เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประเทศไทยได้จัดการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งแม้ขณะนี้ผลเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการจะเปิดเผยมาเพียง 94% แต่ก็ทำให้ใครหลายคนรู้สึกประหลาดใจเมื่อเห็นว่า ‘ภูมิใจไทย’ พรรคการเมืองขั้วอนุรักษ์นิยมได้คะแนนเสียงถล่มทลาย รวมกว่า 190 เสียงในสภา
แล้วยุทธศาสตร์ของพรรคภูมิใจไทยคืออะไร? ปัจจัยไหนบ้างที่ทำให้พวกเขาได้รับความไว้วางใจจากประชาชนส่วนใหญ่? The MATTER ได้พูดคุยกับ สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงประเด็นดังกล่าว
ทำไมพรรคภูมิใจไทยจึงมีโอกาสได้คะแนนเสียงเป็นอันดับที่หนึ่ง?
“ภูมิใจไทย เขาทําการบ้านมาดี งานเขาเนียนกริ๊บ” สติธร กล่าว
สติธรเล่าว่าเขาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนมาตลอดว่า ผลการเลือกตั้ง 2569 พรรคภูมิใจไทยจะได้เสียงมากกว่า 125-150 ที่นั่งในสภา โดยมองเห็นทั้งปัจจัยเรื่องแรงสนับสนุนจากอุดมการณ์ชาตินิยม การรวมพลังบ้านใหญ่ และชูการทำงานของเทคโนแครต
ในเชิงอุดมการณ์ พรรคภูมิใจไทยได้รับการสนับสนุนจากกระแสชาตินิยมหรือความรักชาติ ซึ่งทำให้รัฐบาลเพื่อไทยล้มลง และทำให้พรรคภูมิใจไทยสามารถตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยได้ เมื่อมั่นใจว่าตัวเองจะได้รับแรงสนับสนุนมากพอ เขาจึงกล้ายุบสภาเร็วเพื่อจัดการเลือกตั้ง
“ปัจจัยเรื่องอุดมการณ์ชาตินิยม ความรักชาติ ถูกหล่อเลี้ยงมาโดยตลอด แล้วพรรคภูมิใจไทยก็ใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้เป็น เขาทําให้ตัวเองสามารถเข้าไปเป็นตัวแทนของฝ่ายที่กำลังอินกับกระแสชาตินิยมและความรักชาติได้ อันนี้ชัดเจนในแง่อุดมการณ์” สติธร กล่าว
แน่นอนว่ากระแสรักชาติคงไม่เพียงพอต่อการดึงดูดให้คนหันมาเลือกพรรคภูมิใจไทยอย่างถล่มทลาย เพราะโหวตเตอร์สายอนุรักษ์ก็ยังคาดหวังกับรัฐบาลที่สามารถบริหารบ้านเมืองได้ ซึ่งชื่นชอบรัฐบาลที่ “เป็นคนดี มีความรู้” เป็นพิเศษ
ดังนั้น การที่พรรคภูมิใจไทยดึงชนชั้นนำสายคตินิยมนักวิชาการ ในสมัยรัฐบาลที่แล้ว ซึ่งแม้จะมีอายุที่สั้นแต่ก็ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ จากเครือดุสิตธานี, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.การคลัง จากอธิบดีกรมธนารักษ์ และ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศและทูตหลายประเทศ
พรรคภูมิใจไทยได้ต่อยอดกระแสดังกล่าว โดยชูตัวบุคคลแทนการขายนโยบาย ผ่านการหาเสียงโดยใช้ภาพของศุภจี-เอกนิติ-สีหศักดิ์ ประกบกับ อนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดคตนายกฯ อันดับ 1 ของพรรค
“เวลาเขาสู้เชิงนโยบาย เขาไม่ได้ขายนโยบายโดยตรง แต่เขาขาย ‘หน้าคน’ ทํานโยบาย คือ ถ้าเรื่องต่างประเทศ คุณจะเห็นสีหศักดิ์ ถ้าเป็นเรื่องการคลังก็จะเห็นหน้าเอกนิติ ส่วนเรื่องค้าขายก็จะนึกถึงศุภจี” สติธร กล่าว

ภาพ ปกเฟซบุ๊กพรรคภูมิใจไทย
ปัจจัยสุดท้าย คือ “การเลือกตั้งแบบแบ่งเขต” ซึ่งเป็นตัวตัดคะแนนว่าพรรคไหนที่ได้คะแนนรายเขตมากก็จะมีโอกาสชนะเลือกตั้งครั้งนั้นๆ โดยพรรคภูมิใจไทยใช้ยุทธการตั้งแต่การรวมพลังบ้านใหญ่และการรับสมัคร สส. เขตที่เคยชนะการเลือกตั้งในปี 2566 มาร่วมด้วย
“อย่างอดีต สส. ของปี 2566 ถ้าใครได้เป็น สส.เขต ภายใต้กระแสที่ก้าวไกลร้อนแรงมาได้ แปลว่าคุณไม่ธรรมดา ซึ่งแม้จะได้อดีต สส. มาร่วม แต่ถ้ากระแส (พรรคประชาชน) ยังพีคเหมือนช่วงปี 2566 คุณก็อาจจะแพ้อยู่ดี” สติธร วิเคราะห์
ข้อมูลจาก Rocket Media Lab เรื่องผู้สมัคร สส.แบ่งเขต พรรคภูมิใจไทย ระบุว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคการเมืองที่มีอดีต สส. ย้ายเข้าพรรคมากที่สุด คือ 150 จาก 394 คน โดยคิดเป็นอดีต สส. แบบแบ่งเขตของปี 2566 จำนวน 65 คน และในบรรดา สส. หน้าใหม่ 132 คน ก็มีนักการเมืองระดับท้องถิ่นอยู่ถึง 61 คน
นอกจากนั้น ข้อมูลเรื่องตระกูลบ้านใหญ่ยังระบุว่า การเลือกตั้ง 2569 ภูมิใจไทยเป็นพรรคการเมืองที่มีตระกูลบ้านใหญ่อยู่ถึง 86 ตระกูล โดยเป็นตระกูลบ้านใหญ่เดิมของพรรคจำนวน 41 ตระกูล จากนักการเมืองท้องถิ่น 2 ตระกูล และย้ายจากพรรคอื่นเข้ามา 43 ตระกูล
“นี่เป็นยุทธวิธีการทําเขตพื้นที่ว่า ครั้งที่แล้วมีหลายคนสอบตกไปแพ้พรรคก้าวไกลที่เขตเลือกตั้ง เพราะมีหลายกลุ่ม หลายบ้าน ลงกันคนละพรรค ตัดคะแนนกันเอง เพราะฉะนั้นวิธีการก็คือ ต้องลดโอกาสในการตัดคะแนนกันเอง โดยการรวมใครก็ตามที่คุยกันรู้เรื่องเข้ามาในพรรค” สติธร อธิบาย

ภาพ เปรียบเทียบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ สส.นครปฐม เขต 4 ปี 2566 และ 2569
ภาพข้างต้นสะท้อนผลการเลือกตั้ง สส. เขตนครปฐม หลังมีการย้ายฐานบ้านใหญ่จากพรรคชาติไทยพัฒนาและตระกูลสะสมทรัพย์จากนครปฐม เข้าซบพรรคภูมิใจไทย
สติธรชวนไปดูผลเลือกตั้งรายเขตอย่างไม่เป็นทางการ จะเห็นว่าจากเดิม (ปี 2566) ที่ผลคะแนน สส. เขตจะเฉือนกันหลักหมื่นในอันดับที่ 1-5 แต่ในปีผลคะแนนกลับเฉือนกันเพียงอันดับ 1-3 เท่านั้น ส่วนอันดับที่เหลือลดลงเป็นหลักพัน ซึ่งปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นในหลายเขตเลือกตั้ง
“ยุทธศาสตร์นี้ คือ เขาแก้โจทย์การเมืองเชิงพื้นที่ระบบเขตให้แข็งแกร่งกว่าเดิม ซึ่งปกติก็เข้าทางการเมืองของพวกเขาอยู่แล้ว เพราะตราบใดที่คนยังตัดสินใจการเมืองเชิงพื้นที่โดยมีปัจจัยเรื่อง ‘ตัวบุคคล’ เข้ามาเกี่ยว มากกว่ากระแสรรค”
“การเมืองสไตล์ภูมิใจไทย เพื่อไทย หรือกล้าธรรม ยิ่งมีความได้เปรียบ เพราะเขามีตัวคนที่ ‘หน้าชัด’ เฉพาะพื้นที่อยู่ แต่คนหน้าชัดก็อาจจะมีโอกาสแพ้ถ้าเกิดเจอพรรคกระแสดีอย่างก้าวไกลตอนปี 2566” สติธร กล่าว
การโยกย้ายข้าราชการ-เอาใจ อสม. ส่งผลให้พรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งครั้งนี้อย่างไร?
ย้อนไปเมื่อ 10 มกราคม 2569 ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทยได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า รัฐบาลของอนุทินได้โยกย้ายข้าราชการจำนวนมาก ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้ติดตามมาอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่าภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน มีการโยกย้ายข้าราชการรวมกว่า 400 คน
ขณะเดียวกัน อนุทินได้เคยเป็น รมว.สาธารณสุขเมื่อสมัยรัฐบาล ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเขาได้ให้ความสำคัญกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จากช่วงการระบาดของโรคโควิด 19 ที่ อสม. กลายเป็นด่านหน้าสำคัญ โดยนโยบายของพรรคภูมิใจไทยได้ออกแบบมาเพื่อ อสม. โดยเฉพาะ คือ “เพิ่มค่าตอบแทน อสม. เพิ่มสวัสดิการยั่งยืน”
แล้วการโยกย้ายข้าราชการและการเอาใจกลุ่ม อสม. ส่งผลต่อการได้มาซึ่งคะแนนเสียงของพรรคภูมิใจไทยอย่างไร?
“ถ้ามองเชิงกลไกรัฐแบบใสๆ เลยนะ ไม่ได้มองว่าเขาจะต้องเข้ามาโกงหรือหาลู่ทางในการทุจริต ยุทธการนี้จะทำให้เขาได้ข้อมูลเชิงพื้นที่ เพราะรู้ว่าประชาชนอยู่ตรงไหน” สติธร ตอบ
นักรัฐศาสตร์มองว่า การโยกย้ายข้าราชการหรือเอาใจ อสม. ทำให้ยุทธศาสตร์ที่พรรคภูมิใจไทยคิดไว้สําเร็จได้ เพราะใครๆ ก็คิดได้ว่าต้องใช้ยุทธศาสตร์ผนึกกําลังบ้านใหญ่ แต่การรู้ข้อมูลเชิงลึกของแต่ละพื้นที่ เข้าถึงข้อมูลด้านประชากรศาสตร์ จะทำให้พรรคการเมืองสามารถรู้ปัญหาและวางกลยุทธ์ที่แม่นยำในการหาเสียงได้
“ถ้าเราเข้าใจโหวตเตอร์ เราก็สามารถเสนอสิ่งที่ถูกใจเขาได้ ถ้าคุณไม่เข้าใจโหวตเตอร์คุณยิงอะไรไปก็หายไปกับสายลม” สติธร อธิบาย
สส.บัญชีรายชื่อ มาจากนโยบายหรือเทคโนแครต?
ในการเลือกตั้ง 2566 พรรคภูมิใจไทยได้จำนวน สส.บัญชีรายชื่อเพียง 3 คน จาก 71 คน แต่ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการคาดว่าพรรคภูมิใจไทยอาจมี สส.บัญชีรายชื่อประมาณ 19 คน ซึ่งเป็นครั้งแรกๆ ที่พรรคภูมิใจไทยได้จำนวน สส.บัญชีรายชื่อมากขนาดนี้
The MATTER ถามสติธรว่า ทำไมคนถึงมองว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย มาจากการดึงเทคโนแครตร่วมงานมากกว่าการถูกเลือกจากนโยบาย?
“เพราะเขาไม่ได้ขายนโยบาย เราตามนโยบายเขาไม่ได้เลย ถูกไหม?” สติธร ตอบ
สติธรมองว่า ทุกวันนี้พรรคการเมืองที่ขายนโยบายก็ไม่ได้ประสบความสําเร็จ ยกตัวอย่างพรรคประชาชนหรือพรรคประชาธิปัตย์ที่มีกว่า 200 นโยบาย ก็มีคนจำได้บ้างไม่ได้บ้าง แม้แต่พรรคเพื่อไทยที่เด่นเรื่องนโยบายมากๆ รอบนี้ก็จำได้เพียง “เศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน”
นี่กลายเป็นโจทย์สำคัญว่าพรรคการเมืองจะทำอย่างไรให้ประชาชนรู้จักนโยบาย หรือเข้าใจว่าถ้าเลือกพรรคนี้มาเป็นรัฐบาล เขาจะทำอะไรให้ประเทศได้บ้าง
อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า รอบนี้พรรคภูมิใจไทยขายนโยบายผ่าน ‘หน้าคน’ ซึ่งสะท้อนแล้วว่าประสบความสำเร็จ โดยปรับโฟกัสอยู่ 3 เรื่องที่เป็นปัญหาใหญ่ของประชาชนขณะนี้ ได้แก่ การคลังและเศรษฐกิจมหภาค (เอกนิติ) การพาณิชย์ (ศุภจี) และการต่างประเทศและความมั่นคง (สีหศักดิ์)
หากถามว่าการันตีได้เลยไหมว่าเทคโนแครตเหล่านี้จะสามารถทำงานเพื่อประเทศได้จริง สติธรตอบว่า “ไม่รู้หรอกว่าจะทําอะไร แต่คนก็คงไม่ได้สนใจขนาดนั้น อย่างที่เขาชอบแซวกันไงว่านโยบายภูมิใจไทยมีแค่ไม่กี่ข้อ เพราะคนมักดูแต่ภาพใหญ่ ไม่ได้สนใจรายละเอียดข้างใน”
“อย่างน้อยคนก็คาดเดาได้ว่าศุภจีจะมาค้าขาย เพราะเขาชอบเรื่องขายข้าว คนก็จินตนาการไปว่ารัฐบาลน่าจะมาค้าขายทําให้เศรษฐกิจดีขึ้น ส่วนเอกนิติคงมารักษาวินัยทางการเงินการคลังช่วยให้มั่นใจได้ว่าประเทศไทยคงไม่ถังแตกแน่ๆ ส่วนต่างประเทศก็มีสีหศักดิ์คอยออกหน้าในเวทีต่างประเทศ” สติธร อธิบายเพิ่ม
ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยจะส่งผลต่อการเมืองไทยอย่างไร?
สติธรมองว่า ผลเลือกตั้งเป็นภาพสะท้อนความต้องการของโหวตเตอร์ หมายความว่า ณ วันนี้คนไทยอยากได้รัฐบาลแบบนี้ คือ ขณะที่คนกําลังกังวลกับสารพัดปัญหาทั้งภายในและภายนอกที่เกิดขึ้น คนก็หวังว่ารัฐบาลภูมิใจไทยจะช่วยประคองประเทศให้เดินต่อไปได้ระยะหนึ่ง
แต่หากประเทศไทยพ้นวิกฤตต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว ประชาชนอาจจะหวังสิ่งที่ดูก้าวหน้าหรือช่วยพัฒนาประเทศให้ไปไกลกว่านี้ ซึ่งนั่นก็จะเป็นโจทย์ของพรรคภูมิใจไทยในอนาคต
ทั้งนี้ หากมีวิกฤตแทรกซ้อนอย่างเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่หรือโรคระบาดร้ายแรง แล้วรัฐบาลตอบสนองได้ไม่ดีพอ ก็จะเป็นสิ่งที่วัดอายุของรัฐบาลว่าสามารถอยู่ได้ครบ 4 ปีหรือไม่ หากสามารถตอบสนองได้ดีก็มีโอกาสที่พรรคภูมิใจไทยจะได้เป็นรัฐบาลต่อไปอีกสมัยหนึ่ง
“ดูกระแสตอบรับจากตลาดหลักทรัพย์ตอนนี้ ก็จะเห็นหุ้นกำลังขึ้น เพราะภูมิใจไทยมีโอกาสได้ถึง 190 เสียง แปลว่ารัฐบาลจะไม่เปราะบางและมีเสถียรภาพ ไม่จำเป็นต้องต่อรองกับพรรคการเมืองอื่นๆ มากนัก ทิศทางการบริหารประเทศก็น่าจะชัดเจน” สติธร อธิบาย
ทั้งนี้ สติธรมองว่าการเมืองไทยกำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพราะผลการเลือกตั้งสะท้อนว่า 2 ขั้วการเมือง—ฝ่ายอนุรักษ์นิยมและเสรีนิยม ต่างมีโอกาสชนะเลือกตั้ง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของประเทศและความต้องการของประชาชน
“วันนี้กระแสอาจมาทางอนุรักษ์นิยม เพราะพรรคที่มีแนวทางอนุรักษ์ได้เสียงจากประชาชนจำนวนมาก แต่ถ้าครั้งหน้า กระแสของประชาชนต้องการความก้าวหน้าหรือการเปลี่ยนแปลง พรรคสายก้าวหน้าก็จะมีโอกาสพลิกกลับมาชนะได้” สติธร กล่าว
เพราะสุดท้ายการเมืองโลกก็มักขึ้นอยู่กับระบบพรรคการเมืองแบบ 2 ขั้วใหญ่ แล้วก็แข่งกันตามโจทย์ปัญหาของแต่ละประเทศ ถ้าแนวทางของพรรคโดนใจประชาชน พวกเขาโหวตตามแนวทางของพรรคที่มีอุดมการณ์นั้นๆ เหล่านี้เป็นระบบการเมืองและการเลือกตั้งที่ควรจะเป็น ซึ่งต้องไม่มีใครใช้อํานาจพิเศษมาแทรกแซงการเมือง
Graphic Designer: Krittaporn Tochan
Editor: Thanyawat Ippoodom