เมื่อวาน (12 มีนาคม 2569) มีรายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ ‘คดีฮั้ว สว.’ โดยคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ว่ามีมติเสียงข้างมาก 5:2 ให้ผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย ไม่มีมูลความผิดในคดีฮั้ว สว. ก่อนเตรียมนำเสนอมติเข้าสู่ที่ประชุม กกต. เพื่อพิจารณาประกาศผลอย่างเป็นทางการ
ไทม์ไลน์คดีฮั้ว สว. โดยย่อ
คดีนี้เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน 2567 ซึ่งมีผู้ร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ให้ตรวจสอบการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ ซึ่ง DSI ได้รับเรื่องและดำเนินการเรื่อยมา
ก่อนจะมีเอกสารลับด่วนที่สุดหลุดจาก DSI ส่งถึง กกต. ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 แจ้งผลพิจารณาสืบสวนตามคำร้องคดีฮั้ว สว. ระบุว่า คดีนี้มีมูลความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ มีความซับซ้อน และมีผู้เกี่ยวข้องเยอะ จึงต้องใช้วิธีการพิเศษในการสืบสวนจึงอยากรับเป็นคดีพิเศษ และถาม กกต. ว่าจะรับคดีในส่วนหรือข้อหาใดไปสอบสวนเองหรือไม่
จากที่ DSI สอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน พบว่ามีสมาชิกในขบวนการฮั้วเลือก สว. 1,200 คน มีค่าตอบแทนในระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศที่ต่างกัน พร้อมโบนัสพิเศษหากได้ สว. เกิน 120 คน ผ่านโพยฮั้ว สว. 2 ชุด กลุ่มละ 7 คน ซึ่งพบว่าเป็นผู้ได้รับเลือกเป็น สว.138 คน และอยู่ในลำดับสำรอง 2 คน
การกระทำนี้อาจเข้าข่ายการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2563 มาตรา 77 (1), ความผิดฐานอั้งยี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 และความผิดฐานฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542
DSI เห็นว่าขบวนการนี้เป็นการมุ่งหวังเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจนิติบัญญัติ เนื่องจากมีการวางแผนมาตั้งแต่ก่อนเริ่มกระบวนการเลือก สว. ต่อเนื่องมาจนหลังการเลือก สว.เสร็จสิ้น โดยตั้งข้อพิรุธจากกระบวนการดังกล่าว ดังนี้
- มีลักษณะองค์กรอาชญากรรม แบ่งแยกหน้าที่
- มีฝ่ายไอทีเตรียมโปรแกรมคำนวณการลงคะแนน
- ออกเป็นโพยฮั้ว เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามจำนวน สว. ที่ต้องการ
- เตรียมบุคคลที่มาลงคะแนนที่เรียกว่ากลุ่ม “พลีชีพ”
- มีการวางแผนที่สลับซับซ้อน อุกอาจมิได้เกรงกลัวต่อกฎหมาย
- มีความเกี่ยวข้องกับบุคคลที่ยังไม่ทราบอีกมาก
จากนั้น 17 กรกฎาคม 2568 คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 ซึ่งเป็นการทำงานร่วมระหว่าง กกต. และ DSI โดยมี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. เป็นประธาน ได้มีการสรุปสำนวนว่าพบมูลความผิดและให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดรวม 229 ราย ประกอบด้วย สว. 138 ราย กับ สส. สมาชิกพรรคการเมือง และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง 91 ราย
แต่วันที่ 16 กันยายน 2568 อิทธิพร บุญประคอง อดีตประธาน กกต. ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ขึ้นมาใหม่ เพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้งในสำนวนดังกล่าว ก่อนจะได้มาซึ่งมติเสียงข้างมากที่ให้ผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย ไม่มีมูลความผิดตามที่ระบุไว้ข้างต้น
ข้อสังเกตจากนักกฎหมาย
ล่าสุด วันนี้ 13 มีนาคม 2569 ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในประเด็น คดีฮั้ว สว. ระบุว่า กกต. ต้องเปิดเผยผลการวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการคดีฮั้ว สว. ว่าเหตุผลและข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร จึงสรุปว่า “ไม่มีมูลตามที่กล่าวหา”
เพราะก่อนหน้านี้ ปริญญาเคยให้ความช่วยเหลือทางคดีกับผู้สมัคร สว. ที่สอบตก 2 คน ซึ่งถูก กกต. ส่งคำร้องให้ศาลฎีกา เพียงเพราะผู้สมัคร 2 คนนี้ไลน์หากันด้วยข้อความว่า “จับคู่กันนะคะ”
ขณะที่ สว. ซึ่งน่าจะมีการฮั้วกันจริงๆ และมีหลักฐานเป็นชื่อในโพย ซึ่งคณะอนุกรรมการสอบสวนได้มีมติให้ส่งคำร้องให้ศาลฎีกาวินิจฉัย แต่ กกต. กลับไม่ส่งให้ศาลฎีกา และตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดขึ้นมาพิจารณาอีกคณะ ก่อนจะมีมติกลับคำวินิจฉัยว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. “ไม่มีมูลตามที่กล่าวหา“ แม้แต่คนเดียว
ปริญญาเห็นว่า นี่เป็นเรื่องใหญ่ของบ้านเมือง เพราะแม้หลายคนจะคาดการณ์ไว้แล้วว่าผลจะออกมาทางนี้ แต่ก็ยังเชื่อกันว่าอย่างน้อยต้องมีการส่งไปศาลฎีกาพิจารณาบ้าง หาไม่แล้วคนจะรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมมากไปกว่านี้ และจะยิ่งทำให้คนหมดความเชื่อถือต่อการทำงานของ กกต. มากยิ่งขึ้นไปอีก
สิ่งที่ กกต. ต้องกระทำ และสังคมต้องช่วยกันเรียกร้องก่อนที่ กกต. 7 คนจะลงมติ คือ ขอให้เปิดเผยผลการวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด ให้สังคมได้ทราบว่า ด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงใด คณะอนุกรรมการชุดนี้จึงสรุปว่า “ไม่มีมูลตามที่กล่าวหา” ซึ่งตรงกันข้ามกับคณะกรรมการชุดแรกโดยสิ้นเชิง
เพราะแม้แต่ผู้สมัคร สว. ที่สอบตกส่งไลน์หากันยังถูกส่งให้ศาลฎีกา ถ้าคดีฮั้ว สว. ที่มีหลักฐานชัดเจนที่น่าสงสัยถึงความไม่สุจริตและเที่ยงธรรมมากกว่า จะไม่ถูกส่งไปให้ศาลฎีกาแม้แต่คนเดียว ก็ต้องเป็นเหตุผลที่รับฟังได้ มีความโปร่งใส และสามารถอธิบายต่อสังคมได้
ทั้งนี้ กกต. ต้องไม่ลืมว่า กรรมการ กกต. 6 ท่าน จากทั้งหมด 7 ท่าน มาจากความเห็นชอบจาก สว. ชุดนี้ที่กำลังถูกกล่าวหาว่าฮั้วกันเข้ามา จึงไม่ควรให้คนคิดไปในทางที่ว่า “ท่านพิจารณาโดยคำนึงถึงคนที่เลือกท่านเข้ามาเป็น กกต. มากไปกว่านี้ ในทางกลับกันท่านต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ท่านทำหน้าที่อย่างเที่ยงธรรมโดยไม่สนใจคนที่เลือกท่านเข้ามา”
กกต. จะส่งคำร้องคดีฮั้ว สว. ให้ศาลฎีกาหรือไม่ หรือจะส่งไปกี่คนไม่ใช่ปัญหา ขอเพียงอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานและข้อเท็จจริงอย่างเที่ยงธรรม ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ก็เคยเป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ท่านคงไม่ลืมหลักการที่นักกฎหมายทั่วโลกยึดถือกันที่สอนกันว่า “Justice is not only to be done, but must also be seen to be done” รวมถึงเรื่องการจัดการเลือกตั้ง สส. ด้วย