ในช่วงหลังมานี้ ซีนเมทัลในไทยขยายตัวใหญ่ขึ้น ทั้งวงรุ่นใหม่ที่เข้าไปแตะกระแสหลักได้มากขึ้น เฟสติวัลสเกลใหญ่จุใจ สำหรับเพื่อนบ้านซีนฮาร์ดคอร์ก็มีการเติบโตก้าวสำคัญไม่แพ้กัน และด้วยฝีไม้ลายมือของ Whispers วงที่นิยามตัวเองเป็น Bangkok Evilcore ก็พาฮาร์ดคอร์ไทยไปตีตลาดต่างประเทศนั้นเช่นกัน
หากเปิดตารางทัวร์ปีนี้ในช่องทางโซเชียลมีเดียของวง จะเห็นว่าจุดหมายปลายทางแต่ละแห่งส่วนใหญ่เป็นต่างประเทศแทบทั้งนั้น ขนาดเจ้าตัวเองยังบอกว่าปีนี้มีเวลาอยู่บ้านที่ไทยแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น และยังมีงานต่างประเทศต่ออีกเรื่อยๆ ในปีนี้
The MATTER ชวน Whispers มาพูดคุยถึงเส้นทางตั้งแต่ซีนไทยไปจนถึงซีนต่างประเทศ เส้นทางที่พวกเขาเองก็ไม่ได้คิดไว้ว่าจะมาได้ไกลถึงวันนี้

ในช่วงแรกเราพูดคุยทักทายกันเล็กน้อย ถามไถ่ถึงประเทศที่เพิ่งไปเยือนล่าสุด คือ อินเดียและเนปาล นับว่าเป็นปลายทางที่เซอร์ไพรส์อยู่ไม่น้อย ถึงอย่างนั้น Whispers เล่าว่าได้รับการตอบรับที่ดี รู้สึกได้ตลอดการทัวร์ในปีนี้ว่าฮาร์ดคอร์กำลังกระจายไปหลายประเทศ
“เราก็เซอร์ไพรส์ที่เขาชวนเรามาเล่น ตอนแรกก็ เฮ้ย จะเป็นยังไงวะ เขาจะเอ็นจอยกับเราไหม พอถึงเวลาจริง เหมือนคนที่นั่นเขามองเห็นเรา แต่เราไม่ค่อยได้มองเห็นเขามากเท่าไหร่
เราก็เพิ่งกลับมาจากฟิลิปปินส์และจีน ซึ่งจีนคนเขาเยอะมาก คนภายนอกอาจยังไม่ค่อยเห็นซีนในจีน แต่ว่าคนที่จีนน่ะ เขาจะเห็นพวกเราตลอด เพราะบ้านเขาใช้อินเทอร์เน็ตระบบปิด เราจะไม่รู้ว่าเขามีความเคลื่อนไหวยังไง แต่พอเราไปเองก็เออ ซีนบ้านเขาแข็งแกร่ง
ทุกประเทศที่เพิ่งไปมา ฟิลิปปินส์ จีน อินเดีย เนปาล ดีกว่าที่ผมคิดไว้ทั้งหมดเลยครับ ทุกที่ตอนนี้ดนตรีฮาร์ดคอร์มันเริ่มก่อร่างสร้างตัวในแต่ละพื้นที่ที่พวกผมไปมา
ตอนที่พวกผมไปเล่นที่จีนครั้งแรก ตอนนั้นยังไม่มีคนมอทพิช คนยังไม่เข้าใจว่าเล่นดนตรีอย่างนี้ ท่อนอย่างนี้ แต่ล่าสุดที่ได้กลับไปเล่น ทุกคนเอ็นจอยเหมือนตอนไปเล่นอเมริกา ยุโรปเลย เรียกว่าจีนเท่าทันกับทุกที่แล้ว ซึ่งผมคิดว่าจีนเป็นอีกหมุดหมายหนึ่งที่ทุกๆ วงอยากไปเล่น”
จากที่ไปทัวร์มาหลายประเทศ ประทับใจแฟนฮาร์ดคอร์ที่ไหนมากที่สุด?
“ส่วนตัวผมชอบอเมริกา มันสนุกตรงที่ว่าดนตรีที่พวกผมเล่นกันต้นกำเนิดมันมาจากที่นี่ แล้วเราก็ดูวิดีโอในยูทูบ วงที่เราชอบเล่นคอนเสิร์ต พอเราได้มาสัมผัสไวบ์เดียวกันแล้วมัน โห ไอ้เชี่ย แม่งเจ๋งว่ะ ภาพแบบนี้เราก็ไม่คิดนะว่าวงจากประเทศไทยจะมาทำได้ ดนตรีฮาร์ดคอร์การตอบสนองคือการออกท่าทาง ให้รู้ว่าคนเอ็นจอยกับโชว์ อีกไวบ์ที่ชอบจริงๆ ชอบออสเตรเลีย คนไม่ได้เยอะเท่าอเมริกา แต่มันก็แฮปปี้”
ตอนที่ได้เริ่มไปทัวร์ต่างประเทศ ออกนอก SEA ได้ไปประเทศไหนเป็นประเทศแรก?
“น่าจะเป็นญี่ปุ่นก่อน ซึ่งทำให้เราได้แฟนคลับ แฟนเพลง เพิ่มมากขึ้นจากคนต่างชาวต่างชาติ มันมีเฟสติวัลหนึ่ง มีฝรั่งที่มาเฟสติวัลนั้นได้เห็นเรา แล้วมันต่อยอดให้เราได้ไปอังกฤษ หลังจากนั้นก็ต่อยอดไปที่อื่น”

ผู้จัดเห็นแล้วมาดีลต่อเหรอ?
“ผมไปดูคอนเสิร์ตที่เพิ่งพูดถึง มันเป็นเฟสติวัลฮาร์ดคอร์ที่ญี่ปุ่น มีหลายๆ วงที่ผมชอบ ก็เลยพากันไปดู พอไปดูมันก็เออ มันคงจะเจ๋งดีเนอะ ถ้าสักครั้งหนึ่งพวกเราได้ไปเล่นบนเวทีนั้น เราต้องทำยังไงวะ เราคงต้องตั้งใจทำเพลงให้มันสนุกขึ้นมั้ง ไม่รู้สิ ก็กลับมาทำเป็นอัลบั้ม EP หนึ่งขึ้นมา ชื่อว่า นรกบนดิน
ก่อนจะอัดเราได้เล่นเปิดวงอเมริกา 2 วง Knocked Loose และ Power Trip สำหรับฮาร์ดคอร์ถือว่าวงดัง ก็ได้รับฟีดแบ็กจากวงที่มาทัวร์แล้วได้ดูวงเรา เฮ้ย วงดี ถ้าได้ทำเพลง ปล่อยเพลง เดี๋ยวช่วยกันกระจายข่าว เราก็ได้รู้จักคนทำสตูดิโอที่อเมริกาเขาจะบอกมิกซ์มาสเตอร์ให้ เราก็ทำอัลบั้มที่ไทยเสร็จ เราก็ส่งไป มันก็ออกมาเป็นอัลบั้มหนึ่ง หลังจากอัลบั้มนั้นก็จะเป็นช่วงโควิด เราปล่อยอัลบั้มไปก็ยังจัดคอนเสิร์ตไม่ได้
พอรัฐคลายล็อกดาวน์ มีคอนเสิร์ตกลางแจ้งได้ จัดไม่ใหญ่สัก 150 คนได้ เราก็ไลฟ์ในไอจี ที่อื่นเขายังอยู่บ้านกันอยู่เลย พอเขาเห็นก็เออวงนี้อยู่ไหน ทำไมไม่เคยได้ยิน ไม่เคยเจอ หลังจากนั้นเป็นงานเปิดอัลบั้ม คนก็เริ่มรู้จักเราจากตรงนั้น เริ่มมีค่ายจากอังกฤษ เราจะทำ Distribute ทำอัลบั้ม ทำไวนิล อะไรอย่างนี้ เขาจะขายให้ คนก็เริ่มรู้จัก ผมว่านั่นคือส่วนหนึ่งที่ทำให้เราได้ไปเล่นที่อังกฤษ
พอได้ไปเล่นที่ญี่ปุ่นเป็นเฟสติวัลที่เราอยากเล่น เรากลับไป 2 ปีซ้อนเลยถ้าจำไม่ผิด มันก็ตอกย้ำว่าเรามีศักยภาพพอ
ตอนแรกมีติดต่อทัวร์จากยุโรปมา แต่เราไม่รู้เรื่องค่าใช้จ่ายว่ามีเท่าไหร่ ต้องทำอะไรบ้าง จะไปอย่างเดียว จนสุดท้ายเรามาค้นพบความจริงว่ามันไม่คุ้ม โดยที่เราไม่รู้เลยว่าคอนเสิร์ตจะเป็นยังไง ค่าตัวจะพอไหม เป็นเหตุผลที่ว่าเราไม่ได้ไปยุโรปตอนนั้น เลยมาโฟกัสการทัวร์ญี่ปุ่นหมดเลยตอนนั้น
หลังจากนั้นคนเริ่มรู้จักเรา คนที่ติดต่อเราไปเล่นที่อังกฤษ มันก็เป็นวงฮาร์ดคอร์เหมือนกัน เท้าความก่อนว่าฮาร์ดคอร์มันเป็นคอมมูนิตี้ DIY อย่างคนจัดงานก็เป็นนักดนตรี เป็นเพื่อนกัน ชวนๆ กันมา มันไม่ได้มีขั้นตอนซับซ้อนขนาดนั้น
อย่างวงที่ชวนไปเล่นที่อังกฤษก็คือวงที่เจอกันที่เฟสติวัลญี่ปุ่น เขาติดต่อมา แต่เขาก็เข้าใจสภาพคล่องของวง ว่าวงไม่มีตังค์ เขาก็จ่ายให้ก่อนแล้วมาเคลียร์ทีหลัง ค่าวีซ่า ค่าตั๋วอีก ครั้งนั้นก็ถือว่าเอาตัวรอดมาได้ ตอนไปขาย Merch เราก็อ้อนเลย วงจากไทยครับ ช่วยซื้อหน่อยครับ เขาก็มาช่วยกันซื้อ เราก็พยายามเล่นให้มัน ให้คนประทับใจ”

อังกฤษแฟนฮาร์ดคอร์ก็น่าจะเยอะเหมือนกันนะ
“เยอะพี่ ผมก็เพิ่งรู้เหมือนกัน ว่าฐานแฟนเพลงแนวนี้เขาเยอะมาก พังก์ค่อนข้างเยอะ แล้วพังก์กับฮาร์ดคอร์มันไม่ได้ไกลกันมาก ดนตรีทางเลือกเยอะมากที่อังกฤษ ฮาร์ดคอร์ก็น่าจะมีแฟนเพลงใหญ่ที่นั่น เพราะเขาก็มีเฟสติวัลอย่าง Outbreak ที่แบบ คนเป็นพัน”
ตอนไปอเมริกาครั้งแรกไปจากการชักชวนเหมือนกันไหม?
“ตอนนั้นเซ็นกับค่ายแล้ว ค่าย Flatspot Records ค่ายฮาร์ดคอร์ที่อเมริกา ช่วงประมาณ 2024 ผมปล่อยอัลบั้มยมโลก อัลบั้มนี้เป็นทางเปิดให้พวกผมจะมาทัวร์อเมริกา”
ขอย้อนไปเรื่องเซ็นสัญญาหน่อย ว่าไปเจอกันได้ยังไง แล้วตกลงถึงขั้นเซ็นสัญญาได้ยังไง
“เจ้าของค่ายเขาเป็นมือกีต้าร์วงฮาร์ดคอร์นี่แหละ แล้วก็ได้วง Speed ที่เคยมาทัวร์ที่ไทย เขาก็ช่วยติดต่อช่วยผลักดันกับค่าย ว่าน่าเซ็นสัญญากับวงนี้นะ ก็ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีระดับนึงที่ได้เซ็นสัญญา เพราะเราได้ออกไปทัวร์อเมริกา ไปหลายพื้นที่ บวกกับเราได้ไปทัวร์ร่วมกับ Speed ด้วย
เอาจริงๆ ตอนเราไปเจอระบบเฟสติวัลต่างประเทศครั้งแรก พวกเราตกใจนะ เวลาพวกผมทำอะไร อย่างต่อเอฟเฟ็กต์ ผมทำด้วยตัวเอง เปลี่ยนแฉ เปลี่ยนสแนร์ ตั้งของ เก็บของ ผมก็แบบ ไม่เป็นไรเดี๋ยวผมทำเอง แต่คนเหล่านี้เขาเดินมาชาร์จผมเลย คุณไม่ต้องทำอะไร อยู่เฉยๆ เลย ผมทำให้ ก่อนเราไปเล่นเราต้องบอกความต้องการของวงว่ามีอะไรบ้าง พอเราไปทัวร์ บางที่เขาจะมี แฮนด์ คอยดูแลเรื่องบนเวทีให้งานมันราบรื่น เรามีหน้าที่เล่นอย่างเดียว ปกติเราแบกกันเอง ดีนะ สบายไป (หัวเราะ)”

คิดว่าซีนฮาร์ดคอร์บ้านเราจะเติบโตแบบต่างประเทศได้ไหม?
“คนฟังฮาร์ดคอร์ผมว่ามีกระจายอยู่ทั่วประเทศเลยครับ แต่แค่ว่าเฟสติวัลมันกระจุกอยู่แค่กรุงเทพ บวกกับค่าใช้จ่ายหลายอย่าง อาจต้องเช่าโรงแรม ค่าเดินทาง ค่าบัตร ผมว่าถ้ากระจายทั่วประเทศได้ ผมว่าฮาร์ดคอร์บ้านเราน่าจะแข็งแรงเลยนะ ผมไม่อยากพูดว่าค่าครองชีพเลยครับ บางอย่างมันอาจไม่เอื้ออำนวยให้มีงานบ่อยๆ เหมือนกรุงเทพฯ”
ถึงตอนนี้ที่ไปทัวร์ต่างประเทศ ได้เซ็นค่ายอเมริกา รู้สึกว่ามันไกลจากที่คิดไว้ไหม?
“โคตรไกลพี่ (หัวเราะ) ไกลตั้งแต่ผมไปเล่นญี่ปุ่นครั้งแรกแล้ว ไม่ได้หวัง ไม่ได้คิดเลยพี่ ว่าเฮ้ย เดี๋ยวเราทำวงนะ เราจะดังกันนะ ไม่มีในหัวเลยพี่ แค่รู้ว่าเจอเพื่อน ชอบฟังแนวนี้เหมือนกันไหม เรามาทำวงกัน เอาแค่สนุก เล่นเวลาว่าง แรกๆ เล่นไม่มีค่าตัว เล่นเอาสนุก (ช่วงแรกเล่นไม่มีค่าตัวเลยเหรอ) ไม่มีพี่ โห แค่งานนี้อยากเล่น ก็เล่น ไม่เอาค่าตัว บางงานก็เอาเงินบ้าง ต้องกินเหมือนกันพี่
จุดเปลี่ยนให้พวกผมมีคนรู้จักสำหรับผมคือช่วงโควิด มันเป็นจังหวะที่ไม่มีใครขยับทำอะไร แต่เราขยับไปแล้ว อยากปล่อยอัลบั้ม พอโควิดซา มันก็เลยเป็นแรงกระเพื่อมให้คนเห็นว่าวงนี้มันมายังไงเนี่ย
อะไรที่มันเกิดขึ้นตอนนี้ มันไม่เคยอยู่ในความคิดพวกผมเลย สนุกกันไปวันๆ จริงๆ มีแค่นั้นเลย เครียดจากเรียน ทำงาน ก็มาเล่นดนตรี ผมว่าไอ้พลังดิบแบบนี้แหละที่มันขับเคลื่อนให้วงพวกผมมีคนสนใจได้ ผมก็ไม่รู้เหตุผลแน่ๆ เหมือนกัน”

แต่ไม่ว่าจะมีเหตุผลแน่ชัดหรือไม่ก็ตาม วันนี้ Whispers ไปได้ไกลเกินกว่าที่พวกเขาเคยตั้งใจไว้ จากหนึ่งในแฟนฮาร์ดคอร์ในเฟสติวัลที่ญี่ปุ่น มองขึ้นไปบนเวทีแล้วหวังว่าสักวันจะมีโอกาสได้สลับที่เป็นคนที่อยู่บนนั้นบ้าง
ใครจะรู้ว่าก้าวที่เกินฝันนั้น เป็นแค่ก้าวแรกที่เพิ่งเริ่ม ยังมีก้าวอื่นๆ ในหลายประเทศ หลายทวีป ให้พวกเขาได้เดินในนามของ Whispers