคนที่คล้ายๆ กับคนเก่า (และอาจจะเผลอตีความตามว่า ก็ไปจบแบบเดิมๆ อีก) ซึ่งจากศึกษา She Always Steps in the Same River: Similarity Among Long-Term Partners (สุดท้ายแล้วก็เหมือนเดิม ความเหมือนในการเลือกคู่ครองระยะยาว) สรุปได้ว่า ผู้หญิงในกลุ่มตัวอย่างมีแนวโน้มจะเลือกคู่ครองระยะยาว ในลักษณะแบบเดิม คือมีความสม่ำเสมอ (consistency) ตั้งแต่ลักษณะภายนอก การศึกษา ไปจนถึงสีผม ความสูง
ดังนั้น ไม่แปลกเท่าไหร่ ที่เราจะเจอ หรือจะเป็นเอง กับการที่จะตกหลุมรักคนคล้ายๆ เดิม กระทั่งชอบคนที่มีอาชีพในทำนองเดิมๆ ชอบหมอ ชอบนักธุรกิจ ชอบคนจากสาขาวิชานั้นนี้ เป็นการเฉพาะ งานสำรวจนี้สะท้อนความโน้มเอียงหรือความชอบที่ค่อนข้างมีรูปแบบและเข้าใจ ตีความ ทำนายได้ คือเราก็คงไม่ค่อยแหกคอก แหวกแนวในการไปชอบหรือจีบใคร

ในปี 2019 ก็มีอีกงานศึกษาที่ถือว่าใช้เวลาเกือบทศวรรษในการอุทิศให้กับความเข้าใจเรื่องความรักและการมองหาคู่ครอง โดยการเริ่มต้นจากกลุ่มตัวอย่าง 12,000 คน มีการสำรวจคุณลักษณะผ่านโมเดล 5 ด้านสำคัญ (big five” personality traits) ซึ่งเป็นโมเดลทางจิตวิทยาค่อนข้างได้รับความเชื่อถือ หลังจากนั้นนักวิจัยใช้เวลา 9 ปี เพื่อติดตามสถานะความสัมพันธ์ผ่านการส่งและสุ่มแบบสอบถาม จนคัดเหลือเหลือผู้เข้าร่วม 332 ราย การติดตามและการสุ่ม เพื่อทั้งคัดเลือกคนที่มีความสม่ำเสมอในการตอดคำถามหรือมีคุณลักษณะที่เที่ยงตรงเพื่อนำไปสู่การวิจัยต่อไป
สุดท้าย ผู้เข้าร่วม 332 ราย เข้าข่ายลักษณะที่ต้องการคือมีความสัมพันธ์ที่ดีในปัจจุบัน เคยมีคู่รักมาแล้วอย่างน้อยสองครั้ง ซึ่งจากทั้งการเก็บข้อมูลที่ถี่ถ้วนระมัดระวัง การจัดการข้อมูลขนาดมหาศาลจนได้กลุ่มตัวอย่างที่เฉพาะเจาะจงมา ในที่สุด โดยสรุป งานศึกษารายงานว่า คู่ครองปัจจุบัน มักรายงานหรือนิยามตัวเองพ้องกับคู่รักในอดีตของคนคนนั้น
พูดง่ายๆ คือ จากการสกัดคุณลักษณะทางจิตวิทยาแล้ว ในที่สุด เราก็อาจจะเลือกหรือลงหลักปักฐานกับคนที่มีลักษณะร่วมกับคนรักเก่า และมากไปกว่านั้น กลับพบว่า คนรักเก่าและคนรักปัจจุบัน ก็มีคุณลักษณะที่พ้องกับตัวกลุ่มอย่างเองด้วย ก็อาจจะยืนยันทฤษฎี ทำไมเราถึงชอบคนที่คล้ายกับตัวเราเองด้วย
ทีนี้ในแง่ของคำอธิบาย นอกจากความชอบที่เราอาจมีแล้ว อาจเป็นเรื่องของกระบวนการด้วย เช่น การที่เราจะเป็นเพื่อนหรือเป็นคนรักกับใคร การมีความชอบหรือลักษณะบางอย่างร่วมกันก็ทำให้เราสานสัมพันธ์หรือมีกิจกรรมร่วมกันได้ง่าย ได้สม่ำเสมอมากกว่า หรือกระบวนการคัดเลือกคู่ครอง ซึ่งงานศึกษาศึกษาทั้งการคัดเลือกแบบที่คบแบบไม่อะไร กับคบสำหรับลงหลักปักฐาน
งานศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างบางรายก็มีแนวโน้มจะเลือกรูปลักษณ์ที่เหมือนกัน คือดึงดูดหรือเลือกไปที่คนที่รูปลักษณ์ในทำนองเดิมที่ชอบทั้งสำหรับคนรักระยะสั้นหรือคนรักระยะยาว โดยอธิบายว่า ถึงเวลา เราเองก็ไม่อาจแยกได้ว่าเราจะเลือกคนนี้ ในจุดที่เราอาจจะคิดว่าลองคบแบบไม่คิดมาก กับคบสำหรับระยะยาวๆ สุดท้ายเราแยกไม่ได้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ และการเลือกนั้นก็ปนเปกันในที่สุด

ไม่ใช่แค่ชอบแบบเดิม แต่เพิ่มเติมคือประสบการณ์
ในแง่กระบวนการ ลึกๆ บางครั้งเราอาจรู้สึกว่าเราจบกับคนแบบเดิมแล้ว ไม่อยากได้แนวเดิมแล้ว แต่ในแง่ของปฏิสัมพันธ์ ดังกล่าวว่า คนเราอาจดึงดูดคนแบบเดียวกัน กระทั่งคนแบบตัวเราเองในฉบับที่ยังมีพื้นที่ที่เรียนรู้กันต่อ
การสานหรือสร้างสัมพันธ์ ความคุ้นเคยกับ ‘คนแนวนั้นๆ’ คือการที่เราเคยเจอ เคยรับมือ เคยรักกับคนประเภทๆ เดียวกัน เป็นประสบการณ์ที่เรารู้ว่าเราจะสานสัมพันธ์อย่างไร กระทั่งเรียนรู้จากความผิดพลาดว่า เราต้องเติมหรือเปลี่ยนตรงไหน
ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เราอาจจะทั้งกลับไปชอบคนคล้ายๆ เดิม เพิ่มเติมคือเรียนวิชารับมือ เรียนรู้แก้ไขบางอย่างมาแล้ว จึงทำให้การสานสัมพันธ์อาจจะดีขึ้น ไปต่อได้ ต่อยอดได้ดีขึ้นจากความรักในครั้งก่อน
เช่นเราอาจจะยังชอบคนมีอารมณ์ขันดาร์กๆ ชอบคนมีรสนิยมด้านดนตรี ซึ่งจริงๆ มีงานศึกษาพบว่าการชอบดนตรีในทำนองเดียวกัน อ่านหนังสือ ดูหนังที่อินในจุดคล้ายกันก็สะท้อนตัวตนที่นำไปสู่มิติความโรแมนติกที่ลึกซึ้งขึ้น ความชอบเหล่านี้น่าจะค่อนข้างคงเดิม เพิ่มเติมคือเราเองก็อาจจะทั้งรู้วิธีที่จะสร้างบรรยากาศ สานต่อความสัมพันธ์โดยที่เรารู้ว่าอีกฝ่ายจะชอบแบบไหน ไปจนถึงการรู้ว่าบางคุณสมบัติเรารับได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าเจอจุดที่รับไม่ได้ ก็อาจทำให้ถอนตัวถอนใจได้ทัน
ถ้าอธิบายในทำนองนี้ เราเองก็มีการสร้างความเข้าใจทั้งในการจัดกลุ่ม สร้างนิยามในตัวบุคคลที่มีความซับซ้อน ในการสานสัมพันธ์ เราเองลึกๆ ก็พยายามจัดการ ทำความเข้าใจ จับคู่ความหมายต่างๆ เข้าหากัน เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์
ภาพคนรักในอุดมคติจึงอาจเป็นหนึ่งเครื่องมือของเราที่ทำให้ความสัมพันธ์ ในนามความรัก พอจะเข้าใจได้ ทำนายได้ และการเลือกสเปกที่คล้ายๆ เดิม อาจเป็นเรื่องของความพยายามในการหาแผนที่ในความไม่แน่นอน จากประสบการณ์ และจากจินตนาการในส่วนอื่นๆ เช่นตัวตนจากภาพแทน จากหนัง จากเรื่องเล่าหรือตัวตนในคนอื่นๆ
สุดท้าย รูปแบบของคนที่เราชอบก็อาจจะกลับมาที่มุมเดิมๆ ในมิติทางวิทยาศาสตร์ก็คือความพยายามหากระบวนการในการจัดการ นิยามและเข้าใจความสัมพันธ์เชิงโรแมนติก ส่วนในเรื่องโลกแห่งความเป็นจริง เราเองก็อาจจะต้องลองถามตัวเองว่า สุดท้ายที่บอกว่าไม่มีคนในแบบที่ชอบยังไงก็ได้ แต่จริงๆ ลึกๆ เราก็อาจจะมีอะไรบางอย่างที่เราเองก็ตั้งธงไว้ในใครอีกคนที่อยากลงหลักปักฐานด้วย
อ้างอิงจาก