สงครามมักมาพร้อมกับภาวะข้าวยากหมากแพง ล่าสุดในความขัดแย้งบริเวณตะวันออกกลาง การสู้รบในอีกฟากของโลก กำลังสั่นสะเทือนเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะเอเชีย แน่นอนรวมถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งมีความเสี่ยงจะกลับไปเจอภาวะพลังงานแพง รวมถึงการติดขัดของเศรษฐกิจทั้งการส่งออกและการท่องเที่ยว อันเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้ต้องการสร้างความตื่นตระหนก แต่สงครามที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง และเราล้วนผ่านภาวะสงครามกันมาแล้วทั่วโลก ในภาวะสงครามและหลังภาวะสงคราม ทุกครั้ง มนุษย์เช่นเราย่อมปรับตัวและพยายามเอาตัวรอดในภาวะไม่ปกติ หลายครั้ง ความคิดสร้างสรรค์จากความขาดแคลน ก็กลายเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ความคิดใหม่ๆ ที่กลายเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน
อาหารคือหัวใจหนึ่งที่ไม่เพียงตอบสนองความต้องการพื้นฐานคือความหิวโหย สะท้อนการปรับตัวในการคิดสร้างสรรค์อาหารที่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตอยู่ ให้พลังงาน ให้พลังใจ ดังนั้นอาหารจึงไม่ได้เป็นเพียงอาหาร แต่คือสิ่งที่ผูกพันผู้คนเข้าหากัน เป็นความอิ่มท้องและความอิ่มใจ รวมถึงในอาหารเหล่านี้ที่ผู้คนปรุงและกินร่วมกัน เป็นตัวแทนของความปรารถนาดี
อาหารจึงเป็นสิ่งที่บรรจุความหวังและการมีชีวิตอยู่รอดเพื่อไปสู่วันพรุ่งนี้ รอดไปสู่วันที่สันติภาพจะมาถึงอีกครั้ง
Water Pie
พายที่ใช้น้ำเปล่าเป็นเนื้อ

อาจจะเป็นจังหวะพอดี ในช่วงปี 2020 คือยุคโควิด โลกออนไลน์โดยเฉพาะชาวติ๊กตอกจากอเมริกัน ด้วยความยากลำบากในช่วงนั้น จึงมีกระแสไปขุดเอาสูตรอาหารในยุคเศรษฐกิจตกต่ำหรือ Great Depression ทศวรรษ 1930 มาทดลองทำและถ่ายเป็นคอนเทนต์
หนึ่งในพายที่ฟังดูสุดโต่งและมหัศจรรย์มากคือพายน้ำ – Water Pie ซึ่งพายน้ำนี้ก็เป็นไปตามชื่อ ปกติเราจะทำพายจากไส้ หรือฟิลลิ่งต่างๆ เนื้อสัตว์ ผลไม้ สตูว์ ไส้พายมักเป็นคัสตาร์ดได้ด้วยไข่ แต่พายน้ำคือการกรุแป้งพายแบบปกติ แล้วใช้น้ำเปล่า น้ำตาล วางเนยเป็นชิ้นๆ โรยด้วยแป้งก่อนจะเข้าอบ
ผลคือเนื้อพายจะจับตัวกันเป็นเจลเหมือนกับพายปกติ มีรสหวาน มัน เล็กน้อยจากเนย น้ำตาล หน้าตาเหมือนพายทั่วไป ในคลิปที่มีการทดลองก็บอกว่ารสชาติใช้ได้ ซึ่งการอบพายน้ำ สะท้อนความรอบรู้ของแม่บ้านในยุคนั้น ที่มักจะต้องดูแลปากท้องของครอบครัวขนาดใหญ่ เป็นอาหารทำง่าย ให้พลังงาน ทดแทนพายอันเป็นอาหารครอบครัวในยามขาดแคลนได้
Victory Garden Soup
แค่ปลูกผักก็แข็งแรง

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ในอังกฤษและอเมริกา การปลูกผักกินเอง ทั้งที่บ้านและในพื้นที่ต่างๆ ใกล้ตัว ถือว่าเป็นการร่วมสร้างชัยชนะในสงคราม ในยุคนั้นเกิดการส่งเสริมสวนผัก แปลงผัก ของประชาชน ระยะแรกเรียกว่าสวนผักสงคราม (war garden) ก่อนจะเปลี่ยนเป็นชื่อสวนแห่งชัยชนะ หรือ Victory Garden
เงื่อนไขในภาวะสงครามทำให้เกิดการขาแคลนอาหาร เช่นแรงงานภาคเกษตรถูกเกณฑ์ไปรบ ระบบขนส่งต่างๆ ก็ต้องตัดแบ่งไปเพื่อลำเลียงหรือใช้งานในการสงคราม อาหารต่างๆ โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ถูกส่งไปแนวหน้าเพื่อสร้างกำลังในการสู้รบ
ดังนั้น รัฐบาลจึงส่งเสริมให้ประชาชนผลิตอาหารในครัวเรือนและในชุมชนเอง สวนแห่งชัยชนะจึงผุดขึ้นทุกหนแห่ง และถือกันว่าการปลูกและกินผักเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมชัยชนะที่กำลังจะมาถึง การปลูกผักในยุคสงครามกลายเป็นจุดเปลี่ยนหนึ่งของภูมิทัศน์เมือง เกิดสวนขนาดเล็กและเริ่มเกิดกระแสแปลงผักชุมชน แปลงผักในเมือง นำไปสู่การมองเห็นความสำคัญของพื้นที่เมืองในการร่วมผลิตและสร้างความมั่นคงทางอาหาร
เมนูมาสัมพันธ์กับแปลงผักจึงเป็นการถนอมอาหาร และการทำอาหารอย่างเรียบง่ายจากผลผลิตครัวเรือน ผักจากสวนผักยุคสงครามก็เป็นผักหัวที่ปลูกง่าย เช่น แครอท มันฝรั่ง รวมถึงมะเขือเทศ ซึ่งนำไปปรุงเป็นซุปผักจากสวนผักแห่งชัยชนะ ซุปผักรวมแบบที่เราจะนึกถึงซุปง่ายๆ ในบ้าน โดยหนึ่งในเมนูสำคัญในยุคนั้นคือซุปมะเขือเทศสด หนึ่งในพืชที่ปลูกง่ายให้ผลมาก ซุปมะเขือเทศเองก็ถนอมอาหารได้ เก็บได้ยาว และนำไปทำเป็นเมนูต่างๆ ได้หลากหลาย
Budae Jjigae
รสชาติจากกองทัพ

บูเดจิเก เป็นเมนูที่เราคนไทยน่าจะคุ้นเคยจากร้านอาหารและวัฒนธรรมเกาหลีที่ใกล้ตัว ซึ่งเมนูซุป- สตูว์แบบเกาหลี ที่มักเป็นน้ำแดงๆ รสจัดจ้าน และมักใส่วัตถุดิบหลากหลาย แต่ที่สำคัญมักจะต้องมีของกระป๋อง เช่น สแปมและถั่วกระป๋องในซอสสีแดงๆ ผสมกับวัตถุดิบแบบเกาหลีโดยเฉพาะกิมจิ โคชูจัง เต้าหู้ ส่วนผสมสองโลก เมื่อผสมกันกลายเป็นรสกลมกล่ม เป็นอีกหนึ่งตัวตนของรสชาติแบบเกาหลีที่ร่วมสมัย
คำว่าบูเดจิเก แปลว่าสตูว์ของกองทัพ หมายถึงกองทัพสหรัฐที่กระจายตัวอยู่ในเกาหลีตั้งแต่หลังสงครามเกาหลี ในห้วงเวลานั้น เกาหลีเกิดภาวะขาดแคลนอาหารเป็นอย่างมาก สิ่งที่มากับกองทัพสหรัฐคือเครื่องปรุงและอาหารกระป๋อง เมนูบูเดจิเก คือการเอาวัตถุดิบกระป๋องทั้งหลายมาปรุงรวมกันด้วยวิธีปรุงอาหารแบบเกาหลีคือการทำซุป
ช่วงแรกบูเดจิเก ถูกมองว่าเป็นอาหารของคนยากจน แต่เมื่อเมนูธรรมดาถูกปรุงจนกลายเป็นเมนูความทรงจำ กลายเป็นอาหารประจำบ้าน ร้านอาหารต่างๆ นำมาปรับปรุงให้ทันสมัย กลายเป็นเมนูที่รับประทานร่วมกัน ในที่สุดเมนูเช่นบูเดจิเกกลายเป็นรสชาติใหม่ที่กลายเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมนั้นๆ ได้
Spam
อร่อยได้แม้เศรษฐกิจตกต่ำ

จากเมนูอาหาร สู่วัตถุดิบหรือสินค้าอาหารที่เราคุ้นเคย กระทั่งกลายเป็นตำนาน ซึ่งอาหารสำคัญแรก สัมพันธ์เจ้าบูเดจิเกที่พูดไปก่อนหน้า ทีนี้สำหรับยุคสงคราม ความต้องการอาหารสูง อาหารที่ดีต้องทนทาน ราคาไม่แพง มีอายุยาวนาน ขนส่งง่าย เก็บรักษาง่าย ซึ่งนวัตกรรมสำคัญของอาหารยุคสงครามคืออาหารกระป๋อง
อาหารกระป๋องที่สัมพันธ์กับยุคสงครามที่สุดอย่างหนึ่งคือ หมูกระป๋องยี่ห้อสแปม (Spam) หมูกระป๋องเนื้อเนียนเป็นผลิตภัณฑ์จากบริษัทฮอร์เมลฟู้ดส์ (Hormel Foods Corporation) ซึ่งคือการเอาหัวไหล่หมูที่ราคาไม่แพงมาบดและผสมกับแฮม ปรุงรสด้วยเกลือ และผสานเข้าเป็นเนื้อเดียวกันด้วยแป้งมันและเจลลาติน
สินค้าเริ่มต้นในทศวรรษ 1930 บริษัทวางให้เป็นเนื้อสัตว์เหมือนกับแฮม ไส้กรอก แต่ในยุคนั้นยังไม่ได้รับความนิยม จนกระทั่งเกิดสงครามขึ้น สแปมในฐานะอาหารกระป๋องในช่วงปลายทศวรรษ 1930 คือยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ก่อนจะกลายเป็นดาวเด่นเมื่ออเมริกาเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสแปมตอบโจทย์การส่งอาหารไปยังพื้นที่แนวหน้าซึ่งครั้งที่กองทัพสหรัฐ กระจายตัวไปในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มีตัวเลขว่าอเมริกาซื้อสแปมไปมากกว่า 70,000 ตัน และถ้าเราดูการกระจายตัวของฐานทัพสหรัฐในประเทศต่างๆ เราจะเห็นวัฒนธรรมอาหารโดยเฉพาะในแถบเอเชียและบางพื้นที่เช่นฮาวาย มีสแปมเข้าไปเป็นส่วนประกอบของอาหาร เช่น ซูชิ ข้าวกับสแปม โปเกะแบบฮาวาย เราจะพบเมนูสแปมได้ทั้งในเกาหลี ญี่ปุ่น และแถบฮาวาย
Nutella
ไม่มีโกโก้ก็เติมถั่วสิ

นูเทลลา อาหารที่รสชาติเหมือนมาจากสรวงสรรค์ที่เอาไปทาอะไรก็อร่อย เป็นอีกหนึ่งสินค้าอาหารที่เกิดขึ้นจากความขาดแคลนในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นูเทลล่าเกิดจากภาวะขาดแคลนโกโก้ในอิตาลี ซึ่งเกิดจากภาวะสงคราม
นูเทลล่าคิดค้นขึ้นโดย ปีเอโตร เฟอร์เรโร (Pietro Ferrero) ผู้ก่อตั้งบริษัท Ferrero ในปี 1946 หลักการคือเมื่อโกโก้ขาดแคลน ปิเอโตรจึงเพิ่มจำนวนโกโก้ ด้วยการเอาถั่วฮาเซลนัท ซึ่งมีมากทางตอนเหนือของอิตาลี บดและผสมเข้ากับโกโก้ ทำให้ใช้โกโก้ในปริมาณที่น้อยลง การบดเฮเซลนัทเป็นสูตรช็อคโกแลตที่เรียกกันว่า Giandujot ก่อนที่ทางแบรนด์จะค่อยๆ พัฒนาจนกลายเป็นเนื้อครีม และกลายเป็นนูเทลล่าอย่างเป็นทางการในปี 1964
Condensed Milk
สงครามส่งนม

สุดท้าย ส่งท้ายด้วยอาหารประจำชาติเอเชีย คือนมข้นหวาน อันที่จริงนมข้นหวานเป็นอีกหนึ่งอาหารแห่งยุคสมัยใหม่ที่มีความสำคัญ คือเกี่ยวข้องกับการบริโภคและการขนส่งนมเข้ามาบริโภคในเมือง ตัวนมข้นเดิม คือการใช้เทคนิกการทำให้นมวัวระเหย เติมน้ำตาลเข้าไปและปิดกระป๋อง แก้ปัญหานมบูดและนมไม่คุณภาพในช่วงศตวรรษที่ 19 ของอเมริกาได้
นมข้นกลายเป็นผลิตภัณฑ์ พัฒนาโดยเกล บอร์เดน (Gail Borden) ซึ่งพยายามแก้ไขปัญหานมเน่าเสียและสร้างผลิตภัณฑ์นมที่ปลอดเชื้อ ซึ่งเกลใช้เทคนิกการตุ๋นนมซึ่งได้จากกลุ่มศาสนา เป็นการตุ๋นด้วยหม้อคล้ายๆ สุญญากาศ ในยุคนั้นเริ่มมีแนวคิดเรื่องอุตสาหกรรมแล้ว เกลจึงเอาเทคนิกการตุ๋นมาใช้ พร้อมตั้งโรงงานที่ให้ความสำคัญกับสุขอนามัย มีกฎตั้งแต่การรัดนม จนเอามาตุ๋นและปิดกระป๋อง ในยุคนั้น คือราวปี 1850 ยังไม่มีแนวคิดเรื่องการพลาสเจอร์ไรซ์ ซึ่งเกิดขึ้นในราวทศวรรศถัดมาคือ 1860
ในปี 1858 นมข้นหวานจึงได้ถือกำเนิดขึ้นและออกจำหน่ายภายใต้ยี่ห้อนมข้นหวานตรานกอินทรี (Eagle Brand) เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรม ที่ตอนแรก เหมือนเดิมคือสินค้าใหม่ๆ ได้รับคำชมแต่ยังขายไม่ดี แต่นมข้นหวานกลายเป็นสเบียงสำคัญคือเมื่ออเมริกาเข้าสู่สงครามกลางเมือง นมข้นหวานคือของเหลวพลังงานสูง อัดกระป๋อง ส่งไปแนวหน้าง่าย กินง่าย ให้พลังงานสูง แถมรสชาติอร่อย
ในยุคนั้น ทหารแนวหน้าบางนายถึงกับเชิดชูว่า นมข้นหวานนี่แหละ ที่เป็นจุดเล็กๆ ในช่วงเวลาสงครามที่ทำให้นายทหารรู้สึกว่าชีวิตของพวกเขายังมีแง่มุมที่ปกติอยู่ เช่นการกินกาแฟ กินขนมปังแห้งๆ ทานมข้นรสหวานอร่อย
อ้างอิงจาก
homecookedcuisine.wordpress.com