ก็ทำนู่นนั่นนี่ไปตั้งหลายอย่างแล้ว แต่ทำไมงานยังไม่เสร็จสักทีนะ?
เคยมีเป้าหมายที่ตัวเองอยากทำให้สำเร็จหรือเปล่า? ไม่ว่าจะเป็น เขียนวิทยานิพนธ์ให้เสร็จ ร่อนใบสมัครงานไปที่ใหม่ หรือสอบวัดระดับภาษาให้ผ่าน ทั้งที่เราน่าจะทำสิ่งเหล่านี้ให้เสร็จอย่างที่ตั้งใจ แต่กลายเป็นว่าเรากลับเลื่อนงานเหล่านี้ออกไป แล้วไปหันไปทำสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องแทน
เมื่ออยู่ในสถานการณ์นี้ มันเหมือนจะมีสิ่งที่เราอยากทำมากมายผุดขึ้นมาในหัว จู่ๆ เราก็อยากเตรียมตัวให้พร้อมด้วยการนั่งสมาธิ เรียกพลังด้วยการลุกไปคั่วกาแฟ หรือเปลี่ยนสภาพแวดล้อมด้วยการจัดห้องให้เป็นระเบียบ เรียกได้ว่าอยากทำทุกอย่างที่ไม่ใช่เป้าหมายแรกที่ตั้งเอาไว้ ดูเผินๆ สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นประโยชน์ต่อเป้าหมายที่เราจะทำ แต่อีกมุมหนึ่ง มันกลับยิ่งทำให้เราถอยห่างจากเป้าหมายของเรามากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่รู้ตัวหรือเปล่านะ
ภาวะนี้มีชื่อเรียกว่า ‘productive procrastination’ หรือการผัดวันประกันพรุ่งรูปแบบหนึ่ง ที่ผลักดันให้เราหันไปทำงานอื่นๆ ระหว่างโปรเจ็กต์ใหญ่ที่ต้องทำจริงๆ สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ยังไง ทำไมเราถึงยอมเลื่อนงานสำคัญแล้วหันไปทำงานเล็กๆ กันนะ เราชวนไปรู้จักภาวะนี้ให้มากขึ้นกัน

เมื่อการผัดวันประกันพรุ่งไม่ใช่เรื่องของความขึ้เกียจ
ปกติเวลาพูดถึงการผลัดวันประกันพรุ่งเรามักจะนึกถึงความขี้เกียจ หรือคนที่สนใจแต่ความสุขระยะสั้น เมื่อจริงๆ แล้ว การเลื่อนงานสำคัญๆ ออกไปไม่ได้เป็นเรื่องของความขยันหรือความขี้เกียจอย่างเดียว แต่การผัดผ่อนยังเป็นเรื่องของการจัดการอารมณ์ด้วย
ทั้งที่เราก็ทำงานอื่นได้ตั้งมากมาย แต่ทำไมเราถึงอยากเลื่อนสิ่งที่ต้องทำจริงๆ ออกไปด้วยล่ะ? มีการศึกษาเกี่ยวกับเบื้องหลังของการผัดวันประกันพรุ่ง อธิบายว่ามักเกี่ยวข้องกับเรื่องของการควบคุมอารมณ์ เมื่อเรารู้สึกกังวลกับการทำบางอย่างที่เจ็บปวดหรือยากลำบาก สมองเรามักใช้กลไกป้องกันตัวเอง ด้วยการกระตุ้นให้เราเลื่อนสิ่งนั้นออกไป
หมายความว่าสิ่งที่เราผัดผ่อนออกไป ไม่ใช่เพราะตัวงานจริงๆ แต่เป็นอารมณ์ด้านลบระหว่างที่ทำงานนั้นต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นการกลัวความล้มเหลว ความวิตกกังวล ไม่มั่นใจ หรือแม้แต่ความเบื่อหน่าย
ตัวอย่างเช่น การที่เราไม่เขียนรายงานให้เสร็จ อาจไม่ใช่เพราะเราขี้เกียจ หรือไม่มีทักษะเสมอไป แต่เป็นเพราะเราคาดหวังกับงานชิ้นนี้ไว้สูง เลยกังวลว่าจะทำได้ไม่ดี หรือทำให้คนอื่นผิดหวัง ทำนองเดียวกับการสมัครงาน บางครั้งที่เราเลื่อนการส่งใบสมัครไป อาจเป็นเพราะเรากลัวการถูกปฏิเสธ หรือไม่มั่นใจในความสามารถตัวเองอยู่ก็ได้ และเพื่อหลีกเลี่ยงอารมณ์เหล่านี้ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อจิตใจ เราจึงเลี่ยงการทำงานนั้นไปด้วย
แม้ว่าการผัดวันประกันพรุ่งจะเป็นวิธีป้องกันเราจากความเจ็บปวด แต่ถึงอย่างนั้น การผัดงานออกไปสุดท้ายก็มักทำให้เรารู้สึกละอายใจ หรือรู้สึกผิดได้เช่นกัน เพราะลึกๆ แล้วเราเองก็อยากทำเป้าหมายนั้นให้สำเร็จ นั่นเลยเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายคนเลือกทำ productive procrastination ซึ่งเป็นการผัดวันประกันพรุ่งที่เนียบเนียนกว่า
ภาวะนี้มาจากการรวมคำ 2 คำ คือ productive หรือการผลิตงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ปล่อยให้เสียเวลาเปล่า และ procrastination หรือการผัดวันประกันพรุ่ง รวมแล้วจึงหมายถึง ภาวะที่เรามักการหลีกเลี่ยงการทำงานโปรเจ็กต์ชิ้นใหญ่ๆ ออกไป แล้วหันมาทำสิ่งที่ควบคุมได้ง่ายกว่าแทน ต่างจากการผัดวันประกันพรุ่งแบบทั่วไปคือ เราไม่ได้นั่งอยู่เฉยๆ แล้วไปทำสิ่งที่น่าสนุกกว่าเช่นดูหนัง หรือเล่นเกม แต่ระหว่างที่เราผัดงานใหญ่ไป เรามักใช้เวลาช่วงนี้ไปกับงานที่ดูเหมือนมีประโยชน์มากกว่า

ชารอน ซาลีน (Sharon Saline) นักจิตวิทยาคลินิกและผู้เชี่ยวชาญด้านผลกระทบของ ADHD ชี้ว่าการผัดผ่อนงานประเภทนี้มักช่วยทำให้เรารู้สึกดีขึ้น เพราะเราได้ทำงานอื่น ไปพร้อมๆ กับการหลีกเลี่ยงงานที่สร้างภาระให้กับจิตใจ แต่อย่างน้อยเราก็ได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ หรือสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว เพียงแต่สำคัญน้อยกว่างานที่ต้องทำจริงๆ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดความเครียด และความรู้สึกผิดในใจที่เราผัดผ่อนงานสำคัญๆ
ตัวอย่างเช่น เราอาจจะตั้งเป้าหมายว่าอยากสมัครงาน แต่แทนที่เราจะทำเรซูเม ปั้นพอร์ตฟอลิโอ แล้วกดส่ง แต่เรากลับเลือกอ่านหนังสือเรียนทักษะใหม่ๆ ศึกษางานซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือไปทำงานบ้าน จนไม่ได้ทำสิ่งที่ต้องทำจริงๆ เช่นเดียวกับเรื่องงาน เราอาจจะมีโปรเจ็กต์ใหญ่ที่ต้องทำ แต่เรากลับเลือกใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการตอบอีเมล จัดระเบียบไฟล์ หรืออัปเดตข้อมูล แทนที่จะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการลงมือทำงานนั้น
อย่างไรก็ตาม การผัดวันประกันพรุ่งประเภทนี้มักทำให้เรารู้สึกดีชั่วคราวเท่านั้น แต่ในระยะยาวอาจทำให้เราวิตกกังวลมากขึ้น เพราะเราอาจรู้สึกว่ากำลังก้าวไปข้างหน้า จากการเคลียร์งานที่ไม่สลักสำคัญ แต่สุดท้ายแล้วงานที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้เราไม่สบายใจยังคงอยู่ แถมยังทำให้เราเสียเวลา และสมาธิไปกับการจัดการเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แทนที่จะทุ่มเทไปกับงานที่เราต้องทำจริงๆ
หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้วตรงกับสิ่งที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่ ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะจริงๆ แล้วยังมีวิธีรับมือกับการผัดวันประกันพรุ่งในนามของความขยันนี้อยู่เช่นกัน ชารอน ชี้ว่าบางครั้งการผัดผ่อนงานประเภทนี้ก็อาจมาจากการที่เราไม่ได้จัดลำดับความสำคัญ หรือการเห็นว่าอะไรคือสิ่งที่เร่งด่วนมากที่สุด เราจึงมองว่างานเหล่านี้ยุ่งยาก และซับซ้อน จนพาลให้เราไม่อยากทำงานนั้นไปด้วย

สิ่งที่ช่วยเราได้จึงเป็นการคลี่งานนั้นออกมาดูจริงๆ ว่ามีขั้นตอนอย่างไรบ้าง แบ่งงานใหญ่ออกมาเป็นงานย่อยๆ จากนั้นเรียงลำดับความสำคัญได้ตามสไตล์การทำงานของตัวเอง เช่น เริ่มจากสิ่งที่ง่ายไปยาก หรือทำสิ่งที่ด่วนที่สุดก่อน วิธีนี้จะช่วยให้เรามองเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น และลดความกังวลลง ขณะเดียวกัน อย่าลืมใส่ระยะเวลาเข้าไปด้วยนะ เพื่อให้เราไม่จมอยู่งานนั้นมากเกินจนไม่มีเวลาพักผ่อน
อีกอย่างที่สำคัญ คือการจัดการอารมณ์ของตัวเอง เราอาจนั่งลงสำรวจตัวเองว่าจริงๆ แล้วเรากังวลเรื่องอะไรอยู่กันแน่ เมื่อเราระบุปัญหาได้แล้ว เราจะสามารถหาทางแก้ไขได้ เช่น ถ้าเป็นเพราะเราไม่มีแรงจูงใจ ก็อาจลองเปิดเพลงเบาๆ ระหว่างทำงาน หรือออกไปทำงานด้านนอก ถ้าหากไม่อยากทำเพราะรู้สึกเบื่อ ก็อาจลองทำให้เป็นเกม ท้าทายตัวเองว่าเราจะทำตามที่กำหนดได้ไหม
สุดท้าย หากเราอยากเลิกผัดวันประกันพรุ่ง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำเพิ่มเติมว่า อย่าพยายามพูดกับตัวเองในแง่ลบ หรือคิดว่าตัวเองทำไม่ได้ โดยปกติแล้วความกังวลมักทำให้เราหลงลืมความสำเร็จที่เราเคยทำมาในอดึต ซึ่งอาจทำให้งานนั้นดูยากเกินจริง เราอาจลองย้อนกลับไปดูสิ่งที่เราเคยทำได้อีกครั้ง นึกถึงภาพตอนที่เราทำงานนี้ได้ ประสบการณ์เหล่านี้จะช่วยย้ำให้เรากลับมาเชื่อมั่นในตัวเอง และมีแรงลงมือทำให้สำเร็จอีกครั้ง
ไม่แปลกเลยที่เราอาจรู้สึกว่างานนี้จะดูยิ่งใหญ่และซับซ้อนเมื่อมองจากที่ไกลๆ แต่หากเรานั่งลงมือทำมันจริงๆ ทีละเล็กทีละน้อย มันอาจจะเป็นเรื่องง่ายกว่าที่เราคิดก็ได้นะ
อ้างอิงจาก
compass.onlinelibrary.wiley.com