“คุณคิดว่าถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญแล้วเศรษฐกิจจะมีโอกาสดีขึ้นจริงๆ ไหม? สําหรับผม ถ้าไม่แก้นี่โอกาสดีขึ้นไม่มีหรอก มีแต่จะแย่ลง”
8 กุมภาพันธ์นี้ เรามีนัดสำคัญกันคือไปใช้สิทธิเลือกตั้ง พร้อมออกเสียงประชามติ ซึ่งตลอดเดือนที่ผ่านเราจะเห็นภาคประชาชนและพรรคการเมือง ร่วมกันออกมารณรงค์ ‘กาเห็นชอบ’ ในการออกเสียงประชามติครั้งนี้ เพื่อเปิดทางให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
อย่างไรก็ตาม คำถามที่ว่า “ทำไมไม่สนใจเรื่องปากท้องก่อน ค่อยแก้รัฐธรรมนูญ?” กลายเป็นประเด็นที่เวียนวนกลับมาอีกครั้งเมื่อมีคนออกมาเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างใดๆ ของประเทศ เพราะเราต่างรู้สึกเหมือนกันว่าภาวะเศรษฐกิจไทยอยู่ในระดับที่ค่อนข้างวิกฤต
ในบทความนี้ The MATTER ได้พูดคุยกับ อภิชาต สถิตนิรามัย รองศาสตราจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงประเด็นที่ว่า รัฐธรรมนูญส่งผลต่อปากท้องอย่างไร? และรัฐธรรมนูญแบบไหนที่จะช่วยให้ประเทศมีเศรษฐกิจที่ดีได้?
เมื่อเศรษฐกิจไทยตกอยู่ในสภาวะ ‘ต้มกบ’
“ผมเคยพูดไว้เมื่อปี 2560 ที่ครบรอบ 20 ปี เหตุการณ์ต้มยํากุ้ง ว่าถ้าจะมีวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งหน้า จะไม่ใช่วิกฤตที่ระเบิดตู้มขึ้นมาแบบต้มยํากุ้ง แต่จะเป็นวิกฤตที่ผมเรียกว่า ‘ต้มกบ’ คือการที่สภาพเศรษฐกิจโตอย่างช้าๆ หรือไม่โต หรือโตไม่ทันความต้องการของสังคมที่มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ” อภิชาต กล่าว
ภาวะเศรษฐกิจแบบต้มกบ (Boiled Frog Crisis) คือ สภาพเศรษฐกิจที่ค่อยๆ หดตัวลง มีการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงทีละน้อย จนเรียกได้ว่าไม่เติบโตเลย ซึ่งเปรียบกับ ‘กบ’ ที่เป็นสัตว์เลือดเย็น เมื่อถูกนำใส่ในหม้อแล้วจุดไฟนๆ กบก็จะปรับสภาพร่างกายตัวเองให้เข้ากับหม้อที่อุ่นขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งน้ำเดือดจนกบตัวนั้นกระโดดหนีออกจากหม้อไม่ทัน และถูกต้มจนตายในท้ายที่สุด
อภิชาตได้แบ่งปัจจัยที่ทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจแบบต้มกบ 2 ปัจจัย ได้แก่ การเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) และความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง
ตั้งแต่ปี 2567 ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ จากจำนวนผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ถึงร้อยละ 20 ของประชากร ขณะที่อัตราการเกิดมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าภายในปี 2576 ประเทศไทยจะขยับเป็นสังคมสูงอายุระดับสุดยอด (Super Aged Society) คือจะมีผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 30 ของประชากร
หมายความว่าหลังจากนี้ ปัจจัยสำคัญในการผลิตอย่าง ‘แรงงาน’ ในประเทศจะลดลง ทำให้ความสามารถในการผลิตของประเทศลดลง อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ก็จะลดลงไปด้วย คือ ด้วยปัจจัยนี้เพียงอย่างเดียวก็สามารถทำให้เศรษฐกิจไทยโตช้าลงไปอีกประมาณ 1 %

ภาพ อันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยปี 2025 (cr. IMD)
ขณะเดียวกัน ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยก็กำลังลดลงไปด้วย จากรายงานของ IMD ในปี 2568 พบว่าประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 30 (ลดลง 5 อันดับ จากปี 2567) โดยมีอันดับลดลงทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นสมรรถนะทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของภาครัฐ ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ หรือโครงสร้างพื้นฐาน
โดยอภิชาตกล่าวว่า สาเหตุที่ความสามารถในการแข่งขันของไทยน้อยลง เพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกเป็นหลัก โดยเฉพาะการผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น ซึ่งกำลังถูกแย่งชิงพื้นที่ตลาดจากรถไฟฟ้า (EV) ของจีนในปัจจุบัน ส่งผลให้ยอดขายและยอดผลิตจากอุตสาหกรรมรถยนต์ญี่ปุ่นลดลงไปด้วย
นอกจากนั้น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยียังทำให้สินค้าที่เคยเป็น ‘Product Champion’ ของไทย อย่างฮาร์ดดิสก์เริ่มกลายเป็นของล้าสมัย หรือถูกคู่แข่งจากประเทศอื่นๆ ที่สามารถผลิตสินค้าประเภทนี้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า แม้แต่พลาสติกที่เราเคยเป็นฐานการผลิตให้ประเทศจีน ปัจจุบัน จีนก็สามารถผลิตเองด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า และยังส่งออกแข่งกับเราอีกด้วย
“เหล่านี้กลายเป็นปัญหาที่ทำให้เราสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เพราะสินค้าเราส่งออกไม่ได้ ถึงส่งออกไปขายก็เอารายได้เข้ามาได้น้อยหรือรายได้ไม่โต ถ้าดูในภาพรวม การสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ประกอบกับกําลังแรงงานที่ลดลง จึงทําให้เศรษฐกิจไทยค่อยๆ โตช้าลงเรื่อยๆ หรือแทบไม่โตเลยในช่วงปีที่ผ่านมา” อภิชาต กล่าว
สิ่งที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว หากเศรษฐกิจไม่โตแบบนี้ คือ รายได้ของรัฐโตไม่ทันความต้องการของสังคม เราอาจเห็นคนแก่ไร้บ้านเพิ่มขึ้นในอนาคต เพราะระบบสวัสดิการของรัฐเติบโตไม่ทันสังคมที่กำลังสูงวัย ทั้งสวัสดิการบำนาญหรือการรักษาพยาบาล

ภาพ แผนภูมิหนี้สาธารณะต่อ GDP ปีงบประมาณ 2541-2569 (cr. สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ)
เพราะถ้ามองสัดส่วนหนี้ต่อรายได้ของรัฐตอนนี้ จะพบว่าตอนนี้หนี้สาธารณะต่อ GDP สูงขึ้นมาก ในเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ 66.1% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 12.45 ล้านล้านบาท ซึ่งเกือบชนเพดานหนี้สาธารณะที่ตั้งไว้ คือไม่เกินร้อยละ 70 ต่อ GDP ซึ่งเป็นอัตราที่เพิ่งปรับขึ้นมาในปี 2564 (จากร้อยละ 60 ต่อ GDP)
“ถ้าเราอยากให้เศรษฐกิจโตเท่าเดิมคือไม่แย่ไปมากกว่านี้ หมายความว่าจํานวนคนงานที่มีอยู่จะต้องทํางานได้มีประสิทธิภาพหรือมีผลผลิตมากขึ้น คนหนึ่งคนจะต้องเก่งขึ้นเป็น 2 เท่า เพื่อทดแทนคนที่หายไป แปลว่าเราต้องมีระบบการศึกษาที่ดี ลงทุนในมนุษย์ ต้อง Upskill และ Reskill เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี” อภิชาต ระบุ
ประเทศไทยจะออกจากสภาวะต้มกบได้อย่างไร?
“คิดดูนะ ผมพูดเรื่องนี้ตั้งแต่ 9 ปีที่แล้ว ซึ่งผมไม่ได้เป็นคนแรกๆ ที่พูด จนตอนนี้ภาวะต้มกบก็เริ่มปรากฏให้เห็นชัดๆ คําถามคือทําไมเราถึงยังแก้ไม่ได้ทั้งที่รู้เรื่องนี้มานานแล้ว นักการเมืองก็รู้เรื่องนี้ ประยุทธ์บรรจุเรื่องนี้เป็นเป้าหมายหลักในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีด้วยซ้ำ” อภิชาต กล่าว
ภาวะเศรษฐกิจแบบต้มกบก็เหมือนปัญหาโครงสร้างอื่นๆ ในประเทศไทย เช่น การศึกษา การกิโยตินกฎหมาย ซึ่งเป็นปัญหาที่มีสัญญาณว่าจะเกิดขึ้น จนมีผลปรากฏให้เห็นแล้ว นักการเมืองหรือผู้ออกนโยบายต่างรับรู้ปัญหา และรู้ไปถึงวิธีการแก้ปัญหา แม้แต่แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่พ่วงมากับรัฐธรรมนูญ 2560 ก็กำหนดแนวนโยบายสำหรับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไว้
“สําหรับผมปัญหาพวกนี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เพราะพวกเราเจอปัญหานี้มา 20 กว่าปีแล้ว และเป็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นอีกในระยะยาว” อภิชาต ย้ำ
นักเศรษฐศาสตร์คนนี้ ชี้ทางออกว่าหากประเทศไทยต้องการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ก็จำเป็นต้องคิดค้น ‘นวัตกรรม’ เพื่อผลิตสินค้าซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของสังคม หรือหากอยากครองตลาดสินค้าเดิม อย่างฮาร์ดดิสก์หรือพลาสติก ก็ต้องหาหนทางที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง
ดังนั้น รัฐบาลจึงควรลงทุนเพื่อผลักดันให้เกิดการสร้างนวัตกรรม อย่างที่เคยเปลี่ยนประเทศไทยจากประเทศเกษตรกรรมเป็นฐานผลิตสินค้าอุตสาหกรรมในอดีต
“เมื่อก่อนเราทําไร่ไถนาอย่างเดียว เดี๋ยวนี้เราผลิตสินค้าอุตสาหกรรม 30-40% ของรายได้ต่อปี เพราะเคยเป็นวาระที่รัฐต้องการผลักดัน แต่การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เคยสร้างไว้ก็เหมือนหมดพลังไปแล้ว เราจึงต้องยกระดับอุตสาหกรรมขึ้นมาใหม่อีกรุ่นหนึ่งผ่านการทํานวัตกรรม ซึ่งต้องการบทบาทของรัฐสูงมาก ทั้งการพัฒนาการศึกษาและแรงงานในทุกระดับ” อภิชาต อธิบาย
การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างหรือผลักดันนโยบายต่างๆ จำเป็นต้องใช้เวลาในการรื้อ ปรับ หรือวางโครงสร้างใหม่ แต่การมีอยู่ของ ‘รัฐธรรมนูญ 2560’ กลายเป็นหนึ่งในสิ่งกีดขวางที่ทำให้รัฐบาลที่ถูกเลือกตั้งเข้ามาไม่สามารถแก้ปัญหาหรือดำเนินนโยบายได้อย่างเต็มที่
“รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นอุปสรรคในแง่นี้ เพราะกติกาทางการเมืองของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผลิตรัฐบาลที่ไร้เสถียรภาพ ยกเว้นประยุทธ์คนเดียวที่สามารถอยู่ได้เกือบครบวาระ ซึ่งเราก็เข้าใจกันอยู่ว่าทําไมเขาถึงอยู่ได้ครบวาระ”
“แต่พอประยุทธ์ไม่ใช่นายกฯ ปุ๊บ แถมเป็นรัฐบาลที่เหมือนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับชนชั้นนํา เขาไม่พอใจ เขาก็มีเครื่องมือในการสกัดออก อย่างง่ายที่สุด คือ การใช้ข้อหาที่ตีความได้กว้างขวางที่สุด ดังนั้น เราจึงมีนายกฯ 3 คน ในเวลาไม่ถึง 3 ปี ตั้งแต่หลังเลือกตั้ง 2566 ด้วยข้อหาผิดจริยธรรมซึ่งอาศัยการตีความที่มีความไม่แน่นอนสูง ขึ้นอยู่กับว่าศาลจะลงเป็นคุณหรือโทษ สิ่งนี้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ถูกออกแบบมา” อภิชาต กล่าว
เหตุการณ์ทางการเมืองหลังเลือกตั้ง 2566 สะท้อนถึงปัญหาของรัฐธรรมนูญ 2560 หลายประการ เช่น พรรคก้าวไกลซึ่งชนะเลือกตั้งอันดับ 1 ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เนื่องจากต้องรวมเสียงข้างมากของที่ประชุมรัฐสภา ตามบทเฉพาะกาลที่ให้อำนาจ สว. เลือกนายกฯ ได้ใน 5 ปีแรก
กระนั้น เศรษฐา ทวีสิน และ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง ด้วยข้อหาผิดจริยธรรมร้ายแรง ที่ผ่านมาเราจึงมีนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน ในการเลือกตั้ง 2566 เพียงครั้งเดียว
‘พ.ร.บ. การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ’ อีกอาวุธลับที่ยังไม่ถูกหยิบใช้
ในทัศนะของอภิชาต รัฐธรรมนูญ 2560 จึงเหมือนกติกาที่ออกแบบมาเพื่อเตะสกัดหรือถอดถอนนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ผลออกมาไม่ถูกใจชนชั้นนำ โดยอีกหนึ่งอาวุธลับที่ยังไม่เคยถูกหยิบมาใช้ คือ “พ.ร.บ. การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560”
โดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องแถลงนโยบาย และเสนองบประมาณรายจ่ายประจำปีให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติที่เขียนไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ หากเกิดกรณีที่ สส. หรือ สว. เห็นว่ารัฐบาลไม่ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ก็อาจมีมติส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณา และดำเนินการกับหัวหน้าหน่วยงานรัฐนั้น ซึ่งมีผลตั้งแต่การพักราชการหรือพักงาน สั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน หรือสั่งให้พ้นตำแหน่ง
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลที่เกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 จึงไม่ค่อยมีเสถียรภาพ การแก้ไขปัญหายากๆ หรือการผลักดันนโยบายตามที่หาเสียงไว้จากการเลือกตั้งก็ทำยากเช่นกัน เพราะรัฐบาลมีอายุสั้นกว่าที่ควรจะเป็น
อีกปัจจัยสำคัญคือ กลไกการตรวจสอบ ซึ่งปรากฏให้เห็นจากหน้าข่าวแล้วว่าไร้ประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นกรณีตึก สตง. ถล่ม เครนก่อสร้างร่วงทับรถไฟ รวมถึงประสิทธิภาพการทำงานต่างๆ ของระบบราชการ เหล่านี้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย
ดังนั้น รัฐบาลที่อายุยืนและเข้มแข็งพอ จะเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญสู่การแก้ปัญหาสภาวะต้มกบในทัศนะของอภิชาต
จำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้กบกระโดดออกจากหม้อหรือไม่?
“สำหรับผมรัฐธรรมนูญ 2560 เปรียบเสมือนฝาหม้อที่มีคนเอาหินไปทับไว้ คือ ต้มกบ ปิดฝาหม้อ แล้วเอาหินทีบไว้อีกก้อนหนึ่ง ถ้าคุณไม่เอาหินออก ถึงกบจะอยากกระโดดออกจากหม้อ มันก็กระโดดไม่ออก”
“แน่นอนว่า การแก้รัฐธรรมนูญเป็นปัจจัยที่จําเป็นในการกระโดดออกจากหม้อ แต่ก็อาจจะไม่ได้เป็นปัจจัยที่เพียงพอ ไม่ใช่ว่าแก้รัฐธรรมนูญแล้วเศรษฐกิจจะดีขึ้น ทันตาเห็น มันยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกเต็มไปหมด” อภิชาต ตอบ
ปัจจัยอื่นๆ คือ รัฐมีเงินไปสนับสนุนการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ หรือนำเงินไปลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างหลายๆ ด้าน โดยต้องไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงชั่วคราว แบบโครงการแจกเงินสดอย่างที่ผ่านมา
“อย่างโครงการคนละครึ่ง แท้จริงแล้วไม่ได้ช่วยกระตุ้นการบริโภค ปัญหาของประเทศไทยไม่ได้มาจากการที่เราบริโภคน้อยเกินไป แต่มาจากการผลิตไม่เก่ง เราไปกระตุ้นการบริโภค เงินก็จะไหลออกไปนอกประเทศ เพราะเราไปซื้อสินค้าคนอื่นมา เราไม่ได้ผลิตเองแล้ว เพราะต้นทุนการผลิตเราสู้เขาไม่ได้ หลายคนไปซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ แล้วเงินก็ไหลออกนอกประเทศ การจ้างงานก็ไม่เกิด รายได้ในประเทศก็ไม่เกิด” อภิชาต กล่าว
กล่าวโดยสรุปคือ รัฐธรรมนูญเป็นเงื่อนไขที่จําเป็นในการเอากบออกจากหมอ แต่ออกมาแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นไหม อภิชาตขอตอบว่า “ต้องทําอย่างอื่นด้วย แต่ถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญ เราก็อยู่กันแบบนี้ แปลว่า อนาคตข้างหน้าก็จะแย่ลงๆ น้ําจะเดือดขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนจะยิ่งแก่ขึ้นเรื่อยๆ ด้วย”
นอกจากนี้ ปัจจัยภายนอกจากนโยบายกำแพงภาษีทรัมป์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปี ยังเป็นปัจจัยลบที่ส่งผลต่อประเทศไทยที่พึ่งพิงรายได้จากการส่งออกสูง ซึ่งทำให้น้ำในหม้อเดือดเร็วกว่าเดิม
“สําหรับผม นี่คือการสิ้นสุดยุคทางเศรษฐกิจของโลกยุคนึง เป็นการพังทลายของระเบียบโลกเดิม เต็มไปด้วยความผันผวน เราหมดยุคโลกาภิวัฒน์แล้ว ซึ่งจะเป็นอะไรต่อ ก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ” อภิชาต กล่าว
แล้วรัฐธรรมนูญแบบไหนที่จะช่วยให้เศรษฐกิจเราโต
“อย่างน้อยรัฐธรรมนูญต้องออกแบบมาให้รัฐบาลมีเสถียรภาพจนอยู่ครบวาระได้ และต้องออกแบบให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเข้มแข็ง” อภิชาต ตอบ
นักเศรษฐศาสตร์ชวนชี้ให้เห็นถึงปัญหาเล็กๆ ซึ่งซ่อนไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 และทำให้พรรคการเมืองหรือรัฐบาลไม่เข้มแข็ง ผ่านการเอื้อให้มี ‘งูเห่า’ หรือ สส. ที่ลงคะแนนเสียงสวนทางกับมติพรรคตนเอง เพื่อสนับสนุนฝ่ายตรงข้าม
โดยรัฐธรรมนูญ 2540 ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ระบบพรรคการเมืองเข้มแข็งมากขึ้น ด้วยการกำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. ต้องสังกัดพรรคการเมืองเป็นเวลาอย่างน้อย 90 วัน ก่อนวันสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการปิดทางไม่ให้ สส. ย้ายพรรค หากมีการยุบสภา ซึ่งต้องกำหนดวันเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2540 ภายใน 60 วัน
นอกจากนี้ ยังมีบทบัญญัติให้พรรคการเมืองสามารถขับ สส. ออกจากพรรคได้ หากมีการลงมติ 3 ใน 4 ของที่ประชุมร่วมภายในพรรค ซึ่งจะทำให้บุคคลนั้นพ้นสมาชิกภาพ สส. ทันที เว้นแต่จะมีการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญ
เหล่านี้ทำให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็งและสามารถควบคุม สส. ได้เข้มข้น ทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพสามารถบริหารได้อย่างรวดเร็ว แต่หากพรรคการเมืองนั้นไม่มีหลักประชาธิปไตย สส. ก็ต้องจำใจเชื่อฟังพรรคที่สังกัด การย้ายพรรคด้วยอุดมการณ์หรือแนวทางการทำงานไม่ตรงกันก็อาจทำได้ยากไปด้วย
ขณะที่ รัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งมีการกำหนดว่า แม้จะมีมติ 3 ใน 4 ของที่ประชุมร่วมของพรรค ให้ สส. ออกจากพรรคแล้ว บุคคลนั้นจะยังไม่พ้นสมาชิกภาพ สส. ถ้าหาพรรคใหม่ได้ภายใน 30 วัน ที่ผ่านมา เราจึงเห็นเหตุการณ์ที่มี สส. โหวตสวนมติพรรคเกิดขึ้นเป็นระยะๆ
ประการถัดมาคือ “รัฐธรรมนูญควรกระจายอำนาจไปสู่การปกครองส่วนท้องถิ่น” เพื่อลดภาระของรัฐส่วนกลางให้สามารถปรับจุดโฟกัสไปอยู่ที่ภาพรวมด้านเศรษฐกิจและภาพรวมของประเทศ ซึ่งจะช่วยประหยัดงบบริหาร ‘ไม่ถูกจุด’ ที่รัฐบาลดำเนินการกับท้องถิ่นต่างๆ ด้วย
“การพูดว่าเนื้อหาที่ดีของรัฐธรรมนูญคืออะไร ก็ต้องว่ากันไปอีกนาน แต่สิ่งที่ผมกลัวตอนนี้คือ กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญใหม่จะไม่สําเร็จ ก่อนที่กรมบัญชีกลางจะตาย” อภิชาต สะท้อนความกังวลของเขา
เนื่องด้วยความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2549 ถึงปัจจุบัน ประเทศไทยเจอรัฐประหารถึง 2 ครั้ง ซึ่งทำให้ประเทศต้องหยุดชะงัก โดยเฉพาะการรัฐประหาร 2557 ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มเสื่อมถอย อภิชาตมองว่าหากมีการแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างจริงจังตั้งแต่ตอนนั้น เศรษฐกิจไทยอาจไม่เลวร้ายเท่าปัจจุบัน
“ต้นทุนที่แพงที่สุดสําหรับผม จากการรัฐประหารปี 2557 คือ เราเสียโอกาสในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จึงกลายเป็นมรดกบาปที่ตกมาถึงเราในปัจจุบัน” อภิชาต กล่าว
ความคุ้มค่าของการแก้รัฐธรรมนูญ
การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ ต้องใช้งบประมาณหลายล้านบาทสำหรับขั้นตอนประชามติอย่างน้อย 3 ครั้ง The MATTER ถามถึงความคุ้มค่าของงบประมาณที่จ่ายกับสิ่งที่อาจจะได้จากการแก้รัฐธรรมนูญ
“ถ้าเราไม่แก้ แล้วคุณจะวัดความคุ้มค่าอย่างไร?” อภิชาต ตั้งคำถาม
แม้การทำประชามติจะต้องใช้งบประมาณในการดำเนินการ แต่ก็เป็นสิ่งที่ควรยอมแลกเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 มาจากความต้องการรักษาสถานะที่เป็นอยู่ปัจจุบัน (Status Quo) ซึ่งขัดขวางการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเมืองที่จะเกิดขึ้น นอกจากนี้ การทำประชามติพร้อมเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ยังช่วยประหยัดงบประมาณไปได้ถึงหลักพันล้านบาท
“แน่นอนว่าเราจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่คุณคิดว่าถ้าไม่แก้แล้วเศรษฐกิจจะมีโอกาสดีขึ้นจริงๆ ไหม? สําหรับผม ถ้าไม่แก้นี่โอกาสดีขึ้นไม่มีหรอก มีแต่จะแย่ลง” อภิชาต กล่าว
เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ส่งผลต่อตัวชี้วัดของรัฐบาลไทยซึ่งกำลังเสื่อมประสิทธิภาพลงทุกวัน คือ กฎหมายที่ไม่เป็นกฎหมาย หลักนิติธรรม (Rule of law) แย่ลงเรื่อยๆ การตัดสินของศาลไม่คงเส้นคงวา ซึ่งส่งผลต่อการดึงดูดนักลงทุนและรายได้ของประเทศอีกทอดหนึ่ง
“เราเห็นกันอยู่ว่า ปัจจุบัน เด็กเพิ่งจบใหม่หางานทำยากขึ้น เงินเดือนโตช้า ขณะที่ภาระค่าใช้ก็เพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะคนที่ต้องดูแลพ่อแม่ที่แก่ตัวลง หรือมีลูกต้องเลี้ยง ซึ่งมันก็ส่งผลให้คนไม่อยากมีลูก ไม่อยากมีครอบครัว ก็ยิ่งไปซ้ําเติมภาวะสังคมสูงวัยแบบที่เคยกล่าวไว้ กลับกัน ถ้าเศรษฐกิจดีหรือมีสวัสดิการรัฐ คนก็จะอยากมีลูกหรือสร้างครอบครัว เพราะชีวิตมีความมั่นคง” อภิชาต กล่าว
สุดท้ายแล้ว รัฐธรรมนูญกับปากท้องเป็นเรื่องเดียวกัน? —The MATTER ถาม
“ถ้าคุณเห็นว่าเศรษฐกิจดีอยู่แล้วก็ไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพราะการแก้รัฐธรรมนูญเป็นปัจจัยอันจําเป็นที่จะทําให้เศรษฐกิจดีขึ้น แต่ย้ำอีกครั้งว่าต้องมีปัจจัยอื่นๆ เสริมด้วย”