หากถามว่า โตโต้—องอาจ ชัยชาญชีพ เป็นใครเราอาจต้องใช้เวลาฟังเรื่องราวของเขาสักหน่อย
บ่ายวันหนึ่งกลางเดือนตุลาคม ช่วงเวลาที่หลายสำนักพิมพ์กำลังวุ่นวายอยู่กับการเตรียมงานสัปดาห์หนังสือ เรายืนอยู่ตรงหน้าร้านเฟ่ ‘NiNNiN’ ในซอยเสนานิคม ลองเช็คโลเคชั่นจากแอปฯ ในมือถือให้แน่ใจอีกที จุดสีฟ้าบอกตำแหน่งทาบทับกับหมุดที่เราปักไว้พอดีเป๊ะ เป็นอันว่าเรามาถึงที่หมายในวันนี้แล้ว
นอกจากจะเป็นคาเฟ่และ ที่นี่ยังเป็นสถานพำนักของเจ้าของสำนักพิมพ์เล็กๆ ‘เป็ดเต่าควาย’ ที่เคยมีชื่อผลงานคุ้นหู อย่าง ‘หมูบินได้’ ‘เทพเจ้าแมวแพนดาด้า’ หรือ ‘หัวแตงโม’ การมาเราในวันนี้จึงเรียกได้ว่าเป็นการขัดจังหวะการเตรียมตัวออกบูธไม่น้อย
แต่ถึงอย่างนั้นโตโต้ เจ้าของร้านวัยกลางคน ก็ปลีกตัวมาต้อนรับเราอย่างเป็นกันเอง คำแรกที่เอ่ยถามไม่ใช่ประเด็นสัมภาษณ์ แต่สวมบทเป็นเถ้าแก่ร้านกาแฟ ด้วยคำถามสั้นๆ “จะรับอะไรดี” พร้อมยืนยิ้มอยู่หลังเคาน์เตอร์บาร์
ระหว่างรอกาแฟ สายตาเราเริ่มสอดส่องไปทั่วร้าน พื้นที่ขนาดกะทัดรัดแบ่งมุมนั่งและมุมทำกาแฟ ชั้นหนังสืออัดแน่นไปด้วยผลงานของเจ้าตัว คละเคล้าด้วยหนังสือจากสำนักพิมพ์อื่นๆ ตกแต่งด้วยโมเดลของสะสมหน้าตาตลกแต่เป็นมิตร ผ่านไปไม่ทันไร เราก็ได้อเมริกาโน่น้ำผึ้งมาไว้ในมือ

เราออกจะตื่นเต้นไม่น้อยที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับโตโต้ในวันนี้ โดยทั่วไปเรามักได้ยินว่าเขาเลี่ยงการสัมภาษณ์มาตลอด แต่วันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่เรามีเหตุผลชวนเขามาพูดคุยถึง 2 วาระด้วยกัน
หนึ่ง คือการออกหนังสือหัวแตงโมเล่มที่ 6 : FOREVER HOME หลังจากห่างหายจากเล่มล่าสุดไปราว 15 ปี และสอง การกล่าวอำลาสำนักพิมพ์ที่เขาก่อตั้งขึ้นมาเองกับมือ นั่นหมายความว่าเราจะได้เห็นบูธ เป็ดเต่าควาย ในงานหนังสือปีนี้เป็นครั้งสุดท้าย
สำหรับใครที่รักหัวแตงโมเหมือนกับเรา นี่คือโอกาสที่จะได้ฟังเรื่องราวเบื้องหลังการเดินทางกว่า 27 ปีของหัวแตงโมในมุมของผู้เขียน การเดินทางครั้งนี้เขาได้ค้นพบอะไร บ้านสำหรับเขาสำคัญแค่ไหน และนี่คือผลงานเล่มสุดท้ายหรือเปล่า
ถ้าอย่างนั้นลองเอนหลังปรับเบาะให้สบาย แล้วค่อยๆ ฟังเรื่องราวที่ผ่านมาของเขาด้วยกัน
การเดินทางของโตโต้
“ทำงานมา 30 ปี มีหนังสือมา 30 กว่าเล่ม เวลาคนถามเกี่ยวกับอาชีพ เราก็ไม่รู้จะตอบว่าอะไร เราเหมือนคนไม่มีงานทำ”
ชายตรงหน้าเอ่ยติดตลก โตโต้เป็นนักเล่าเรื่องที่มีผลงานสม่ำเสมอ แม้ไม่ได้ถี่จนตามเก็บไม่ทัน แต่ก็ไม่ได้ห่างหายไปนานจนคนบ่นคิดถึง ช่วงเวลาที่ว่างเว้นจากงานเขียนและงานวาด แม้จะดูเหมือนว่างงาน แต่เขาก็ย้ำว่านี่คือกระบวนการทำงานที่สำคัญไม่แพ้กัน
“ถ้าไม่ทำงาน เราใช้ชีวิตให้เหมือนเด็กปิดเทอม แล้วต้องเป็นเด็กปิดเทอมสมัยก่อนด้วยนะ ไม่ได้เรียนพิเศษ ไม่ได้ทำกิจกรรมอะไร ใช้คำว่าไร้แก่นสารก็ได้ แต่จริงๆ แล้วมันก็คือ pre-production อย่างหนึ่ง มันคือช่วงที่เราเก็บข้อมูล โดยที่เราไม่ได้คิดว่าเราจะเก็บข้อมูล”
โตโต้เล่าว่าหากเป็นเมื่อก่อนการเก็บข้อมูลเขามาจากการเดินทาง ท่องเที่ยวไปที่ต่างๆ อย่างที่เราเคยเห็นในผลงาน ‘ขอให้รักคุ้มครอง’ หนังสือรวม 12 ความเรียงที่เคยโอบกอดผู้คน แต่เมื่อแก่ตัวลง เขาว่าแค่การได้ออกไปกินก๋วยเตี๋ยวก็ถือว่าเป็นการทำงานได้แล้ว
“เราพยายามหาอาชีพรองรับมันตลอด เวลามีคนมาเข้ามาถามว่าทำอะไร ถ้าบอกว่านักเขียน แม่งยาวแล้ว เขียนเกี่ยวกับอะไร อย่างเงี้ย เวลาคนถาม เราก็อยากตอบว่า เออ ขายผักให้มันจบๆ ไป นั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มาทำร้านกาแฟได้ไหม ได้แหละ”

การได้ใช้ชีวิตตามใจ ตื่นตอนไหน ทำงานเมื่อไหร่ก็ไม่มีใครว่า คงเป็นสิ่งที่หลายคนอิจฉา (แน่นอนว่าเราก็ด้วย) ขณะที่กำลังฝันหวานไปไกล ว่าจะยื่นใบลาออกวันนี้หรือพรุ่งนี้ดี ชายตรงหน้ารีบดับฝันแทบจะทันทีในประโยคถัดมา เพราะที่จริงชีวิตแบบเขาก็มีสิ่งที่ต้องแลกไม่น้อย
“ช่วงแรกๆ คือเหงา โคตรเหงา ตอนนั่งทำงานมีความสุขนะ แต่มันไม่มีใครอยู่ข้างเลยอะ เมื่อก่อนตอนเที่ยงเราจะเห็นพนักงานออฟฟิศออกมานั่งกินส้มตำ กินก๋วยเตี๋ยว อิจฉาเลย หูย เม้ามอย ละครเมื่อคืน นินทาว่าร้ายเจ้านาย ดูมีความสุขชิบหายเลย”
แล้วทำไมถึงเลือกมาเป็นทำงานนี้ล่ะ เราถาม
“เราไม่ได้เลือก แค่ปล่อยให้มันเป็นไป” โตโต้เล่า กว่าจะมาเป็นนักเล่าเรื่องอิสระ เขาเองก็เคยผ่านงานออฟฟิศ ตอกบัตรเข้างาน เหม็นเบื่อการประชุมไม่ต่างจากทุกคน แต่เพราะเขาไม่สามารถฝืนความรู้สึกของตัวเองได้ สุดท้ายเขาก็เลือกลาออก
“ไอ้เหี้ย นี่กูเป็นเจน Z ผู้มาก่อนกาลเหรอเนี่ย” เขาว่า
“ถามว่าอิจฉาคนทำงานออฟฟิศไหม อิจฉานิดเดียว ตรงที่ว่ามันคงรู้สึกมั่นคงดีเนอะ อิจฉาตอนพักของเขา อิจฉาแต่ในด้านที่ท็อปปิ้งของเขาแค่นั้น แต่เรื่องเนื้อหาสาระเราก็รู้หรอก มันไม่สนุกหรอก
“ส่วนถ้าใครบอกอิจฉาเรา เราก็จะบอก เออ ใช่ เรารู้ บางครั้งเราก็อิจฉาตัวเองเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นไปได้เราก็อยากได้หมด อยากจะอยู่ใช้ชีวิตสบายๆ ตื่นกี่โมงก็ได้ และกูก็ไม่เหงาด้วย มีเพื่อนให้คุยด้วย ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้”
แม้จะดูเหมือนใช้ชีวิตเลื่อนลอย แต่นี่ก็อาจถือเป็นวิธีการทำงานที่เหมาะกับอาชีพอย่างเขามาก เพราะในขณะที่ศิลปินหลายคนอาจเผชิญกับภาวะหมดไฟ หรือไอเดียตัน โตโต้บอกว่าเขาผ่านช่วงเวลานี้ไปได้สบายมาก
“ช่วงไม่อยากเขียนน่ะมีเยอะแยะ แต่ช่วงเขียนไม่ออกน่ะไม่มี เพราะเราไม่ได้ถูกบังคับว่าต้องเขียน” โตโต้บอก
“เราใช้ชีวิตแบบตามใจตัวเองและไว้ใจตัวเองมากว่าสุดท้ายเราก็จะมีเรื่องเล่า ซึ่งมันก็มีจริงๆ เราไม่เคยเค้น ไม่เคยพยายามหาว่าต้องเขียนอะไรดี แล้วต้องมาคอยตอบคำถามที่คนมักจะถามว่า หาไอเดียเหรอ ช่วงนี้ตันไหม เราไม่เคยตันเพราะเราไม่ทำไง”

การเดินทางของหัวแตงโม
แต่ละคำค่อยๆ พรั่งพรูออกมาจากปากของชายที่อยู่ตรงหน้าอย่างมีชีวิตชีวา ก่อนจะถูกขัดจังหวะด้วยเสียงแมวสีนิลตัวอ้วนที่เดินมาป้วนเปี้ยนใกล้ๆ มันประท้วงไม่หยุด ราวกับเตือนความจำว่าถึงเวลาต้องให้อาหาร แม้ว่าชายกลางคนจะบ่นอุบว่านี่คือรอบที่ 3 ของวันก็ตาม
ถึงจะต้องทะเลาะกับแมวไม่เว้นแต่ละวัน หรือมีปัญหาจากโลกภายนอก แต่การมีที่ให้กลับมาทิ้งตัวได้อย่างสบายใจ ก็เป็นสิ่งที่เขาปรารถนาในวัยนี้ ไม่ต่างกับหัวแตงโมในปี 2026 หลังจากออกเดินทางเจอผู้คนมากมาย ในที่สุดโตโต้ก็ส่งหัวแตงโมกลับบ้านอย่างปลอดภัย
แต่นอกเหนือจากธีมที่ว่าด้วยการกลับบ้าน เหตุผลอะไรที่ทำไมเขาเพิ่งกลับมาเขียนหัวแตงโมเอาป่านนี้ เราสงสัย
“จริงๆ แล้วเรามีความตั้งใจจะเขียนมาตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา แต่มันยังไม่ถึงช่วงอารมณ์ที่เขียนได้สักที เพราะเราผูกพันและค่อนข้างทะนุถนอมหัวแตงโมมาก เนื่องจากตัวละครนี้มีสถานะเป็นผู้เฝ้ามอง ไม่ตัดสิน ไม่มีความโกรธหรือความเกรี้ยวกราดส่วนตัว
“ส่วนที่ทำให้หัวแตงโมมีความหมายที่สุดสำหรับเรา คือมันมีความหมายกับคนอ่านหลายๆ คน มันเป็นตัวละครที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับคนอ่าน คนอ่านรักมัน คนอ่านหัวเราะและเสียน้ำตาให้มัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ตัวละครตัวนี้มีความหมายกับเรา เพราะมันสร้างความหมายให้กับผู้คนนั่นเอง
“เราจึงอยากสร้างงานในขณะที่อยู่ในสภาวะอารมณ์ที่สงบและนิ่งพอ แต่ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา มีเรื่องราวส่วนตัวและสังคมมากมายที่ทำให้เราไม่สามารถเขียนได้ จนถึงจุดหนึ่งเราก็กลับมาสู่จุดเดิมได้อีกครั้ง แม้จะไม่เหมือนเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม ซึ่งมันก็เหมือนกับการที่หัวแตงโมหายไป 10 ปีเพื่อไปเผชิญโลกและมุมมองด้านต่างๆ”

ย้อนกลับในปี 1999 ช่วงเวลาที่โตโต้วัยใกล้ 30 เข้าใจความเป็นไปของโลก เขาให้กำเนิดหัวแตงโมขึ้นมาจากเศษเสี้ยวความทรงจำอันอบอุ่นในช่วงวัยเด็ก ทั้งจากฉายาที่เคยถูกเรียกว่าเป็นเด็กหัวโตเหมือนแตงโม รวมถึงความรู้สึกแปลกแยก แต่ที่อยากอยู่ร่วมกับทุกคน
ความตั้งใจแรกหัวแตงโมเป็นเพียงคาแร็กเตอร์ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นสื่อกลางระหว่างนักอ่านและคนเขียนในนิตยสารเท่านั้น แต่หลังจากนั้นไม่นานเรื่องราวของหัวแตงโมก็เริ่มถักทอร้อยเรียง จนกลายเป็นจักรวาลของตัวเอง ว่าด้วยเรื่องราวชีวิตของคนธรรมดาๆ ในเมืองใหญ่ ที่มีภูมิทัศน์คุ้นหน้าคุ้นตา ทั้งรถเมล์ ตึกแถว ร้านสะดวกซื้อ คนหาบเร่ถุงน้ำอัดลม ชวนให้คิดถึงสายตาของเราที่มองเข้ามาในเมืองในวัยเด็ก
“หัวแตงโมกำเนิดจากตัวแทนของเรา แต่พอมันไปอยู่บนหน้ากระดาษ มันก็ไม่ใช่ตัวเราอีกต่อไป มันกลายเป็นตัวมันเองโดยสมบูรณ์ ฟังดูประหลาดนะ ทั้งที่เราเป็นคนเขียนเอง แต่ยอมรับเลยว่ามันมีวิธีคิดไม่เหมือนเรา มันนิสัยดีกว่าเราเยอะ แล้วก็มีความด้านที่แย่กว่าเราเยอะ มีด้านที่อ่อนแอกว่าเราเยอะ”
หากใครมีโอกาสได้ลองอ่านหัวแตงโม จะพบว่าเสน่ห์ของตัวละครนี้มาจากความเป็นมิตร และคอยตบบ่าแม้ในวันที่เราผิดพลาด ความรู้สึกนี้ไม่ได้เกิดอย่างไม่มีที่มาที่ไป หากแต่มาจากเหตุการณ์ฝังใจของโตโต้ที่เปลี่ยนมุมมองต่อโลกไปตลอดกาล อย่างการที่เห็นผู้ใหญ่ใช้ประสบการณ์ของตัวเองเอาเปรียบความไม่รู้ของเด็ก โดยที่เขาทำอะไรไม่ได้ นั่นเองที่หล่อหลอมให้กลายเป็นมนุษย์ที่อยู่ตรงกลาง ไม่รีบกระโจนเข้าไปตัดสินใคร เพียงเพราะมีความรู้หรือเห็นโลกมามากกว่า
“เราอยากทำงานในรูปแบบของคาแร็กเตอร์ที่มันไม่ได้มีมาดของผู้รู้ เด็กๆ สามารถสื่อสารได้ ถกเถียงได้ ไม่เชื่อก็ได้ ผู้ใหญ่จะดูแคลนก็ไม่เป็นไร”
แม้ภายนอกหัวแตงโมจะดูเหมือนเป็นการ์ตูนเด็ก ด้วยลายเส้นขยึกขยือ ไม่ได้ตัดเส้นให้เนี้ยบอย่างที่ควร แต่หากมองเนื้อหาด้านด้วยสายตาผู้ใหญ่ มันก็สามารถปลอบประโลมเราด้วยความจริงอันโหดร้ายได้เช่นกัน
“มันมีความอหังการ์บนความนอบน้อมนิดๆ นะ” เขาว่า
พาหัวแตงโมกลับบ้าน
เมื่อจังหวะชีวิตประจวบเหมาะ ถึงวัยแห่งการลงหลักปักฐาน ธีมกลับบ้านจึงไม่ใช่การพาหัวแตงโมกลับบ้านอย่างเดียว แต่ยังเป็นภาพสะท้อนมุมมองที่มีต่อบ้านของนักเขียนเรื่องนี้ด้วย
“ความคิดของเราส่งผลต่องาน มันคงเป็นเรื่องของวัยด้วย เพราะถ้าเราเขียนเรื่องนี้ในวัยหนุ่มสาว เราคงตอแหล อายุ 28 ปี มันยังไม่ผ่านการสู้ชีวิต ไม่ได้เคี่ยวกรำตัวเองให้ชอกช้ำ จะมาบรรลุธรรมเป็นพระก็คงไม่ใช่” เขาว่าพลางหัวเราะ
“ในเล่มนี้มีตอนจบเป็นเรื่องเกี่ยวกับแมวหลงทางตัวหนึ่งที่ผอมแห้ง ตากฝนเปียกปอน แล้วถูกคุณหนูไฮโซอุ้มไปเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ กินคาร์เวียร์ อยู่บนเตียงนุ่มสบาย แต่สุดท้ายมันก็หนีออกจากบ้าน เพื่อเดินทางกลับไปนอนในลังกระดาษเก่าๆ บ้านเดิมของมันอยู่ดี มันไม่ใช่เรื่องเศร้า แต่มันคือความจริงที่ว่า สุดท้ายแล้วทุกคนต่างก็แค่หาหนทางกลับบ้าน บ้านที่เรารู้สึกปลอดภัย สบาย และรู้สึกว่ามันพอดีกับตัวเอง
“แบคอัปของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สำหรับเราคือบ้าน แต่เราคงไม่ได้เขียนครอบจักรวาลไปถึงทุกอณูของมนุษย์ว่าใครต้องเกิดหรือโตในครอบครัวแบบไหน คุณจะอ่านไปด้วยความอิจฉาก็ได้ หรืออ่านในฐานะที่เราจะเป็นผู้สร้างบ้านที่ปลอดภัยให้กับคนรุ่นต่อๆ ไปก็ได้
“แน่นอนไม่ใช่ทุกคนที่จะได้เจอบ้าน บางคนอาจต้องอยู่ในที่ที่ไม่พอดีกับตัวเองไปตลอดชีวิต ดังนั้นเราถึงบอกเสมอว่า ถ้าเรามีบ้านที่รู้สึกปลอดภัยและสามารถพักพิงได้ในวันที่เราพ่ายแพ้หรือบาดเจ็บ นั่นก็นับว่าเพียงพอแล้ว มันเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่กว่าชัยชนะทุกอย่าง”
พูดจบชายตรงหน้าก็หยิบขนมขึ้นมาเคี้ยวอย่างสบายอารมณ์

การเดินทางของเป็ดเต่าควาย
หากว่าเป้าหมายในวัยหนุ่มคือการออกเดินทาง เพื่อพิสูจน์ตัวตนให้ทั้งโลกได้เห็น เป้าหมายหมายในวัยกลางคนคงเป็นการสะสางสิ่งต่างๆ ให้เข้าที่เข้าทาง เพื่อจากลาไปอย่างไม่มีอะไรติดค้าง
ไม่ต่างจากคนตรงหน้าเราตอนนี้ นอกจากโตโต้จะกลับมาสานต่อเรื่องราวของหัวแตงโมแล้ว ภายในวันเดียวกัน เขายังประกาศปิดตัวเป็ดเต่าควาย สำนักพิมพ์อิสระที่เขาก่อตั้งเพื่อพิมพ์หนังสือของตัวเองตลอด 25 ปี
“มันเป็นอุดมคติในการใช้ชีวิตของเราอย่างหนึ่ง คือเราไม่อยากไปคิดถึงตอนแก่แล้วมานั่งรู้สึกแย่กับอะไรเลย อยากให้ทุกคนนึกถึงว่าสมัยก่อนมีสำนักพิมพ์หนึ่ง เป็นสำนักพิมพ์ที่ดี ไม่มีใครพูดถึงมันในแง่ไม่ดีได้เลย เราบอกลากันด้วยดี สวยๆ เลย ทุกคนเข้าใจ”
เขายืนยันว่ามันนี่ไม่ใช่เรื่องเศร้า เพียงแต่ถึงเวลาแล้วเท่านั้น
“เชื่อไหมว่าการประคับประคององค์กรให้เล็กอยู่เสมอมันยาก เพราะองค์กรเหมือนสิ่งมีชีวิตที่ต้องปล่อยให้โตไม่งั้นก็ตาย แต่การทำให้มันเท่าเดิมตลอดเวลามันฝืนธรรมชาติมาก เหมือนเลี้ยงแมวในกระป๋อง”
ชายวัยกลางคนเล่าด้วยท่าทีสบาย เขาว่ายิ่งเวลาผ่านไปการทำสำนักพิมพ์คือความเหนื่อยล้าเกินกว่าจะจัดการได้ด้วยเรี่ยวแรงของคน 2 คน เพราะการจัดการหนังสือที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ อาจนำไปสู่การหาโกดังเช่าเก็บของเพิ่ม การขยายออฟฟิศ หรือการจ้างพนักงาน ดังนั้นจึงเหลือทางเลือกเพียง 2 ทาง นั่นคือไม่ขยายกิจการ ก็ต้องปิดตัว
แน่นอนว่าโตโต้เลือกอย่างหลัง เพื่อกลับไปเป็นศิลปินที่ทำตามหัวใจ แบบที่เขาเป็นมาตลอด

“คิดอยู่ว่าเสียดายไหม แต่พอคิดถึงอายุที่มากขึ้น แล้วศักยภาพถดถอยลง มันถึงเวลาที่จะต้องรับผิดชอบ เลยตัดสินใจประกาศให้ชัดเจนไปเลย แต่ไม่ได้ถึงขั้นต้องปิดถนนจัดงานใหญ่โตอะไร แค่เซย์กู๊ดบายและทำงานไม่ให้มีอะไรค้างคาใจ เราพาตัวละครที่ทุกคนรอคอยกลับบ้านแล้วก็บอกลา มันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องฟูมฟาย
“ถ้าคุณเคยผิดหวังมาทั้งชีวิตกับคนนั้นคนนี้ ดีใจด้วยอย่างหนึ่งตอนนี้คุณไม่ผิดหวังแล้ว เราเป็นองค์กรที่ซื่อสัตย์ต่อตัวเองตั้งแต่ต้นจนจบ โคตรเท่เลย ถึงจะยากจน ถึงจะไม่สร้างรายได้ ไม่มีชื่อเสียง ถึงจะเป็นสำนักพิมพ์อะไรก็ช่าง แต่มันก็โอเค”
ในฐานะนักอ่านที่ติดตามมานานคงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกโหวงเหวงในใจ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือการจากลาอย่างงดงามที่สุด เท่าที่นักเขียนคนหนึ่งจะมอบให้นักอ่านได้
หลังการเดินทางอันยาวนาน ในที่สุดหัวแตงโมก็กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย พร้อมเฝ้ามองและเป็นกำลังใจให้ทุกคนได้พบ ‘บ้าน’ ที่รู้สึกปลอดภัยและเป็นตัวเองเช่นกัน