ไม่ใช่แค่ ‘ความร้อน’ ที่เป็นผลพวงมาจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ ‘ระดับน้ำทะเล’ ที่เพิ่มขึ้น ก็เป็นอีกหนึ่งผลกระทบที่ชัดและน่าตกใจเช่นกัน และล่าสุดนักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 6 นิ้ว ภายในปี 2050
งานวิจัยชิ้นใหม่ ระบุว่า ระดับน้ำทะเลตามแนวชายฝั่งทั่วโลกสูงขึ้นกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้มาก โดยจะเพิ่มขึ้นถึง 6 นิ้ว ภายในปี 2050 ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าโลกกำลังประเมินความรุนแรงของภัยคุกคามนี้ต่ำเกินไป และการคำนวณเหล่านั้นอาจไม่ได้เริ่มจากจุดที่ถูกต้องด้วย
เพราะเดิมทีนักวิทยาศาสตร์มักใช้แบบจำลองประมาณระดับน้ำทะเล โดยอิงจากสนามแรงโน้มถ่วงและการหมุนของโลก ในการประเมินผลกระทบต่อชุมชนชายฝั่ง แต่แบบจำลองเหล่านั้นไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ที่อาจะส่งผลได้ เช่น น้ำขึ้น-น้ำลง ลม กระแสน้ำในมหาสมุทร อุณหภูมิ และความเค็ม
“เพื่อให้ได้ข้อมูลระดับน้ำทะเลที่น่าเชื่อถือ แบบจำลองนี้ควรใช้ร่วมกับข้อมูลดาวเทียมจริงที่สามารถวัดความสูงของระดับน้ำทะเลได้อย่างแม่นยำ” ฟิลิป มินเดอร์ฮาวด์ ผู้เขียนงานวิจัยระบุโดยบอกอีกว่า เขาได้วิเคราะห์งานวิจัย 385 ชิ้นในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและอันตรายที่เกิดขึ้นกับชายฝั่ง และพบว่า 90% ของงานวิจัยอาศัยเพียงสมมติฐานจากแบบจำลอง มากกว่าการสังเกตการณ์ที่วัดได้จริง
“นี่คือจุดบอดของวิธีการ ที่ทำให้การประเมินระดับน้ำทะเลชายฝั่งและผลกระทบจากภัยพิบัติต่ำกว่าความเป็นจริง” เขากล่าว
อย่างไรก็ตาม มีรายงานชิ้นหนึ่งที่ระบุว่า ระดับน้ำทะเลชายฝั่งทั่วโลกโดยเฉลี่ยสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในปัจจุบันประมาณ 12 นิ้ว โดยบางแห่ง เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบางส่วนของมหาสมุทรแปซิฟิก อาจสูงขึ้นถึง 36 นิ้ว
ซึ่งผลการวิจัยชิ้นนี้ก็ชี้ให้เห็นว่า หากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นประมาณ 36 นิ้ว จะทำให้มีพื้นดินจมอยู่ใต้น้ำมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ในปัจจุบันถึง 37% และส่งผลกระทบต่อผู้คนมากถึง 132 ล้านคนทั่วโลก
“พูดง่ายๆ ก็คือ หากระดับน้ำทะเลในความเป็นจริงสูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ไม่ว่าจะเกาะหรือเมืองบริเวณชายฝั่ง จะได้รับผลกระทบเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ด้วย” นักวิจัยระบุ
อ้างอิงจาก