เมื่อคำว่า ความยั่งยืน หรือ Sustainability กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาคธุรกิจต้องเร่งหาคำตอบ
โครงการ 2026 UOB Wonder Lab: Where youth ideas meet sustainability challenges พื้นที่ที่ไอเดียของคนรุ่นใหม่ ได้ร่วมแก้โจทย์ความยั่งยืน จึงเปิดพื้นที่ชวนทีมเยาวชนคนรุ่นใหม่ อายุ 15 – 25 ปี มาร่วมกันนำเสนอไอเดียสร้างสรรค์การตลาดเพื่อความยั่งยืน เพื่อแก้โจทย์ธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง
แต่ในโลกของความเป็นจริง อุปสรรคใหญ่ที่ภาคธุรกิจต้องเจอไม่ใช่แค่การลงมือทำ แต่คือการสื่อสาร ข้อมูลด้าน ESG ที่ซับซ้อนอย่างไรให้กลุ่มเป้าหมายเข้าใจและมองเห็นคุณค่า นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญของเวทีในปีนี้ ที่เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ลงสนามประลองไอเดียกับ 3 องค์กรชั้นนำระดับประเทศอย่าง DHL Express, DKSH และ HÄFELE Thailand เพื่อท้าทายให้พวกเขาใช้พลังของการสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นเรื่องใกล้ตัว ลบภาพจำที่ว่าแคมเปญรักษ์โลกต้องน่าเบื่อ และพิสูจน์ว่าการตลาดเพื่อความยั่งยืนสามารถสร้างกำไรและโอกาสทางธุรกิจได้จริง พร้อมทั้งโอกาสสำคัญในการชิงเงินรางวัลรวมกว่า 120,000 บาท แถมยังได้พัฒนาทักษะผ่าน Workshop และ Mentorship สุด Exclusive ตลอดจนได้ขยายเครือข่ายทำความรู้จักกับผู้นำเยาวชนและผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในวงการ
เพื่อพิสูจน์ว่าไอเดียรักษ์โลกสามารถทำเป็นกลยุทธ์ธุรกิจได้จริง The MATTER ขอพาไปเจาะลึกอินไซต์และสรุปบรรยากาศจากงานเวิร์กช็อป Impact Academy เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ที่ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย จัดขึ้นที่ UOB Plaza Bangkok ซึ่งเป็นการติวเข้มแบบ Onsite ของเยาวชนทั้ง 15 ทีมที่ผ่านการคัดเลือกจาก 171 ทีม พวกเขาได้เรียนรู้ ‘ทักษะแห่งอนาคต’ อะไรบ้าง

Sustainability Marketing ไม่ใช่แค่การทำให้แบรนด์ดู ‘เขียวขึ้น’
คลาส Green Ideation Lab โดยคุณพรจรรย์ ไกรวัตนุสสรณ์ ผู้ก่อตั้ง School of Changemakers ชวนเยาวชนเปลี่ยนมุมมองว่า การตลาดเพื่อความยั่งยืน ไม่ใช่แค่การป่าวประกาศว่าองค์กรรักษ์โลก หรือการทำ CSR แยกส่วน แต่คือการออกแบบการตลาดทั้งระบบ ความยั่งยืนต้องถูกนำมาใช้ตอบโจทย์ลูกค้าและสร้างการเติบโตให้ธุรกิจได้จริง ภายใต้บริบทของเป้าหมาย Net Zero กฎระเบียบใหม่ๆ และความคาดหวังของตลาดที่สำคัญคือต้องรู้เท่าทัน 7 Sins of Greenwashing หรือการฟอกเขียว เช่น การใช้ข้อความคลุมเครือ เคลมเกินจริง หรืออ้างใบรับรองที่ไม่มีอยู่จริง เพื่อพัฒนาการสื่อสารที่โปร่งใสและมีหลักฐานอ้างอิงเสมอ

เมื่อความยั่งยืน คือกลยุทธ์ธุรกิจที่สร้างความแตกต่าง
เวิร์กช็อปพาไปเจาะลึกกรณีศึกษาจากแบรนด์ระดับโลกอย่าง Interface, Mohawk และ Shaw เพื่อให้เห็นภาพจริงว่า ธุรกิจสามารถนำ Sustainability มาเป็นแก่นของสินค้าและ Positioning ได้อย่างไร โดยเคสของ Interface สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ความยั่งยืนช่วยสร้างความแตกต่างทางธุรกิจได้ เมื่อแบรนด์รู้จักเชื่อมโยงตั้งแต่นวัตกรรมสินค้า, การมีหลักฐานเชิงประจักษ์ ไปจนถึงการได้ใบรับรอง สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องวิเคราะห์ให้ออกว่า ใครคือผู้มีอิทธิพลและผู้ตัดสินใจซื้อที่แท้จริง เพื่อให้แผนการตลาดเข้าไปแก้ปัญหาได้ถูกจุด

เครื่องมือเปลี่ยนไอเดีย ให้เป็นแผนการตลาดที่ทำได้จริง
น้องๆ ผู้เข้าร่วมได้รับ Framework ระดับมืออาชีพเพื่อนำไปตรวจสอบ แผนงานของทีมตัวเองใน 3 ระดับ ได้แก่ SOSTAC: ตรวจสอบโครงสร้างแผนการตลาดว่าครบถ้วนตั้งแต่ต้นจนจบหรือไม่
STP Reality Check: ทบทวนว่าแบรนด์กำลังสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายและผู้ตัดสินใจที่ถูกต้องจริงๆ หรือเปล่า และเกณฑ์ประเมิน 8 ข้อ: ครอบคลุมตั้งแต่ Insight, Strategic Fit, ความแตกต่าง ไปจนถึงความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ และความสามารถในการวัดผล เพื่อย้ำว่าไอเดียที่ดีต้องทำเงินและวัดผลทางธุรกิจได้จริงด้วย

Exclusive Partner Meetup เจาะลึกอินไซต์กับตัวจริงจาก 3 องค์กรพันธมิตร
หลังจากได้ Framework ระดับมืออาชีพแล้ว ก็ถึงเวลาลงสนามจริง! ในช่วง Exclusive Partner Meetup น้องๆ แต่ละกลุ่มจะได้แยกย้ายเข้า U Station เพื่อพูดคุยแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนจาก 3 พาร์ตเนอร์ร่วมสร้างความยั่งยืน ได้แก่ DHL Express, DKSH และ HÄFELE Thailand เซสชันนี้เปิดโอกาสให้แต่ละทีมได้นำไอเดียตั้งต้นมาปรึกษา เจาะลึกถึง Insight ขององค์กร สอบถามถึงข้อจำกัด และรับฟังฟีดแบ็กจากมุมมองของคนทำงานจริงในอุตสาหกรรมนั้นๆถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ช่วยให้น้องๆ ได้จูนความคิด และนำข้อมูลกลับไปปรับแก้แคมเปญให้ไม่เป็นแค่ ไอเดียในฝัน แต่เป็นทางออกที่ทำได้จริงและตอบโจทย์ธุรกิจได้อย่างตรงจุด

Strategic Pitching Mastery เคล็ดวิชามัดใจกรรมการ
นอกจากไอเดียจะดีแล้ว ทักษะการนำเสนอ คือจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย เซสชันนี้โดยคุณชนากานต์ ขจรเสรี CEO บริษัท มายด์เวนเจอร์ จำกัด ได้มาช่วยติวเข้มการจัดโครงสร้างการพิช Structure Realignment สอนการลำดับเรื่องราวตั้งแต่ Executive Summary, Problem & Insight, The Big Idea, Marketing Strategy ไปจนถึง Goals เพื่อสรุปแก่นแคมเปญให้กรรมการอยากฟังต่อ ฝึกคิดกรอบปัญหาด้วยหลัก MECE (Mutually Exclusive, Collectively Exhaustive) เพื่อให้แผนงานครอบคลุม ไม่ซ้ำซ้อน ไม่ตกหล่น รับมือการตอบคำถามกรรมการด้วย Q&A Strategy (A-C-E) Acknowledge ทวนคำถาม, Core Answer ตอบจุดยืนหลัก, และ Evidence ใช้ตัวเลขหรือกรณีศึกษาเป็นหลักฐาน

The 3Vs กฎ 3 ข้อของการสื่อสารให้ทรงพลัง
คุณธรรัตน โอฬารหาญกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริหารสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ได้เน้นย้ำว่าการพิชที่ดีต้องทำให้คนฟังเข้าใจไอเดีย และเชื่อมั่นในตัวคนพูด สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของบุคลิกภาพ แต่คือทักษะที่ฝึกฝนได้ผ่านหลัก The 3Vs ได้แก่ Visual (สิ่งที่ผู้ฟังเห็น) ยืนมั่น สบตา ใช้มือให้ถูกจังหวะ และสไลด์ต้องทำหน้าที่เสริมคำพูด ด้วยกฎหนึ่งสไลด์ หนึ่งหน้าที่ Verbal (เนื้อหา) ประโยคหลักต้องชัดเจน ตอบให้ได้ว่าเรากำลังช่วยใคร เปลี่ยนแปลงอะไร และทำไมจึงสำคัญ Vocal (วิธีพูด) ควบคุมความเร็ว เน้นคำ และเว้นจังหวะ เพื่อให้เวลาผู้ฟังได้คิดตาม

จากห้องเรียน สู่ The Final Pitch เวทีแห่งโอกาส
หลังจบเวิร์กช็อป Impact Academy น้องๆ ไม่ได้กลับบ้านไปแค่ความรู้ แต่ได้ทั้ง Mindset, Framework และทักษะแห่งอนาคต ที่พร้อมนำไปลับคมแคมเปญของตัวเองจากการ Pitching Simulation จำลองการพิตช์จริง ทั้ง 15 ทีม จะถูกคัดเลือกให้เหลือเพียง 9 ทีมสุดท้าย โดยทั้ง 9 ทีมจะได้เข้าร่วมกิจกรรม Online Mentoring รับคำปรึกษาเจาะลึกเพื่อปรับกลยุทธ์ให้สมบูรณ์แบบ ก่อนจะก้าวเข้าสู่รอบ The Final Pitch เพื่อนำเสนอผลงานต่อหน้าองค์กรธุรกิจจริง และร่วมสร้างเส้นทางความยั่งยืนไปด้วยกัน