“ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”
ประโยคข้างต้นเป็นคำถามประชามติที่ประชาชนอย่างเราต้องไปออกเสียงพร้อมการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ โดยต้องทำเครื่องหมาย ‘X’ หรือกากบาทในช่องที่ระบุว่า ‘เห็นชอบ’ หรือ ‘ไม่เห็นชอบ’
แม้วันออกเสียงประชามติพร้อมเลือกตั้งจะใกล้เข้ามา แต่ดูเหมือนว่าข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติและการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครั้งนี้ ยังไม่ถูกส่งไปถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง ซ้ำยังเกิดความเข้าใจผิดอยู่มาก ทั้งที่มีเอกสารที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติส่งไปตามทะเบียนบ้านของแต่ละคนแล้วก็ตาม
The MATTER ได้สำรวจข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการรณรงค์ออกเสียงประชามติที่เผยแพร่บนอินเตอร์เน็ต พบว่าหลายชิ้นนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการจัดทำประชามติในลักษณะที่สร้าง ‘ความเข้าใจผิด’ ต่อผู้รับสาร เช่น หากเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ จะนำไปสู่การล้มล้างการปกครอง แบ่งแยกดินแดน หรือแม้แต่การยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 (กฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์)
ขณะที่เอกสารที่ส่งไปถึงบ้านของประชาชน ยังมีข้อมูลบางอย่างซึ่งถูกมองว่าเป็นการชี้นำไปสู่การออกเสียง ‘ไม่เห็นชอบ’ ในการลงประชามติครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น “การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาจทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองมากกว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญรายมาตรา” หรือ “ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณในการจัดการออกเสียงประชามติ”
ในบทความนี้ The MATTER ได้รวบรวม Myth หรือสิ่งที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติครั้งนี้ ว่าตอนนี้สังคมกำลังเข้าใจอะไรผิด? แล้วข้อเท็จจริงคืออะไร? มาร่วมหาคำตอบกันผ่านบทความนี้
รัฐธรรมนูญ 2560 เคยผ่านกระบวนการทำประชามติ และถูกรับรองโดยประชาชน ไม่อาจทำฉบับใหม่มาแทนได้

Myth แรก คือ รัฐธรรมนูญ 2560 เคยผ่านกระบวนการทำประชามติ และถูกรับรองโดยประชาชนมาแล้ว ไม่อาจทำฉบับใหม่มาแทนได้
เป็นความจริงที่ว่ารัฐธรรมนูญ 2560 เคยผ่านกระบวนการทำประชามติมาแล้วเมื่อ 7 สิงหาคม 2559 แต่หากย้อนมองบริบทสังคมในช่วงเวลานั้น จะเห็นว่าบรรยากาศการทำประชามติไม่ได้ Free และ Fair ภายใต้การปกครองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
เพราะนอกจาก คสช. จะแต่งตั้งกลุ่มคนที่มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว ยังออกแบบรูปแบบและกติกาการทำประชามติที่เต็มไปด้วยสารพัดข้อจำกัด เรียกได้ยากว่าประชาชนลงคะแนนโดยเสรีหรือได้รับข้อมูลอย่างรอบด้านก่อนลงคะแนน
เริ่มจากที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจัดทำเอกสารและแผ่นพับแจกไปตามบ้านเรือนประชาชน แทนที่จะแจกร่างรัฐธรรมนูญฉบับเต็ม โดยเอกสารดังกล่าวเต็มไปด้วยข้อมูลเท็จและการตีความเพิ่มเติม เช่น ระบุว่าผลของรับร่างรัฐธรรมนูญนี้จะได้นักการเมืองที่ใจซื่อมือสะอาด, ทุกครอบครัวจะมีแพทย์ประจำครอบครัว, มีสิทธิได้รับการศึกษาฟรี 14 ปี
ส่วนประเด็นสำคัญที่ประชาชนควรทราบก็ไม่ได้ถูกสรุปไว้ในเอกสารเหล่านี้ เช่น ที่มาของสมาชิกวุฒิสภาชุดแรกซึ่งจะมีอำนาจเลือกนายกฯ, ที่มา สว., ที่มาศาลรัฐธรรมนูญ, ระบบเลือกตั้ง, หรือแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี
นอกจากนั้น การทำประชามติยังดำเนินการภายใต้ช่วงที่มีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่สั่งห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน และประกาศ คสช. ที่คุมเนื้อหาในสื่อ ห้ามสร้างความขัดแย้ง ทำให้ไม่มีการทำกิจกรรมที่แสดงออกต่อร่างรัฐธรรมนูญ หรือการจัดดีเบตและวิพากษ์รัฐธรรมนูญโดยสื่อ
ขณะเดียวกัน พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2559 ยังกำหนดโทษจำคุก 10 ปี สำหรับสำหรับการเผยแพร่ข้อความบิดเบือนหรือปลุกระดมให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการออกเสียง ซึ่งมักถูกใช้กับคนที่ออกมารณรงค์ ‘ไม่รับ’ ร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีคนถูกดำเนินคดีกว่า 200 คน และมีการจัดกิจกรรมสาธารณะที่ถูกปิดกั้นอย่างน้อย 19 ครั้ง ก่อนการจัดประชามติครั้งนั้น
ประการสุดท้ายคือ ประชาชนหลายคนไปรับร่างรัฐธรรมนูญเพราะรู้สึกไม่มีทางเลือก ไม่มั่นใจว่าหากลงเสียงไม่เห็นชอบแล้ว คสช. จะคืนอำนาจให้ประชาชน และจัดการเลือกตั้งหรือไม่
สุดท้าย ผลประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ก็ออกมาด้วยเสียงเห็นชอบร้อยละ 61.35 ต่อ 38.65 ในประเด็นที่ 1 ส่วนประเด็นที่ 2 ซึ่งเป็นคำถามพ่วง 4 บรรทัด ใจความว่าให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามีสิทธิเลือกนายกฯ มีเสียงเห็นชอบร้อยละ 58.07 ไม่เห็นชอบร้อยละ 41.93
การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะนำไปสู่การล้มล้างการปกครอง และอาจทำให้เกิดการแบ่งแยกดินแดน

Myth ที่ 2 คือ หากมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กฎหมายที่ระบุว่า “ประเทศไทยแบ่งแยกมิได้” จะสิ้นสภาพทันที พื้นที่เป้าหมาย เช่น ชายแดนใต้ อาจจะประกาศสถานะเป็น ‘เขตปกครองตนเองพิเศษ’ หรือ ‘รัฐอิสระ’ ที่มีกฎหมายและกองกำลังตำรวจของตนเอง รัฐบาลกลางกรุงเทพฯ สั่งการไม่ได้อีกต่อไป
ข้อความดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ หมวด 1 บททั่วไป มาตรา 1 ระบุว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้” และมาตรา 2 ระบุว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”
ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีมาตรา 255 กำกับว่า “การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะกระทํามิได้”
และยังมีมาตรา 256 (8) ที่ระบุว่า หากจะแก้ไขหมวด 1 บททั่วไป หรือหมวด 2 พระมหากษัตริย์ จะต้องทำประชามติก่อน ซึ่งหมายความว่าหากมีการเสนอให้แก้ไขเนื้อหาเกี่ยวกับรูปแบบรัฐหรือรูปแบบการปกครอง ประชาชนอย่างพวกเราก็จะต้องทำประชามติก่อนอยู่ดีว่าจะเห็นชอบให้มีการแก้ไขดังกล่าวหรือไม่
ขณะที่ มาตรา 256 (9) ระบุว่า หากเกิดกระบวนการแก้ไขจนเสร็จสิ้นตามที่กำหนดแล้ว ประธานสภายังต้องส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ และให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่ง
ด้วยกลไกกฎหมายและบริบทสังคมไทยปัจจุบัน จึงเป็นไปได้ยากที่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่นี้ จะนำไปสู่การแก้ไขระบบการปกครองหรือรูปแบบรัฐตามที่หลายคนแสดงความกังวล
การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีวัตถุประสงค์แฝงเพื่อแก้ ‘มาตรา 112’ หรือกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์

Myth ที่ 3 คือ สาเหตุที่พรรคการเมืองหรือกลุ่มบุคคลรณรงค์ให้มีการแก้ไขหรือจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ แท้จริงแล้วมีวัตถุประสงค์แฝงเพื่อแก้ ป. อาญา ‘มาตรา 112’ หรือ ‘มาตรา 6’ ของรัฐธรรมนูญ
เริ่มจากทำความเข้าใจก่อนว่า ‘รัฐธรรมนูญ’ คือกฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่วางรากฐานการปกครอง กำหนดรูปแบบรัฐ การแบ่งแยกและถ่วงดุลอำนาจอธิปไตย — นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ รวมถึงประกันสิทธิเสรีภาพและหน้าที่ของประชาชน
ขณะที่ มาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ เป็นบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีกระบวนการแก้ไขหรือยกเลิกที่ต่างกัน โดยการแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 ต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติผ่านกระบวนการรัฐสภาตามปกติ ไม่ต้องดำเนินการผ่านการทำประชามติ
ส่วนความกังวลที่ว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่จะนำไปสู่การแก้ไขหรือยกเลิก มาตรา 6 ซึ่งอยู่ในหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ซึ่งระบุว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้” และนำมาสู่การยกเลิกมาตรา 112
ก็ต้องย้อนกลับไปที่ Myth ก่อนหน้านี้ว่า หากมีการแก้ไขหมวด 2 พระมหากษัตริย์ จำเป็นต้องทำประชามติก่อน โดยประชาชนอย่างพวกเราก็จะมีสิทธิออกเสียงว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบให้มีการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว
การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาจทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมือง มากกว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรายมาตรา และสิ้นเปลืองงบประมาณประเทศระหว่างกระบวนการจัดทำ

Myth ที่ 4 สอดคล้องกับเอกสารที่ กกต. จัดทำขึ้นและแจกให้ประชาชนที่ว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมือง เพราะไม่สามารถจำกัดขอบเขตการโต้เถียงได้เหมือนการแก้ไขรายมาตรา และสิ้นเปลืองงบประมาณประเทศระหว่างกระบวนการจัดทำมากกว่า
ในความเป็นจริงความขัดแย้งทางความคิด อุดมการณ์ หรือเห็นต่างทางการเมืองเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ในสังคม ซึ่งจะนำมาสู่การพูดคุยหารือกัน แต่ละฝ่ายที่เห็นต่างควรมีสิทธิพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดหรือต้องการ เคารพในความคิดของอีกฝ่าย ใช้เหตุผลพูดคุยกัน เพื่อหาบทสรุปของข้อขัดแย้งดังกล่าว โดยไม่ใช้ความรุนแรง หรือการทำรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ ปัญหาบางประการของรัฐธรรมนูญ 2560 สามารถเสนอแก้ไขเป็นรายประเด็นได้ โดยให้รัฐสภาลงมติแก้ไขเรื่องนั้นๆ ให้ผ่าน และไม่ต้องทำประชามติ โดยช่วงปี 2563-2564 รัฐสภาได้อภิปรายลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมด 5 ยก รวม 26 ข้อเสนอ ทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ขณะนั้น และภาคประชาชนที่ร่วมกันล่ารายชื่อเพื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ
โดย 1 ใน 26 เสนอที่ผ่านมติที่ประชุมรัฐสภา คือ ข้อเสนอให้เปลี่ยนระบบเลือกตั้ง โดยพรรคประชาธิปัตย์ ที่ให้เปลี่ยนจาก ‘บัตรเลือกตั้งใบเดียว’ เลือก สส. เขตและบัญชีรายชื่อ เป็นบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ตามที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน พร้อมปรับสัดส่วน สส. ในสภา และการคำนวณสัดส่วน สส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคด้วย
ขณะที่ประเด็นอื่นๆ ซึ่งแม้จะผ่านมติที่ประชุมรัฐสภา แต่ไม่สามารถผ่านเสียง 1 ใน 3 ของ สว. ขณะนั้น ทำให้การเสนอให้แก้ไขเพื่อเปิดทางร่างรัฐธรรมนูญใหม่ การปิดสวิตช์ สว. การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น การประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน ระบบเลือกตั้ง หรือมรดก คสช. อื่นๆ ไม่ถูกแก้ไข
นอกจากนั้น ประเด็นโครงสร้างอำนาจทางการเมือง เช่น ที่มาของวุฒิสภา ที่มาของศาลรัฐธรรมนูญ และกรรมการในองค์กรตรวจสอบอำนาจรัฐ ยังคงไม่สามารถแก้ไขรายมาตราได้ง่ายๆ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถูกเขียนให้มีความเชื่อมโยงกันข้ามหมวดหรือมาตราไปมา และอาจเป็นเรื่องยากที่จะผ่านเสียง สว. เช่นเดียวกับการเสนอแก้รายมาตราที่ผ่านๆ มา
ส่วนประเด็นงบประมาณ ซึ่ง กกต. เคยประเมินว่า การทำประชามติ 1 ครั้งต้องใช้งบประมาณ 3,200 ล้านบาท แต่ พ.ร.บ.ประชามติฯ ฉบับที่บังคับใช้อยู่ ระบุว่า การทำประชามติสามารถออกแบบให้เกิดขึ้นพร้อมการเลือกตั้งอย่างครั้งนี้ ซึ่งลดงบประมาณที่จำเป็นต้องใช้ได้ลงหลักพันล้านบาท โดยงบประมาณที่คาดการณ์ไว้จะเป็นการใช้จ่ายในระยะหลายปีของกระบวนการทั้งหมด ไม่ใช่การจ่ายหลักพันล้านก้อนเดียวในคราวเดียว
ทั้งนี้ งบประมาณของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ส่วนใหญ่ เป็นการลงทุนกับค่าจัดหน่วยการออกเสียง และค่าตอบแทนเบี้ยเลี้ยงเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยหลายแสนคนต่อครั้ง ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้ถือเป็นการจ่ายเงินงบประมาณให้กลับเข้าสู่มือของประชาชนที่ปฏิบัติงาน ซึ่งจะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
รัฐธรรมนูญ 2560 มีกลไกช่วยปราบโกง แต่มีคนบางกลุ่มอยากแก้เพื่อช่วยคนโกง

Myth ที่ 5 รัฐธรรมนูญ 2560 มีกลไกช่วยปราบโกง แต่มีคนบางกลุ่มอยากแก้เพื่อช่วยคนโกง และคนได้ประโยชน์คือนักการเมืองไม่ใช่ประชาชน
วลีที่ว่า “รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง” เป็นสิ่งที่ มีชัย ฤชุพันธ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 คิดขึ้นมา โดยวางกลไกในการถอดถอนนักการเมืองที่ ‘ผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง’ ให้พ้นจากตำแหน่งง่ายขึ้น ซึ่งถูกใช้บ่อยกว่าข้อหาทุจริตด้วยซ้ำไป
โดยกลไกที่สร้างขึ้นผ่านรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถูกมองว่าไม่ได้บังคับใช้กับนักการเมืองทุกฝ่ายด้วยมาตราฐานเดียวกัน เมื่อเทียบกับกรณีนาฬิกายืมเพื่อนของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีขณะนั้น อาศัยอยู่บ้านพักหลวงของตำแหน่งข้าราชการทหาร
ขณะที่พรรคการเมืองที่เหมือนอยู่ตรงข้ามกับ คสช. ถูกตัดสินยุบพรรคอย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นพรรคไทยรักษาชาติ พรรคอนาคตใหม่ และพรรคก้าวไกล รวมถึงการถอดถอนนายกรัฐมนตรีทั้งสองคนด้วยข้อหาฝ่าฝืนจริยธรรม คือ เศรษฐา ทวีสิน และ แพทองธาร ชินวัตร
นอกจากนั้น ยังมีการตัดสิทธิทางการเมือง พรรณิการ์ วานิช ด้วยเรื่องมาตรฐานจริยธรรม รวมถึงคดี 44 สส. ก้าวไกล กรณีร่วมลงชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา เพื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ สส. ในการเสนอกฎหมาย ซึ่งต้องจับตาต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร
ส่วนกรณีอย่างตึก สตง. ถล่ม, ถนนยุบหน้าโรงพยาบาลวชิระ ก็ยังไม่ปรากฏความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐ แม้แต่กรณีล่าสุดที่เครนหล่นทับรถไฟ หรือการจัดการเลือกตั้งที่ดูไร้ประสิทธิภาพหลายๆ ครั้งของ กกต. ประชาชนหลายคนก็ยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐหรือตรวจสอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้
เพราะสิ่งที่เคยมีในรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 อย่างการเปิดให้ประชาชนมีสิทธิเข้าชื่อร้องขอให้ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระได้ ถูกตัดออกไปในรัฐธรรมนูญ 2560
และองค์กรที่มีอำนาจตรวจสอบการทุจริต ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช., สตง. หรือ กกต. ก็ล้วนมีที่มาจากกรรมการสรรหาซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนขององค์กรเหล่านี้เวียนเลือกผู้สมัครในหมู่พวกเดียวกันเอง ก่อนส่งให้ สว. ลงมติเห็นชอบ ซึ่งไม่ได้เป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง แม้แต่การเลือก สว. ชุดใหม่ก็ยังเป็นการเวียนวนเลือกกันเอง และยังถูกจับตาว่าถูกแทรกแซงจากพรรคการเมืองอีกด้วย
ด้วยเหตุผลที่กล่าวข้างต้น สะท้อนว่าสุดท้ายแล้วกลไกปราบโกงที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้มาตรฐานในการปราบโกงอย่างแท้จริง ซ้ำยังถูกมองว่าเป็นกติกาที่เขียนขึ้นมาเพื่อมุ่งเป้าทางการเมืองด้วยซ้ำไป
ควรแก้ไขปัญหาปากท้อง พัฒนาคุณภาพชีวิตคน ก่อนแก้รัฐธรรมนูญ

Myth สุดท้าย เป็นประโยคที่เรามักเห็นกันจนคุ้นตา ทุกครั้งที่มีการเสนอประเด็นปรับเปลี่ยนโครงสร้างสังคมก็จะมีคำพูดว่า “ควรแก้ไขปัญหาปากท้อง หรือพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในประเทศก่อน” การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ครั้งนี้ก็เช่นกัน
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัญหาปากท้องหรือเศรษฐกิจเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของคนในประเทศ ณ ขณะนี้ แต่ในความเป็นจริง การแก้ปัญหาปากท้องสามารถทำได้ควบคู่กับการแก้รัฐธรรมนูญหรือแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศด้านอื่นๆ
หากมองใกล้ตัวที่สุดก็เป็นเรื่องนโยบายเศรษฐกิจที่ถูกเสนอโดยพรรคการเมือง แต่เมื่อได้รับเลือกตั้งจากประชาชนแล้ว พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งไม่สามารถดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงไว้ได้ เพราะถูกสะกัดกั้นด้วยกติกาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจาก สว. และต้องเป็นไปตามแผนปฏิรูปประเทศหรือแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี
หรือหากตั้งรัฐบาลได้ก็มีความสุ่มเสี่ยงที่จะถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคหรือสั่งให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุผลด้านจริยธรรม ขณะที่พรรคการเมืองที่สามารถควบคุมการออกเสียงของ สว. หรือองค์กรอิสระ ก็สามารถเข้าสู่อำนาจได้อย่างง่ายดาย โดยไม่จำเป็นต้องสนใจแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน
ขณะเดียวกัน หากมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และระหว่างกระบวนการเปิดให้ประชาชนออกความคิดเห็น สร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชน รัฐธรรมนูญที่ถูกทำขึ้นใหม่ก็สามารถประกันสิทธิต่างๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนได้ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิแรงงาน การศึกษา ความหลากหลายทางเพศ การอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ฯลฯ ควบคู่ไปกับการออกแบบระบบการเมืองที่ดี
การออกแบบระบบการเมืองที่ดีจะทำให้นักการเมืองต้องฟังเสียงเดือดร้อนของประชาชน ผ่านการจัดสรรงบประมาณหรือดำเนินนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เพื่อให้พวกเขาได้รับคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไป
ดังนั้น หากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีการวางกติกาที่ดี เป็นธรรม ตรวจสอบได้ ก็จะนำมาสู่การวางโครงสร้างสังคมและการดำเนินนโยบายเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยระหว่างกระบวนการจัดทำก็เป็นหน้าที่ของประชาชนที่จะตรวจสอบข้อเสนอในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และส่งเสียงความต้องการของตัวเองที่อยากให้ถูกบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ
อ้างอิงจาก