การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกากลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามอง เพราะนอกจากเสียงในสภาคองเกรสจะส่งผลต่อทิศทางของสหรัฐฯ เองแล้ว ยังส่งผลต่อการกำหนดนโยบายของประเทศอื่นๆ ด้วยเช่นกัน
TheMATTER จึงสรุปข้อควรรู้ในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ปี 2026 ถึงความสำคัญ ประเด็นที่เกี่ยวข้อง และแนวโน้มของการเลือกตั้งในครั้งนี้
การเลือกตั้งกลางเทอม คืออะไร?
เลือกตั้งกลางเทอม เป็นการเลือกตั้งที่จัดขึ้นทุก 2 ปี ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างวาระ 4 ปีของประธานาธิบดี โดยประชาชนจะสามารถเลือกสมาชิกสภาคองเกรสและตำแหน่งทางการเมืองระดับรัฐได้ ในปีนี้ มีตำแหน่งที่ต้องเลือก คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 435 ที่นั่ง, สมาชิกวุฒิสภา 35 ที่นั่งจาก 100 ที่นั่ง, ผู้ว่าการรัฐ รวมถึงตำแหน่งระดับรัฐและท้องถิ่นจำนวนมาก
การเลือกตั้งครั้งนี้ สำคัญอย่างไร?
แม้จะไม่ใช่การเลือกตั้งประธานาธิปดี แต่การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้สำคัญต่อการเมืองอเมริกาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสถานะของ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ กล่าวคือ ปัจจุบันพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากในสภา หากคราวนี้พรรครีพับลิกันรักษาเสียงข้างมากไว้ได้ ทรัมป์ก็สามารถผลักดันนโยบายผ่านสภาคองเกรสได้อย่างสะดวก แต่หากพรรคเดโมแครตชนะ การถ่วงดุลอำนาจและการตรวจสอบก็จะมีมากขึ้น
นอกจากนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้อาจส่งผลไปถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2028 เพราะผู้สมัครอาจสามารถประเมินแนวโน้มเบื้องต้น และปรับเปลี่ยนแนวทางหาเสียงเพื่อให้ชนะในครั้งหน้าได้
ประเด็นอะไรที่คนอเมริกันให้ความสำคัญ?
สำหรับประเด็นที่ชาวอเมริกันให้ความสำคัญ มีอยู่หลายเรื่อง ได้แก่
- เศรษฐกิจ – เป็นหนึ่งในประเด็นหลักที่คนให้ความสำคัญ เนื่องจากปัญหาค่าครองชีพ ราคาน้ำมัน อาหาร ที่อยู่อาศัย รวมถึงบริการสาธารณสุขที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมีข้อวิจารณ์ว่ามาจากนโยบายการเก็บภาษีนำเข้าของทรัมป์
- ผู้อพยพและย้ายถิ่นฐาน – มีข้อถกเถียงเรื่องการบังคับใช้กฎหมายของคนเข้าเมือง หลังจากที่ทรัมป์เคยให้คำมั่นสัญญาในการเลือกตั้งปี 2024 ว่าจะเข้มงวดเรื่องการเข้าเมืองผิดกฎหมาย
- AI – นักการเมืองระดับสูงของทั้งสองพรรคมองว่า การควบคุมและจำกัดการใช้ AI เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก ซึ่งแตกต่างจากจุดยืนของทรัมป์ที่ปฏิเสธการควบคุม AI
ท่าทีของผู้นำฝั่งรีพับลิกัน-เดโมแครต
เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ทรัมป์ปราศรัยหาเสียงครั้งสุดท้ายที่รัฐแคนซัส โดยเสนอนโยบายสินเชื่อบ้านให้ชาวอเมริกัน และยืนยันว่าจะไม่มีท่าทีประนีประนอมกับอิหร่าน พร้อมทั้งขอโอกาสให้เขาทำหน้าที่นี้อีก 2 ปี เพื่อให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง
“ไม่มีประธานาธิบดีคนไหนทำได้ เป็นไปไม่ได้ที่จะทำได้เหมือนผม” ทรัมป์กล่าว ขณะที่มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวชื่นชมทรัมป์ว่า “หน้าที่ของประธานาธิบดีคือทำให้คุณและครอบครัวปลอดภัย และไม่มีประธานาธิบดีคนไหนในชีวิตผม ที่ทำหน้าที่ได้ดีไปกว่าคนที่เรามีอยู่ตอนนี้อีกแล้ว”
ทางฝั่งเดโมแครต ‘บารัก โอบามา’ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขึ้นเวทีหาเสียงช่วยผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตในรัฐจอร์เจีย และกล่าววิจารณ์การบริหารของทรัมป์ เกี่ยวกับประเด็นสงครามอิหร่าน หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ การจัดการดูแลกระทรวงกลาโหม ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ และการกำกับดูแล AI รวมถึงเสนอให้ปฏิรูประบบการศึกษา
“ผมไม่จำเป็นต้องยิงขีปนาวุธแม้แต่ลูกเดียว ผมใช้การทูต” โอบามากล่าว
สนามเลือกตั้งที่น่าจับตามอง
ผลการเลือกตั้งของแต่ละรัฐเป็นภาพสะท้อนทิศทางการเมืองของสหรัฐฯ ได้เป็นอย่างดี รอบนี้รัฐที่น่าจับตามองมีหลายรัฐ หนึ่งในนั้นคือ ‘เซาท์แคโรไลนา’ ซึ่งแข่งขันกันระหว่าง ‘ดาร์ลีน เกรแฮม’ จากพรรครีพลับลิกัน และ ‘แอนนี แอนดรูว์ส’ กุมารแพทย์จากพรรคเดโมแครต
การหาเสียงที่รัฐเซาท์แคโรไลนา ได้กลายเป็นประเด็นที่สังคมจับตามอง โดยเมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา ระหว่างปราศรัยในมหาวิทยาลัยเคลมสัน ทรัมป์ใช้ถ้อยคำเหยียดคนข้ามเพศเพื่อโจมตีแอนนี แอนดรูว์ โดยใช้คำว่า “พวกซ้ายจัดสุดโต่ง” และพูดว่า “Trannie Annie” ถึงสองครั้ง ซึ่งเป็นคำที่มีลักษณะเหยียดเพศ
ก่อนหน้านี้เซาท์แคโรไรนาเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรครีพับลิกัน แต่ผลการสำรวจจาก New York Times และ Siena University กลับพบว่า ผู้ลงสมัครทั้งคู่มีคะแนนเสียงอยู่ที่ 48% ซึ่งเป็นการแข่งขันที่สูสีกันมาก
แนวโน้มของการเลือกตั้งครั้งนี้
ผลสำรวจของ New York Times ระบุว่า พรรคเดโมแครตมีคะแนนนำในรัฐสำคัญทั้ง 7 รัฐ รวมถึงรัฐเซาท์แคโรไลนาที่กล่าวไป ในขณะที่ผลสำรวจของ CNN ระบุไปในทิศทางเดียวกันว่า พรรคเดโมแครตมีคะแนนนำในหลายรัฐ ทั้งเท็กซัส แคนซัส และเมน ซึ่งคาดการณ์ว่าเดโมแครตอาจครองสัดส่วนในสภา 52% ขณะที่สัดส่วนของรีพับลิกันอยู่ที่ 43%
อย่างไรก็ตาม ได้มีผู้เชี่ยวชาญออกมาวิเคราะห์ว่า ระยะหลังๆ การทำโพลเป็นสิ่งที่ยากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มอนุรักษ์นิยมไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมใดๆ เลย ทำให้ผลโพลอาจจะคลาดเคลื่อนไปได้
โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า คนอเมริกันใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ากว่า 53 ล้านคน ซึ่งนับว่าเพิ่มขึ้นกว่าการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2022 ที่มีผู้มาใช้สิทธิ์ 46 ล้านคน สำหรับการเลือกตั้งในวันนี้ (3 พฤศจิกายน) ประชาชนจะรู้ผลการเลือกตั้งหลังปิดหีบ ส่วนสนามที่คะแนนสูสีกันอาจใช้เวลาหลายวัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าติดตามว่า ผลการเลือกตั้งนี้ จะส่งผลต่อการกำหนดทิศทางของสหรัฐฯ รวมถึงประเทศอื่นๆ อย่างไรต่อไป
อ้างอิงจาก
#Recap #เลือกตั้งกลางเทอม #อเมริกา #TheMATTER