หากอยากปีนป่ายไปให้ถึงจุดสูงสุดในการทำงาน เราจะเห็นแต่คำศัพท์ที่ผลักดันเราให้ไปข้างหน้า อย่าง ไต่เต้า ตะกายดาว ใช้คนอื่นเป็นบันได เพื่อเหยียบไปให้ถึงจุดสูงสุด ราวกับว่าเส้นทางในการทำงาน มีแต่ทางสูงชันเท่านั้น เตรียมเก็บแนวคิดนี้เข้ากระเป๋าได้เลย เพราะวัยทำงานรุ่นใหม่ส่วนใหญ่เขาไม่ได้มองแบบนั้นกันแล้วล่ะ
ในยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง เส้นทางสู่ความสำเร็จในหน้าที่การงาน คงเป็นเหมือนบันไดสูงชันให้เราก้าวขึ้นไป ยิ่งสูงยิ่งมั่นคง เหนื่อยบ้าง ท้อบ้าง ก็เพื่อให้เราเห็นคุณค่าความสำเร็จอันหอมหวานที่ปลายทาง แต่นั่นก็เป็นเพียงค่านิยมในยุคหนึ่งเท่านั้น โลกก้าวไปข้างหน้าทุกวัน เทคโนโลยียังเปลี่ยนไปตามพฤติกรรมผู้บริโภค ไฉนเลยโลกการทำงานจะไม่มีเทรนด์ที่เปลี่ยนไปกับเขาบ้างล่ะ
ถ้าเส้นทางความสำเร็จในหน้าที่การงาน ไม่ใช่แบบไต่บันไดสูงขึ้นไปทีละขั้น แล้วมันจะหน้าตาแบบไหนกัน?

ผลสำรวจจาก Glassdoor แพลตฟอร์มชื่อดังด้านการทำงาน เผยตัวเลขที่น่าสนใจว่า 68% ของคนทำงานรุ่นใหม่ ไม่ใฝ่หาตำแหน่งบริหาร เว้นแต่ว่าจะได้เงินเดือนหรือตำแหน่งที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน ฟีลว่าถ้าขยับขึ้นไปมีแต่ชื่อตำแหน่งแฟนซี ภาระหน้าที่เยอะขึ้น แต่เงินเดือนเพิ่มนิดเดียว แบบนี้ก็ไม่เอา หากเป็นคนทำงานรุ่นก่อนๆ อาจมองว่า เอาเถอะน่า ขึ้นนิดหน่อยยังดีกว่าไม่ได้ขึ้นเลย คนเรามันก็ต้องไต่เต้าขึ้นทีละขั้นแบบนี้นี่แหละ จะกระโดดไปเป็นหัวแถวเลยได้ไง
แค่คิดเล่นๆ ก็เห็นความต่าง ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นกับแวดวงการทำงานทั่วโลก มอร์แกน แซนเนอร์ (Morgan Sanner) ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีพในกลุ่มคนรุ่นใหม่ของ Glassdoor และผู้ก่อตั้ง Resume Official ได้ให้ความเห็นในปรากฏการณ์นี้ว่า
“เราเปลี่ยนจากบันไดอาชีพแบบตายตัว มาเป็นเส้นทางอาชีพแบบยืดหยุ่น”
ในที่นี้หมายถึง คนรุ่นใหม่ไม่ได้มองหาเส้นทางที่ไต่สูงขึ้นไปแบบคนรุ่นก่อน แต่กลับมองหาเส้นทางที่สามารถกระโดดไปยังโอกาสใดก็ได้ที่เหมาะสมที่สุดในตอนนั้น ซ้ายทีขวาที เหมือนกับกบกระโดดไปมาบนใบบัว เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘Career Lily Pad’ การเปลี่ยนงานไปตามโอกาสที่เหมาะสม โดยไม่ได้คำนึงว่าจะเป็นงานที่ตำแหน่งสูงขึ้นหรือเงินสูงขึ้น (อย่างที่ Job Hopper ทำ) เพียงแต่มองว่างานนั้นจะช่วยให้ชีวิตพวกเขาเข้าที่เข้าทาง เหมือนลองไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจองานที่คลิก งานที่ทำแล้วพึงพอใจ ไม่ต้องทุ่มเทกับมันมากจนไม่ได้ใช้ชีวิตส่วนตัว ยังมีเวลาเหลือให้กับงานอดิเรก เข้าสังคม และช่วงเวลาอื่นในชีวิต

แนวคิดนี้สะท้อนว่าสำหรับคนรุ่นใหม่จำนวนมาก งานไม่ใช่ศูนย์กลางของตัวตนอีกต่อไป แต่เป็นเพียงวิธีเลี้ยงปากท้อง ช่องทางทำกินให้มีรายได้ในแต่ละเดือน ไม่ได้มีไว้เติมเต็มชีวิต เติมเต็มตัวตน ในแง่หนึ่งคนทำงานรุ่นใหม่ใช้พลังและความทะเยอทะยานที่มีกับสิ่งอื่นๆ นอกเหนือจากงานมากขึ้น อาจเป็นงานอดิเรก แวดวงสังคม รายได้เสริมเล็กน้อย ไปจนถึงงานที่ 2 ที่ 3 สิ่งเหล่านั้นต่างหากที่ช่วยเติมเต็มตัวตนของพวกเขาได้
Career Lily Pad สะท้อนทัศคติต่อเส้นทางอาชีพระหว่างคนทำงานรุ่นเก่าและรุ่นใหม่อย่างชัดเจน สำหรับคนรุ่นเก่า การได้หยั่งรากลึกในองค์กรหนึ่งที่ตนเติบโตมากลายเป็นร่มไม้ใหญ่ นับว่าเป็นความสำเร็จ เป็นที่นับหน้าถือตา ด้วยแนวคิดที่ว่าฉันเติบโตจากที่นี่และจะกลายเป็นใหญ่ที่นี่ในสักวัน เลยทำให้คนทำงานรุ่นเก่ามองอาชีพเป็น Career Ladder เส้นทางอาชีพแบบขั้นบันได แต่คนรุ่นใหม่ไม่นิยมเป็นไม้ใหญ่ในกระถางเดิมอีกต่อไปแล้ว พวกเขายินดีกระโดดข้ามไปมา ระหว่างบริษัทที่น่าสนใจ ระหว่างสายงานที่น่าจะต่อยอดอาชีพได้ โดยไม่หวังว่าจะต้องได้ตำแหน่งที่ใหญ่ขึ้น เงินเดือนที่สูงขึ้น ขอเพียงได้ไปลองหยิบจับโอกาสที่น่าสนใจเป็นพอ

ไม่มีแนวคิดใดผิดไปเสียหมด ไม่มีแนวคิดใดถูกหมดจดเช่นกัน ทุกอย่างปรับเปลี่ยนไปตามโลก ในแง่หนึ่งปรากฏการณ์ใบบัวนี้ สะท้อนถึงความไม่แน่นอนในตลาดแรงงาน จากการใช้ระบบอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์ ต้นทุนที่สูงขึ้น และความมั่นคงในงานระยะยาวที่ลดลง (อย่างที่เราเห็นข่าว Lay Off เป็นว่าเล่น) ทำให้คนรุ่นใหม่มองหาเส้นทางที่ยืดหยุ่นยิ่งขึ้น ไม่ว่าใบบัวไหนจะจมลง พวกเขาก็พร้อมจะกระโจนเข้าหาใบบัวใหม่ โดยไม่ยึดติดอยู่กับที่เดิม เพราะหน้าที่การงานไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิตอีกต่อไป เขายังคงงานอดิเรก มีแวดวงสังคม ที่มีน้ำหนักในชีวิตของเขาเช่นกัน
ความยืดหยุ่นต่อโลกการทำงาน อาจเป็นทักษะร่วมของคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาเปลี่ยนโลกการทำงาน ทำให้นิยามของคำว่าความสำเร็จในหน้าที่การงานเปลี่ยนไป จากการไต่เต้าขึ้นจุดสูงสุด กลายเป็นชีวิตการทำงานที่เหมาะกับตัวเอง มีเวลาใช้ชีวิตด้านอื่นๆ ต่างหาก ถึงจะเรียกว่าสำเร็จได้ ใครจะมองว่าความสำเร็จแบบไหนเหมาะกับตัวเองก็ได้ทั้งนั้น แบบบันไดแล้วมันใช่กว่าก็ไม่ผิด กระโดดไปมาหาโอกาสเหมาะๆ ก็ทำได้
แล้วทุกคนล่ะ มองความสำเร็จในหน้าที่การงานของตัวเองเป็นแบบไหน?
อ้างอิงจาก