“กฎหมายอาจจะข่มขู่คุกคามเรา อาจทําให้เราผวาหรือหงุดหงิด แต่ถ้าเรามั่นใจว่าทําเพื่อประโยชน์สาธารณะ มันคุ้มที่จะนําเสนอข่าวเพื่อให้ปัญหาของประชาชนได้รับการแก้ไข เมื่อถูกฟ้องก็ไปสู้กันในศาล”
จากกรณีที่บรรณาธิการ The Isaan Record ถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหลักล้านจาก สุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากการรายงานข่าวเชิงลึกเรื่อง ‘แรงงานเก็บเบอร์รีในฟินแลนด์’ ที่แรงงานต้องเผชิญความยากลำบากและถูกเอารัดเอาเปรียบในต่างแดน
The MATTER พูดคุยกับ หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหาร และ โกวิท โพธิสาร บรรณาธิการสำนักข่าว The Isaan Record ถึงวินาทีที่พวกเขารู้ว่าถูกหมายศาล ทิศทางขององค์กรหลังถูกนักการเมืองฟ้องร้อง รวมถึงมุมมองที่มีต่อภูมิทัศน์สื่อในการรายงานข่าวเชิงลึกและการผลักดันกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปากในประเทศไทย
ย้อนรายงาน ‘แรงงานเบอร์รี่ฟินแลนด์’
โกวิท โพธิสาร บรรณาธิการสำนักข่าว The Isaan Record เล่าว่ารายงานเรื่องแรงงานเบอร์รีฟินแลนด์ มีจุดเริ่มต้นจากการได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการ AspirE ภายใต้สหภาพยุโรป ให้รายงานประเด็นการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานของแรงงานในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) ไปยุโรป ทำให้เขานึกถึงบทความที่อ่านเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เกี่ยวกับการค้ามนุษย์ที่เกิดขึ้นกับแรงงานเบอร์รีที่ฟินแลนด์
เมื่อได้ทุนทำงานมาแล้ว เขาก็ลงพื้นที่ เก็บข้อมูล สัมภาษณ์บุคคล ก่อนจะออกมาเป็นสารคดีเชิงข่าว เผยแพร่เมื่อ 31 ตุลาคม 2567 เรื่อง เจนปรียา จำปีหอม ในความขื่นขมของเบอร์รี เล่าเรื่องราวชีวิตของแรงงานเก็บเบอร์รีในต่างประเทศที่ต้องเผชิญการเอารัดเอาเปรียบจากการล่อลวงคนไทยไปทำงานในฟินแลนด์และสวีเดน นำมาสู่การต่อสู้เรียกร้องของแรงงาน ความเกี่ยวพันกับบริษัทยักษ์ใหญ่ และสามารถเชื่อมโยงไปถึงผู้บริหารระดับสูงในรัฐบาลฟินแลนด์
The Isaan Record ได้ติดตามและรายงานกรณีแรงงานเบอร์รีเรื่อยมา กระทั่ง 26 มกราคม 2569 มีการเปิดหลักฐานจากสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ว่า มีนักการเมือง 2 คนและข้าราชการระดับสูงอีก 5 คน รับสินบนเป็น ‘เงินสด’ บรรจุในกล่องจากนายหน้าของบริษัทผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารในประเทศฟินแลนด์ พร้อมบทสนทนาจากไลน์ที่นายหน้านำเงินไปให้อดีต รมว.แรงงาน รวมสินบนกว่า 36 ล้านบาท
ข้อมูลดังกล่าวตรงกับที่สื่อฟินแลนด์ได้ข้อมูลระหว่างที่อัยการให้ข้อมูลในศาลคดีค้ามนุษย์ว่า นายหน้าชาวไทยแอบเก็บเงินคนละ 2,000 บาทจากแรงงานเป็นค่าเอกสารออกนอกประเทศจากกระทรวงแรงงาน ซึ่งศาลฟินแลนด์ได้ฟ้องร้องบุคคลที่หลอกใช้แรงงานจากอีสานในคดีค้ามนุษย์เรียบร้อยแล้ว
วินาทีที่ ‘หมายศาล’ ส่งถึงมือ

ภาพ หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหาร The Isaan Record ได้รับหมายศาล วันที่ 21 มีนาคม 2569
“ตอนเห็นหมายศาลก็ตกใจนิดหน่อย แต่ไม่ได้ถึงกับช็อก…เรียกว่า ‘ไม่ได้แปลกใจ’ ดีกว่า” หทัยรัตน์ กล่าว
21 มีนาคม 2569 หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหาร The Isaan Record ได้รับหมายศาลอาญา ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ปรากฏข้อความว่า สุชาติ ชมกลิ่น อดีต รมว.แรงงาน และผู้ดำรงตำแหน่ง รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยื่นฟ้องหทัยรัตน์จากกรณีโพสต์ข้อความ “เปิดหลักฐานนักการเมืองรับสินบน บ.เบอร์รี่ฟินแลนด์” บนเฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อวันที่ 26 มกราคม – 11 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊ก The Isaan Record แปะตอนท้าย
โดยฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91, 326, 328 และ ตาม พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2561 มาตรา 8, 73 และ 159 พร้อมเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 50 ล้านบาท
บรรณาธิการบริหาร The Isaan Record ผู้ได้รับหมายศาลก่อน เล่าว่า เธอได้รับหมายจากบุรุษไปรษณีย์ ซึ่งปกติจะนำส่งเอกสารแล้วก็ไป แต่บ่ายวันนั้นพนักงานไปรษณีย์ยืนรอจนกว่าหทัยรัตน์จะออกมารับหมายศาลด้วยตัวเอง ทำให้สุนัขที่เลี้ยงไว้เห่าไม่หยุด เธอจึงตกใจและรีบวิ่งออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น
เมื่อพบว่าตัวเองได้รับ ‘หมายศาล’ หทัยรัตน์รีบแจ้งกับทีมงานในองค์กรและติดต่อกับทนายความส่วนตัว เธอมองว่าการถูกฟ้องร้องครั้งนี้เป็นสิ่งที่เตรียมใจไว้แล้ว ก่อนเผยแพร่บทความเกี่ยวกับสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เมื่อ 26 มกราคม 2569
อย่างไรก็ตาม 23 มีนาคม 2569 สุชาติ ชมกลิ่น ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ระบุว่าได้มอบหมายให้ทนายความดำเนินการถอนฟ้องกับหทัยรัตน์ในคดีหมิ่นประมาทเรียบร้อยแล้ว ซึ่งทนายความของหทัยรัตน์ตรวจสอบแล้วว่ามีการถอนฟ้องจริง แต่เอกสารดังกล่าวยังไม่ถูกส่งถึงจำเลย

ภาพ โกวิท โพธิสาร บรรณาธิการสำนักข่าว The Isaan Record ได้รับหมายศาล วันที่ 29 มีนาคม 2569
แม้มีรายงานข่าวว่า สุชาติได้ถอนฟ้องบรรณาธิการบริหาร The Isaan Record แล้ว แต่ในเวลาต่อมา วันที่ 29 มีนาคม 2569 โกวิท โพธิสาร บรรณาธิการสำนักข่าว The Isaan Record ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้รับหมายศาลจังหวัดชลบุรี ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ปรากฏข้อความว่า สุชาติ ชมกลิ่น ยื่นฟ้องโกวิท โดยระบุว่าโกวิทแชร์เนื้อหาของหทัยรัตน์ ทำให้ตนได้รับความเสียหาย อับอาย และได้รับความทุกข์ทรมานทางจิตใจอย่างร้ายแรง
โดยฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 และ 328 พร้อมเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 1 ล้านบาท
โกวิทเล่าถึงชั่วขณะที่ตัวเองถูกฟ้องว่า “ไม่ได้รู้สึกถึงขั้นประหวั่นพรั่นพรึง แต่เป็นความรู้สึกว่างานจะเยอะขึ้นกว่าเดิม” เพราะเมื่อนึกถึงการสู้คดีก็พบว่าต้องเผชิญความยุ่งยากหลายประการ ทั้งในแง่ของการไปประชุมคดี การเตรียมเอกสาร และอีกหลายๆ อย่าง
“ถ้าตอบว่าชิลๆ แสดงว่าโกหก ก็ไม่ชิลหรอก มันไม่ง่ายอยู่แล้ว โดนฟ้องมีคดีความ เอาแค่โดนใบสั่งจราจร เราก็รู้สึกเซ็งไปทั้งวันแล้วใช่ไหม นี่ฟ้องศาลแบบเรียกค่าเสียหายมากมาย ระบุความผิดร้ายแรงมาก ก็รู้สึกว่าโดยหลักการก็ไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น” โกวิท กล่าว
ทั้งนี้ หากพิจารณาวันที่ลงในหมายศาลจะพบว่า แท้จริงแล้ว ‘โกวิท โพธิสาร’ ถูกยื่นฟ้องก่อน ‘หทัยรัตน์ พหลทัพ’ เพียงแต่เอกสารของหทัยรัตน์ถูกส่งมาถึงมือก่อน ซึ่งต่างจากความเข้าใจของใครหลายๆ คนว่า สุชาติยื่นฟ้องต่อหทัยรัตน์ก่อน แล้วถอนฟ้อง ก่อนจะไปฟ้องโกวิท
ทิศทางของ The Isaan Record หลังถูกฟ้องร้อง
“มันไม่กระทบต่อวิธีการทํางานของเราหรอก มันหยุดเราไม่ได้” โกวิท ตอบ
สองบรรณาธิการจาก The Isaan Record มองตรงกันว่า การถูกฟ้องร้องครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของกองบรรณาธิการที่รายงานข้อมูลเท็จ หรือสร้างความเสียหายต่อสังคม แต่เป็นการรายงานข่าวตามข้อเท็จจริงที่มีการติดตามข้อมูลต่อเนื่องนานกว่า 3 ปี ทั้งเก็บข้อมูล ค้นเอกสาร สัมภาษณ์ ลงพื้นที่ทั้งหมู่บ้านเล็กๆ ในภาคอีสานจนถึงฟินแลนด์ จนเชื่อได้ว่าข้อมูลที่มีอยู่นั้นรอบด้านและรัดกุมเพียงพอต่อการผลิตผลงานที่สร้างอิมแพคต่อสังคม
หทัยรัตน์เสริมว่า การทำข่าวสืบสวนสอบสวนเชิงลึก ย่อมมีความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องร้องได้อยู่แล้ว โดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทยที่ยังไม่มีกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก หรือ Anti-SLAPP
พวกเขาจึงเตรียมความพร้อมด้านกฎหมายไว้ล่วงหน้า ทำให้เมื่อหมายศาลมาถึงหน้าบ้านจริงๆ งานของสำนักข่าวแห่งนี้ก็จะดำเนินต่อไปเช่นเดิม และยืนหยัดในหลักการที่จะรายงานข่าวนี้ต่อไป จนกว่าปัญหาของแรงงานจะได้รับการแก้ไขอย่างเป็นธรรม
“ถามว่าเรามีความกล้าแค่ไหน เรายังคงความกล้าไว้เท่าเดิม เขาอาจจะทําให้เราชะงักไปนิดนึง แต่พอตั้งสติได้เราก็ไปต่อ เราจะถอยก็ต่อเมื่อปัญหาของแรงงานได้รับการแก้ไข” หทัยรัตน์ กล่าว
หทัยรัตน์ระบุว่า กรณีแรงงานเบอร์รียังมีสิ่งที่ต้องติดตามอยู่อย่างน้อย 3 ประเด็น ได้แก่ การติดตามการจ่ายค่าชดเชยต่อแรงงาน การพิสูจน์เรื่องการรับสินบนของนักการเมืองและข้าราชการ และการพิสูจน์ว่ากรณีนี้เข้าข่ายการค้ามนุษย์
หากต้องชดใช้ค่าเสียหายหลักล้านจริงๆ จะส่งผลกระทบต่อ The Isaan Record อย่างไร?
“คดีฟ้องปิดปากแบบนี้ มักจะนําไปสู่การไกล่เกลี่ยในศาล” หทัยรัตน์ ตอบ
หทัยรัตน์ประเมินว่าคดีนี้อาจลงเอยด้วยการถอนฟ้อง หรือหากพ่ายแพ้ก็อาจมีการไกล่เกลี่ยเพื่อลดมูลค่าความเสียหายให้ต่ำกว่ายอดที่ถูกฟ้องร้อง อย่างไรก็ตาม เธอยังคงมั่นใจในพยานหลักฐานที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงตามการรายงานของ The Isaan Record โดยเฉพาะเมื่อศาลฟินแลนด์มีคำพิพากษาลงโทษกลุ่มนายหน้าและทุนส่วนนี้ไปแล้ว ขณะที่ในไทยก็มีดีเอสไอรับเรื่องไว้เป็นคดีความซึ่งยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
คิดว่าการเป็นสื่อขนาดเล็กมีส่วนทำให้ถูกฟ้องร้องหรือเพ่งเล็งหรือไม่?
The Isaan Record เป็นสื่ออิสระที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่นัก มีฐานอยู่ในจังหวัดขอนแก่น เนื้อหาส่วนใหญ่ที่นำเสนอมักเกี่ยวกับประเด็นสังคมและการเมืองในรูปแบบของการรายงานข่าวเชิงลึก ซึ่งทำให้หลายๆ ครั้งที่อีสานเรคคอร์ดตกเป็นเป้าของการโจมตีหรือถูกกล่าวหา
“ก่อนหน้านี้ The Isaan Record เคยโดนแรงกว่านี้อีก เราเคยกล่าวโดนถูกกล่าวหาว่าเป็นสื่อ ‘ล้มเจ้า’ เป็นนู่นนี่ แต่ถ้าเรายึดมั่นในหลักการวิชาชีพของสื่อมวลชน ใครก็ทําอะไรเราไม่ได้” หทัยรัตน์ เล่า
การฟ้องร้องหนึ่งสื่อ จะส่งผลกระทบต่ออีกหลายสื่ออย่างไร?
ทุกวันนี้สื่อมวลชนต้องเผชิญกับ ‘กระบวนการเซ็นเซอร์แบบหลายชั้น’ ตั้งแต่การเซ็นเซอร์ด้วยคำสั่งทางกฎหมายหรือโดยทุนที่สนับสนุนองค์กร สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมหลายเป็นการเซ็นเซอร์ตัวเอง (Self-Censorship) ในหมู่คนทำงานสื่อ ซึ่งมักเป็นผลลัพธ์จากที่พวกเขาเคยมีประสบการณ์ถูกจำกัดเสรีภาพจากสองปัจจัยแรกมาก่อน
โกวิทมองว่า แม้การฟ้องร้องครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อการรายงานข่าวของ The Isaan Record มากนัก แต่ก็มีโอกาสที่จะส่งผลกระทบต่อสื่ออื่นๆ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม
ผลกระทบโดยตรง คือ สํานักข่าวอื่นๆ จะระแวดระวังหรือเลี่ยงที่จะไม่แตะประเด็นแรงงานเบอร์รี เพราะเห็นว่า The Isaan Record เพิ่งถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการรายงานประเด็นนี้ ทั้งที่ตอนนี้ก็มีสำนักข่าวที่รายงานเรื่องแรงงานเบอร์รีน้อยมากๆ อยู่แล้ว
ผลกระทบโดยอ้อม คือ ความเกรงกลัวในการทำงานเชิงสืบสวนหรือการรายงานข่าวเชิงลึก ซึ่งต้นทุนการรายงานข่าวลักษณะนี้ก็มีความยากในตัวมันเอง เพราะต้องอาศัยทั้งทุนทรัพย์ เวลาที่จะลงลึกกับประเด็น และพลังงานของนักข่าว บางชิ้นต้องใช้เวลาทำหลายเดือนถึงหลักปี
เมื่อทํางานยากและเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องก็ยิ่งทําให้การรายงานข่าวเชิงลึกดู ‘ไม่คุ้มค่า’ เพราะบรรณาธิการต้องพิจารณาตั้งแต่ความคุ้มค่าของระยะเวลาที่จะปล่อยให้นักข่าวหนึ่งคนลงแรงกับงานหนึ่งชิ้น ความเสี่ยงจากการถูกดำเนินคดีความ หรือความเสี่ยงจากการถูกกลุ่มทุนถอนโฆษณา
อย่างไรก็ตาม หทัยรัตน์ไม่ต้องการให้สื่อมวลชนเกิดความหวาดกลัวจนละทิ้งการทำข่าวสืบสวนสอบสวน เพราะหากมั่นใจในพยานหลักฐานและข้อมูลที่มี แม้จะข่มขู่หรือกดดันด้วยกฎหมาย แต่ก็ยังสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลได้ และหากประเด็นดังกล่าวสามารถสร้างแรงกระเพื่อมจนนำไปสู่ประโยชน์สาธารณะได้สำเร็จ ก็นับว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่าต่อการหยัดยืน
“กฎหมายอาจจะข่มขู่คุกคามเรา อาจทําให้เราผวาหรือหงุดหงิด แต่ถ้าเรามั่นใจว่าทําเพื่อประโยชน์สาธารณะ มันคุ้มที่จะนําเสนอข่าวเพื่อให้ปัญหาของประชาชนได้รับการแก้ไข เมื่อถูกฟ้องก็ไปสู้กันในศาล” หทัยรัตน์ กล่าว
การฟ้องร้องครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงสายตาที่นักการเมืองมองสื่ออย่างไร?
“โดยหลักการ คนมักเข้าใจว่า ถ้ามีหลักฐานเพียงพอ ถ้าบริสุทธิ์ใจ ก็ไปต่อสู้ในศาล จะกลัวอะไร แต่สิ่งที่เราควรคิดต่อจากกรณีฟ้องร้องแบบนี้ คือ สภาวะที่เขาพยายามทำให้เรื่องนี้เงียบลง” โกวิท ระบุ
เขาตั้งข้อสังเกตว่า นักการเมืองมักตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์ของสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์เป็นปกติอยู่แล้ว ซึ่งการโต้ตอบกลับมาของนักการเมืองนั้นๆ ที่พบเห็น มักเป็นเพียงการแสดงท่าทีไม่พอใจ น้อยครั้งที่จะมีการฟ้องร้องหรือดำเนินคดีกับประชาชนหรือสื่อโดยตรง เพราะถือว่าการวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นเป็นการติชมโดยสุจริตและเพื่อประโยชน์สาธารณะ
“ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและบุคคลสาธารณะควรพร้อมรับการตรวจสอบ และวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ พร้อมทั้งร่วมสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสในการทำงาน”
โกวิทยกข้อความจากส่วนหนึ่งของแถลงการณ์จากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ซึ่งเขามองว่าสอดคล้องกับหลักการที่ว่า ‘นักการเมืองคืออาชีพที่ผูกพันกับประชาชน’ ตั้งแต่ที่มาของอำนาจและการรับเงินเดือนจากภาษี
เนื่องจากนักการเมืองเป็นผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายที่ส่งผลต่อคนหมู่มาก โดยเฉพาะฝ่ายบริหารหรือรัฐมนตรีที่มีอำนาจมากกว่า สส. ทั่วไป การขยับตัวเพียงนิดเดียวก็สามารถให้ทั้งคุณและโทษต่อสังคมได้เสมอ
นอกจากนี้ นักการเมืองยังรับเงินเดือนจาก ‘ภาษีประชาชน’ ดังนั้น หากประชาชนออกมาตรวจสอบหรือวิพากษ์วิจารณ์ นักการเมืองก็ต้องให้พื้นที่และต้องอธิบายให้ได้ว่าสิ่งที่เขาวิพากษ์วิจารณ์นั้นผิดอย่างไร ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน แทนที่จะเลือกใช้การฟ้องร้องดำเนินคดีเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา
“คุณจะชี้แจงสิ่งที่ The Isaan Record พูดก็ได้ แต่ไม่ใช่เอาหมายศาลมา เพราะหมายศาลตีความได้ว่ามีเจตนาที่จะให้หยุดและคุกคาม การทำเช่นนั้นแสดงให้เห็น ‘ความคับแคบ’ ในการรับฟังข้อวิจารณ์” โกวิท กล่าว
เขาเสริมอีกว่า มีผู้ได้รับผลกระทบจากการสมัครเป็นแรงงานเบอร์รีหลายร้อยหลายพันคนต่อปี ทั้งแรงงานที่ต้องเจอสภาพการจ้างงานที่ย่ำแย่ มีรายได้ไม่คืนทุนจากการกู้หนี้ยืมสิน แต่ไม่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาใดๆ จนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพวกเขาหายไป
“เพราะฉะนั้น นักการเมืองมีหน้าที่ในการรับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง แทนที่คุณจะไปเร่งแก้ปัญหา คุณกลับมาใช้วิธีการฟ้องปิดปากหรือห้ามพูดแทน ทำแบบนี้มันช่วยคลี่คลายปัญหาตรงไหน” โกวิท ตั้งคำถาม
ข้อเสนอต่อภาครัฐและองค์กรวิชาชีพสื่อ ในการประกันการทำงานของสื่อมวลชน
เพื่อประกันการทำงานของสื่อมวลชนที่ไม่ควรถูกฟ้องร้องจากการรายงานข่าวในลักษณะนี้อีก โกวิทมีข้อเสนอต่อภาครัฐและองค์กรวิชาชีพสื่อ ดังนี้
ประการแรก ‘ภาครัฐ’ ในที่นี้หมายถึง ‘ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง’ อย่าง สส. หรือ สว. ควรวางค่านิยมการทำงานให้อยู่บนหลักการที่ถูกต้อง
“คุณยืนอยู่บนที่แจ้ง ในฐานะผู้แบกรับความหวังของผู้คน แบกรับอํานาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ รวมทั้งแบกรับค่าใช้จ่ายที่ประชาชนจ่ายภาษีให้คุณบริหารประเทศ คุณไม่ได้ยิ่งใหญ่หรือมีอำนาจมาโดยลำพัง ผู้อื่นจึงไปยุ่งกับคุณไม่ได้ ไม่ใช่แบบนั้น” โกวิท กล่าวถึงหลักการที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองควรยึดไว้
โกวิท ระบุว่า หากนักการเมืองตระหนักและยึดมั่นในหลักการดังกล่าว ก็ต้องพร้อมน้อมรับทั้งคำชื่นชมและคำติเตียน เมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ก็ควรรับฟัง ชี้แจง และแก้ไขต่อสาธารณะ โดยเฉพาะนักการเมืองแถวหน้าที่มีพื้นที่สื่ออยู่ในมือและได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนทุกวัน
ในส่วนของสมาคมวิชาชีพสื่อมวลชนนั้น เขาตั้งข้อสังเกตว่าแทบจะไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เมื่อเกิดกรณีที่สื่อมวลชนถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ทั้งที่ตามหลักการแล้ว องค์กรเหล่านี้ควรแสดงจุดยืนปกป้องเสรีภาพสื่อโดยไม่เกี่ยงว่าสำนักข่าวนั้นจะเป็นสมาชิกของสมาคมหรือไม่ก็ตาม
เขามองว่า การร่วมมือกันปกป้องสิทธิและเสรีภาพในการทำงานข่าวยังเป็นสิ่งจำเป็น แต่ปัจจุบันมีเพียงการรวมตัวเฉพาะกิจของสำนักข่าวกลุ่มเล็กๆ ที่ออกแถลงการณ์ร่วมกัน หรือการจัดวงเสวนาในมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับผลกระทบของการฟ้องปิดปาก แน่นอนว่าอย่างน้อยก็ดีกว่าไม่มีใครขยับหรือออกมาพูดถึงเลย
จะดีไหมถ้าประเทศไทยมีกฎหมายป้องกันการฟ้องร้องปิดปาก (Anti-SLAPP Law)
‘การฟ้องปิดปาก’ หรือ ‘SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation)’ เป็นการฟ้องเพื่อลดการตรวจสอบ ซึ่งไม่ใช่การฟ้องร้องเพื่อแสวงหาความยุติธรรมตามปกติ แต่เป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการคุกคาม ข่มขู่ หรือขัดขวางการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนในประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ
รายงานของ Protection International (PI) ระบุว่า หลังการรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 – กุมภาพันธ์ 2568 พบคดีที่เข้าข่าย SLAPP ในประเทศไทย 595 คดี มักเกิดกับชาวบ้านหรือคนในชุมชนท้องถิ่นถึงร้อยละ 78 รองลงมาคือกลุ่มคนที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง
โกวิทและหทัยรัตน์เห็นด้วยว่าควรเร่งผลักดัน ‘ร่าง พ.ร.บ. ป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน พ.ศ. ….’ หรือกฎหมาย Anti-SLAPP เพราะจากตัวเลขข้างต้นทำให้เห็นว่ายังมีอีกหลายกรณีที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ถูกฟ้องปิดปาก ซึ่งนำมาสู่ความยุ่งยากในการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นภาระทางคดี ความวุ่นวายทางใจ และลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
“ถ้าคุณเป็นชาวบ้านธรรมดาที่ออกมาต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชน แล้วโดนหมายศาลมา คุณจะสังเกตได้เลยว่าสายตาของชาวบ้านที่จะให้ความมั่นใจคุณน้อยลง สิ่งที่ทำจะถูกลดทอน ภาระทางคดีก็เป็นสิ่งที่ชาวบ้านต้องจ่ายเอง แม้หลายคดีจะจบที่ยกฟ้องหรือชาวบ้านชนะคดี แต่ก็ใช้เวลาหลายปีกว่าจะจบ เรื่องพวกนี้มันทําให้พวกเขานอนไม่หลับไปหลายคืน หลายเดือน หลายปี เช่นกัน” โกวิท กล่าว
หากมีกฎหมาย Anti-SLAPP ก็จะมีกระบวนการที่ทำให้การต่อสู้คดีฟ้องปิดปากไม่เป็นภาระผูกพันยาวนานต่อผู้ถูกฟ้องนัก โดยเริ่มจากกระบวนการยุติธรรมที่ศาลสามารถพิจารณาว่าคดีที่ฟ้องเข้าข่าย SLAPP หรือไม่? หากเข้าข่าย ศาลก็สามารถสั่งปลดคดีออกจากระบบ เพื่อให้กระบวนการเหล่านี้สิ้นสุดโดยเร็วที่สุด
หทัยรัตน์เสริมว่า การฟ้องปิดปากนั้นร้ายแรง แต่ ‘การอุ้มหาย’ เลวร้ายยิ่งกว่า เพราะอย่างน้อยการถูกฟ้องก็ยังมีพื้นที่ต่อสู้ในศาลด้วยพยานหลักฐาน แต่ถ้าเป็นการทำให้สูญหาย โอกาสที่จะพิสูจน์ความจริงหรือปกป้องตัวเองจะหายไปทันที
สุดท้ายนี้ ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมาย Anti-SLAPP ออกมา เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเสรีภาพของสื่อมวลชน ก็ยังคงอยู่บนความเปราะบางต่อไป