‘จากวันนั้น แม้ว่าตัวฉันจะเคยผิดหวัง แต่ฉันมั่นคงในหัวใจ ใฝ่ฝันสิ่งใด สิ่งนั้นสักวันจะมา’
ทันทีที่ท่อนแรกของเพลง เสี่ยวรำพึง ดังขึ้น เสียงเชียร์ก็กระหึ่มก้องฮอลล์อิมแพค อารีน่า หันมองซ้ายขวาหน้าหลัง ต้นทางของเสียงเหล่านั้นส่วนใหญ่แล้ว อายุแทบไม่น้อยกว่า 40 ปี จนหลายคนยังแซวกันว่าในฮอลล์นี้อายุรวมแล้วหลายพันปีเชียว กระนั้นเสียงที่ทะลุหูเราตลอดเวลาการแสดงคงไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือแม่ของเราที่ยืนอยู่ข้างๆ ตลอด 3 ชั่วโมงครึ่งนี่เอง
เชื่อว่ามีคนไม่น้อยที่เวลาจะได้ไปคอนเสิร์ตศิลปินที่ชอบ ต่างลุ้นกันตั้งแต่วันกดบัตรจนถึงวันงาน เฉกเช่นเดียวกับ ‘FAREWELL CONCERT ”อยากจะย้ำชัดๆ ครั้งสุดท้าย” อัสนี – วสันต์’ คอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายเพื่ออำลา โดยจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 2-3, 5-6 และ 9 กันยายน 2569 ซึ่งเพิ่มเข้ามา เนื่องจากเหตุผลความไม่ปลอดภัยของเวทียกระดับ จนต้องยกเลิกการแสดงกลางคันไปในวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา
และเพราะคอนเสิร์ตครั้งนี้เองทำให้เราเห็นว่า มีลูกๆ หลานๆ จำนวนไม่น้อย พร้อมใจกันสานฝันให้พ่อแม่ตัวเองได้มีโอกาสดูศิลปินคนโปรด มีทั้งคนที่นั่งรอพ่อแม่อยู่นอกฮอล บ้างก็เข้าไปประกบคู่กับพ่อแม่ในคอนเสิร์ต และทันทีที่เสียงเพลงพร้อมศิลปินคนโปรดปรากฎตัวขึ้น เราก็ได้เห็นภาพพ่อแม่กลับไปมีชีวิตวัยรุ่นอีกครั้ง

เราได้เห็นพ่อแม่ตัวเองในมุมที่ไม่เคยเห็น เห็นภาพความสดใส รอยยิ้มเต็มแก้ม ความแวววับในดวงตา เสียงหัวเราะ เสียงเชียร์อันดังก้อง เป็นภาพในวัยเยาว์ที่กำลังซ้อนทับเข้ามา ไม่มีบทบาทของความเป็นพ่อแม่อีกต่อไป เหลือเพียงคนหนุ่มสาวที่กำลังได้ใช้เวลาไปกับศิลปินที่รัก
เรื่องของเสียงเพลงกับความทรงจำ มีงานวิจัยพบว่า ช่วงวัยรุ่น คือช่วงที่ระบบการทำงานของสมองทำงานได้มีประสิทธิภาพที่สุด หลายคนมักมีประสบการณ์ต่างๆ เป็นครั้งแรกในช่วงวัยนั้น ไม่ว่าจะเป็นความรัก มิตรภาพ การค้นหาตัวเอง หรือกระทั่งหลงทางกับชีวิต ซึ่งสมองก็จะจดจำเป็นพิเศษ ว่าเรื่องราวและเพลงอะไรบ้างที่อยู่กับเราในช่วงเวลานั้นๆ
ซึ่งสอดคล้องกับที่ศาสตราจารย์ แคทเธอรีน เลิฟเดย์ (Catherine Loveday) นักประสาทวิทยาเชิงปัญญา ชี้ไว้ว่า เรามักเชื่อมโยงดนตรีกับช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกเป็นพิเศษ และช่วงวัยรุ่นนี่แหละ คือช่วงขวบวัยในการสร้างความเป็นอิสระของตัวเอง เมื่อเราได้ฟังเพลงที่ชอบหรือคุ้นชิน สารในสมองก็จะทำงานด้วยการหลั่งสารแห่งความสุขอย่าง โดปามีน และ ออกซิโทซิน ออกมา
ดังนั้น ไม่แปลกเลยที่เมื่ออยู่ในคอนเสิร์ต เราจะเห็นภาพของพ่อแม่หรือคุณน้า คุณอารอบข้างในอีกเวอร์ชั่นที่ไม่เคยเห็น เพราะอัสนี-วสันต์สำหรับพวกเขาอาจไม่ใช่แค่วงดนตรีที่ชอบ แต่คือการเติบโตเคียงข้างมาด้วยกัน

ทั้งนี้ ภาพที่เราเห็นคือ ยังมีคนรุ่นลูกๆ หลานๆ อีกจำนวนไม่น้อยที่ร้องเพลงคลอไปตลอดคอนเสิร์ต บ้างก็ออกตัวว่าเป็นแฟนคลับเช่นเดียวกับกลุ่มพ่อแม่ ซึ่งเรื่องนี้เองมีงานวิจัยที่ได้ทำสำรวจในกลุ่มคนอายุต่างๆ และอธิบายผ่านปรากฏการณ์การสร้างความคุ้นเคย (Mere-Exposure Effect) ว่ายิ่งเราได้สัมผัสหรือคุ้นชินกับอะไร เราจะยิ่งรู้สึกชอบสิ่งนั้นมากขึ้น ดังนั้น ความชื่นชอบในเรื่องของดนตรีจึงอาจส่งต่อรุ่นสู่รุ่นได้
เมื่อลองนึกย้อนกลับไปว่า คนรุ่นเราๆ ได้ยินเสียงเพลงของอัสนี-วสันต์จากไหนกันบ้างนะ บ้างก็ว่าจากกวิทยุ จากจอโทรทัศน์ เสียงจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่แม่ฟังแม่รีดผ้า เสียงจากเทปตลับบนรถตอนพ่อขับ ทุกสิ่งอย่างล้วนมีอิทธิพลที่ทำให้เราได้ย้อนวันวานไปยังชีวิตตัวจิ๋วไม่ต่างจากพ่อแม่เลย
อย่างไรก็ตาม อิทธิพลทางดนตรีที่ส่งระหว่างกัน ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัย การศึกษา สภาพแวดล้อม หรือกระทั่งอัตลักษณ์ทางสังคม ทั้งหมดนี้ล้วนมีผลที่ช่วยหล่อหลอมให้รสนิยมทางดนตรีของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป
ระหว่างที่ฟังเพลงในคอนเสิร์ต เรายังได้เห็นวิถีชีวิตวัยพ่อแม่ที่แตกต่างจากคนรุ่นเราๆ อย่างแรกเลยคือ การยกมือถือมาเก็บภาพบรรยากาศกันนั้นมีน้อยมาก ผู้คนส่วนใหญ่เลือกสนุกสนานไปกับความสนุกตรงหน้า ผ่านการโยกย้าย 2 มือเปล่าไปมา และเลือกเก็บภาพความทรงจำเหล่านี้ไว้ด้วยวิธีสุดคลาสสิกนั่นก็คือ ชื่นชมผ่านการมองและและดื่มดำผ่านการฟัง

ไม่เพียงแค่นั้น เนื้อเพลงที่ทั้ง ป้อม—อัสนี โชติกุล และ โต๊ะ—วสันต์ โชติกุล 2 พี่น้องได้ร่วมร้องล้วนสะท้อนถึงความคิด มองโลก ความสัมพันธ์ และการใช้ชีวิตของคนยุคพ่อแม่เราอย่างเห็นได้ชัด จนทำให้เรามองเห็นและเข้าใจความนึกคิดและค่านิยมของคนรุ่นพ่อแม่เรามากขึ้น
ความคิดที่แตกต่างกันระหว่างเจนเนอเรชั่นถือเป็นเรื่องที่ถกกันไม่หยุดมาตลอด สิ่งนี้นอกจากจะต้องย้อนกลับไปยังการปลูกฝังทางการศึกษา หรือค่านิยมที่ต่างกันของยุคสมัยแล้ว เพลงในฐานะสื่อเองก็สะท้อนภาพแนวคิดของผู้คนในแต่ละยุคสมัยได้เช่นกัน
ไม่ว่าจะเป็นเพลงที่คอยให้กำลังใจยามท้อแท้กับชีวิต หรือต้องเจอกับความผิดหวังต่างๆ ตั้งแต่เพลงแรกอย่าง เสี่ยวรำพึง ที่ได้ยกตัวอย่างไปแล้วข้างต้น, เพลงทำดีได้ดี กับท่อน “ตอกย้ำ…ทำดีได้ดี สิ่งนี้…ที่เป็นศักดิ์ศรี รู้แล้วทำดีเข้าไป ถึงไหนก็ไม่มีโง่ เกิดเป็นคนทนโท่ทำดี โอ้โฮ ได้ดี” หรือเพลงให้มันเป็นไป กับท่อนสุดท้ายที่บอกว่า “จะปล่อยวางเสียบ้างเป็นไร ปล่อยไว้ตามสบายดีกว่า”
หรือเพลงที่พูดถึงความรักความสัมพันธ์อย่างเพลงให้เธอ “จะเก็บเอาความห่วงใยไว้ให้กันเก็บเอาคืนและวันที่ซึ้งใจเก็บเอาเดือนและดาวดวงนั้นที่เธอฝันใฝ่…มาให้เธอ”, เพลง แทนคำนั้น “ความเป็นจริงที่เห็น ที่เป็นอยู่ คงจะดีกว่าคำพูดใดใด และไม่มีสิ่งไหน มากมายกว่านั้น” หรือเพลงอยากให้ฉันอยู่ด้วยไหม “ฉันรู้สึกไม่ดี ฉันเป็นห่วงเธอ เธออยากให้ฉันอยู่ด้วยไหม”
ไปจนถึงเพลงอกหักอย่าง เธอปันใจ “อยากให้เธอรักเขานานๆ ที่มันผ่านมาให้แล้วไป อย่าแบ่งใจมา จะรักเขาแล้วจงคงมั่น เขาจะเจ็บและช้ำพอกัน ถ้ารู้ว่าเธอปันใจ” หรือ ก็เคยสัญญา “…ได้แต่ร้องเพลงปลอบใจตัวเรา เขามาเปลี่ยนไป หัวใจ แม้วันหนึ่งเคยรักใคร เขามาเปลี่ยนไป”

ทั้งหมดนี้อาจพอเป็นภาพสะท้อนที่ทำให้เราได้เห็นถึงมุมมองความคิดของคนรุ่นพ่อแม่ยามเหนื่อยล้าและท้อแท้กับชีวิตได้ว่า การมีความหวัง การทำดี และการปล่อยวาง คงเป็นหนึ่งในวิธีคิดที่ทำให้พวกเขาผ่านช่วงเวลาหนักหนาเหล่านั้นมาได้
เฉกเช่นเดียวกับมุมมองด้านความรักและความสัมพันธ์เองก็มาในมุมให้กำลังใจ การไม่อยากให้อีกฝ่ายต้องทุกข์ ต้องลำบากใจ ถ้าอะไรที่พอจะทำให้อีกฝ่ายได้ก็เต็มใจที่จะทำ หรือแม้จะอกหักจากความไม่รัก ก็ยังไม่คิดโทษใคร เน้นปลอบใจตัวเองด้วยซ้ำ ทำให้เราเห็นว่า ‘จิ๊กโก๋อกหัก’ ที่เขาว่ากันมันคือแบบนี้นี่เอง
เวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา บทเพลงของ ‘อัสนี–วสันต์’ จึงไม่ใช่แค่เสียงเพลงหรือศิลปิน แต่คือเพื่อนที่เรียนรู้ เติบโต และเข้าใจโลกใบนี้ด้วยกันตลอดมา ตั้งแต่วันที่สวมชุดนักเรียน สู่การก้าวออกไปในโลกการทำงาน กระทั่งวันนี้ที่อยู่ในอีกหนึ่งบทบาทใหม่ อย่างการเป็นพ่อแม่คน หรือปู่ย่าตายายของหลานๆ แล้วก็ตาม
ขอบคุณเสียงเพลงของอัสนี–วสันต์ ที่ทำให้เราในฐานะลูก ได้มีโอกาสเห็นพ่อแม่ย้อนเวลาและความทรงจำอีกครั้งหนึ่ง
เพราะแค่เสียงเพลงจากช่วงเวลาเหล่านั้นดังขึ้น ความเยาว์วัยในตัวพวกเขายังคงแจ่มจ้า ความสดใสในดวงตาระหว่างมองไปบนเวที รอยยิ้มที่ปรากฎขึ้นยามเอ่ยร้อง หรือกระทั่งแขนขาที่ขยับไปตามทำนอง ยังคงเหมือนวันวานไม่มีเปลี่ยน
“หนึ่งคำที่อยากจะพูดไป อยากจะย้ำชัดๆ ครั้งสุดท้าย…รักเธอ”
“หนึ่งคำที่อาจจะฝืนใจ แต่วันนี้ต้องพูดมันออกไป…ลาก่อน”
แด่ช่วงเวลาแสนล้ำค่าที่เราไม่เคยลืมตลอดการเดินทาง 40 ปี ของ ‘อัสนี-วสันต์’
อ้างอิงจาก