ของน่ารักเห็นแล้วเฉยๆ แต่เจอของแปลกๆ ทีไรตาลุกวาวทุกที
เคยชอบตุ๊กตาหรือคาแร็กเตอร์หน้าตาแปลกๆ กันบ้างหรือเปล่า? ทั้งที่ตัวละครน่ารักมีตั้งมากมาย แต่ไม่รู้ทำไมเราถึงตกหลุมตัวที่หน้าตาไม่เพอร์เฟ็กต์ อาจจะหูใหญ่กว่าปกติ ฟันยื่นออกมาไม่สมมาตร หน้าตาบูดเบี้ยว แต่รวมๆ แล้วดันรู้สึกว่ามีเสน่ห์แบบไม่เหมือนใคร
ทุกวันนี้คาแร็กเตอร์ใหม่ๆ ไม่เพียงแต่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังพัฒนาหน้าตาให้หลากหลายขึ้นกว่าที่ผ่านมา ความน่ารักไม่ได้ถูกนิยามอยู่เพียงแค่ตัวขนนุ่ม ตาโต สีพาสเทล หน้าตาไร้พิษภัย อย่างที่เราคุ้นเคย แต่ความน่าเอ็นดูทุกวันนี้ยังโอบรับความไม่สมบูรณ์บางอย่างในตัวคาแร็กเตอร์เหล่านั้นด้วย
ว่าแต่ความประหลาดของคาแร็กเตอร์เหล่านี้มีอะไรซ่อนอยู่กันนะ แล้วการเพิ่มขึ้นของคาแร็กเตอร์เหล่านี้สะท้อนอะไรอยู่บ้าง
ในความน่าเกลียดก็มีความน่ารักอยู่นะ
คงไม่ต้องพูดถึงความโด่งดังของตุ๊กตาลาบูบู้ให้มากความ ถัดมาอีกหน่อยก็มีฟัคเกลอร์ (Fuggler) ตุ๊กตามอนเตอร์ฟันเหมือนคนที่มียอดขายถล่มทลาย ไม่เว้นแม้แต่มีมตลกๆ หน้าตาแปลกๆ ที่ว่อนอยู่บนอินเตอร์เน็ต แม้จะถูกค่อนขอด และตั้งฉายาว่าเป็นคาแร็กเตอร์สุดขี้เหร่ หลุดจากความน่ารักไปไกล แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยให้ความสนใจ ทั้งยังไม่สามารถต้านทานเสน่ห์อันพิลึกพิลั่นของตัวละครเหล่านี้ได้
ปรากฏการณ์ ‘ugly-cute’ หรือความน่ารักในความน่าเกลียด เริ่มปรากฏให้เห็นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายคนเริ่มยอมรับความน่าเกลียดว่าคือเสน่ห์แบบหนึ่ง ส่วนสาเหตุที่เราชื่นชอบคาแร็กเตอร์แปลกๆ ก็ไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญ แต่จริงๆ แล้วมีเหตุผลทางจิตวิทยาซ่อนอยู่

มีงานวิจัย The aesthetic experience of general beauty and ugly-cute memes: the role of emotion ในปี 2024 ที่อยากรู้คำตอบเช่นเดียวกับหลายคนว่า เจ้าคาแร็กเตอร์แบบ ugly-cute ดึงดูดใจเราได้ยังไง
โดยศึกษาผู้เข้าร่วมทั้งหมด 184 คน จากนั้นให้ผู้เข้าร่วมให้คะแนนระดับความสวยงามและความน่ารักจากสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น มีม สัตว์ สิ่งมีชีวิตในตำนาน และตัวการ์ตูน ที่ถูกจัดหมวดหมู่ออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ สิ่งสวยงามและไม่น่ารัก (กลุ่มสวยงาม) ไม่สวยแต่ดูน่ารัก และไม่สวยงามและไม่น่ารัก (กลุ่มไม่สวยงาม)
ผลการทดลองพบว่าทั้งสิ่งของทั้ง 3 กลุ่มให้ความรู้สึกแตกต่างกัน โดยกลุ่มสิ่งสวยงามและกลุ่มสิ่งไม่สวยงาม สามารถกระตุ้นอารมณ์ที่เราสามารถเดาได้ไม่ยาก นั่นคือความพึงพอใจและไม่น่าดึงดูดใจ แบบขั้วตรงข้ามกัน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือกลุ่มไม่สวยแต่ดูน่ารัก หรือ ugly-cute ไม่ได้สร้างความดึงดูดใจต่อความพอใจ แต่สร้างจากอารมณ์ขันเฉพาะตัว
นักวิจัยอธิบายว่าอารมณ์ขันในบริบทนี้ถือเป็นอารมณ์เชิงบวก ที่เกิดจากความไม่สอดคล้องกัน เมื่อสมองประมวลผลข้อมูลที่ขัดแย้ง แปลกประหลาด หรือหักมุมจากความคาดหมายอย่างกะทันหัน สิ่งเหล่านั้นมักสร้างความขบขัน จนเราต้องแสดงออกด้วยรอยยิ้มหรือเสียงหัวเราะออกมา
เช่นเดียวกับสิ่งของ ugly-cute ที่มีทั้งความรักและความน่าเกลียด มันจึงกระตุ้นความรู้สึกประหลาดใจในตอนแรก ก่อนค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นอารมณ์ขัน นอกจากนี้รอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่ได้เห็น ยังช่วยสร้างความผูกพัน และกลายเป็นเสน่ห์ที่ฝังลึกอยู่ในความทรงจำของผู้คน
เรียกได้ว่าความขบขันถือเป็นอาวุธหลักของคาแร็กเตอร์เหล่านี้ จนสามารถตกผู้คนได้มานักต่อนัก แต่ใครว่าละว่าคาแร็กเตอร์เหล่านี้มีแค่ความตลกอย่างเดียว จริงๆ แล้วมันยังมีท่าไม้ตาย นั่นคือความน่ารัก ที่ถูกออกแบบแฝงมากับความน่าเกลียดอย่างแนบเนียนด้วย
ในทางจิตวิทยาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘Kindchenschema’ หรือ ‘Baby schema’ หมายถึงองค์ประกอบความน่ารักแบบเด็กทารก เป็นแนวคิดที่ใช้อธิบายทำไมเราจึงสามารถตกหลุมรักเด็กทารก สัตว์ตาแป๋ว หรือคาแร็กเตอร์ไร้พิษภัยได้ นั่นเพราะสิ่งเหล่านี้มักมีลักษณะร่วมกันเหมือนเด็กทารกนั่นเอง
แนวคิดนี้เสนอโดย คอนราด ลอเรนซ์ (Konrad Lorenz) นักสัตววิทยาชาวออสเตรีย เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ เขาชี้ชุดลักษณะทางกายภาพที่สามารถบ่งบอกความเยาว์วัย และความน่ารัก มักประกอบไปด้วย ดวงตาโต ใบหน้ากลม แก้มอวบ ปากนิด จมูกหน่อย แขนขาสั้นป้อม
ลองทายดูสิว่าเราสามารถพบกายภายเหล่านี้ได้ที่ไหนบ้าง ใช่แล้วล่ะ ในเด็กทารก หรือสัตว์ตัวเล็กจิ๋วไง เนื่องจากลักษณะเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นสัญชาตญาณการปกป้องดูแล เพื่อความอยู่รอดของเจ้าตัวเล็กเหล่านั้น
ไม่ต่างจากคาแร็กเตอร์แปลกๆ แม้มันจะหน้าตากวนใจแค่ไหน แต่ถ้าเราลองสังเกตดีๆ ก็มักจะเห็นลักษณะร่วมของเด็กทารก จนทำให้เรารู้สึกว่าเจ้าพวกนี้น่าเอ็นดู และปฏิเสธความน่ารักไม่ลง

ความน่ารักที่ไม่เพอร์เฟ็กต์
เทรนด์ลูกเป็ดขี้เหร่ไม่ได้เป็นที่นิยมเฉพาะวงการคาแร็กเตอร์ หรือมีมตลกๆ บนอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่กลายเป็นค่านิยมความงามของคนรุ่นใหม่ ที่แพร่กระจายไปสู่แฟชั่น การตกแต่งบ้าน เครื่องประดับ เทรนด์นี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความสนุกสนานเท่านั้น แต่ยังต่อต้านความงามแบบเดิม ด้วยการแสวงหาความบกพร่องด้วย
เบื้องหลังปรากฎการณ์นี้เกิดขึ้นภายใต้ความกดดันจากสภาพเศรษฐกิจ คนรุ่นใหม่ที่เผชิญกับความกดดันด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้านที่ราคาเกินเอื้อม ความกังวลเรื่องการงาน และความโดดเดี่ยวทางสังคม ความท่วมท้นเหล่านี้บีบให้คนรุ่นใหม่มองหาที่พึ่งทางใจ หรือของเล่นที่มอบความสบายใจให้พวกเขา
จากผลสำรวจ Soul and the Shanghai Youth Research พบว่า คนหนุ่มสาวในจีน ใช้จ่าย 949 หยวน (ประมาณ 4,675 บาท) ต่อเดือนไปกับใช้จ่ายตามอารมณ์ โดยประมาณ 18.1% เต็มใจที่จะใช้จ่ายมากกว่า 2,000 หยวน (ประมาณ 9853 บาท) ต่อเดือนเพื่อช้อปปิ้งตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ของตัวเอง
คุณค่าทางจิตวิทยาของของเล่นประเภทนี้มีความซับซ้อน ต่างจากสัญลักษณ์แสดงสถานะที่ได้คุณค่าจากการกีดกัน ทั้งของเล่นน่ารักแบบไม่สวยและของเล่นน่ารักแบบทั่วไปต่างสร้างชุมชนที่เปิดกว้าง นักสะสมแลกเปลี่ยนฟิกเกอร์ แชร์วิดีโอแกะกล่อง และเข้าร่วมกิจกรรมพบปะแฟนคลับ เปลี่ยนการบริโภคให้เป็นการเชื่อมต่อทางสังคม
เทรนด์นี้เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ พวกเขาไม่ได้ซื้อของแค่เพราะความสวยงามอีกต่อไป แต่เปลี่ยนมาซื้อเพื่อการแสดงออกถึงอัตลักษณ์ หลายครั้งเราซื้อตุ๊กตา ของสะสม หรือสิ่งของแต่งบ้านที่ไม่เพอร์เฟ็กต์ เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถเป็นตัวแทนของคุณค่าที่เรายึดถือได้ เช่น ความจริงแท้ ความเป็นปัจเจก หรือการต่อต้านความสมบูรณ์แบบ
แม้ดูเผินๆ สิ่งเหล่านี้เหมือนเต็มไปด้วยข้อบกพร่องมากมาย แต่มันกลับกลายเป็นชิ้นส่วนที่ช่วยเติมความเว้าแหว่งในใจของผู้คนได้อย่างดี โดยเฉพาะความน่าเกลียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ปะปนเข้ามาในสิ่งที่ของที่ควรจะน่ารัก ความไม่สมบูรณ์ช่วยสร้างความผูกพัน ขณะเดียวกันก็ช่วยทำให้เราไม่ต้องรู้สึกโดดเดี่ยวเกินไปนัก อย่างน้อยท่ามกลางสังคมที่กดดันให้เราต้องเพอร์เฟ็กต์ตลอดเวลา ก็ยังมีตุ๊กตาหน้าตาบูดเบี้ยวคอยอยู่เป็นเพื่อนข้างๆ เรา
แม้ว่าเจ้าคาแร็กเตอร์เหล่านี้จะหน้าตาแสนประหลาด แต่อย่างน้อยการมีอยู่ของมันก็ช่วยเตือนใจว่าเราเองก็น่ารักได้นะ แม้จะไม่เพอร์เฟ็กต์ก็ตาม
แล้วทุกคนล่ะ มีคาแร็กเตอร์แปลกๆ ที่ชอบกันบ้างหรือเปล่า
อ้างอิงจาก