แม้ปลายทางของการดื่มสุราจะอยู่ที่ความดื่มด่ำ แต่ระหว่างทางคือเรื่องราวที่บอกว่ามิติของชีวิตที่หลายหลากแตกต่างกันไปตามบริบทการใช้ชีวิตของแต่ละคน
หลายปีมานี้ผู้คนคุ้นเคยกับความระแวดระวังกับรูปฉลากสุราในหน้าโซเชียลมีเดีย หรือความอัดอั้นของการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาช่วงบ่ายซึ่งต่อเนื่องยาวนานมากว่า 5 ทศวรรษ สถานการณ์ค่อยคลี่คลายเมื่อพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ที่ได้ปลดล็อกเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้สอดคล้องกับความเป็นไปของเศรษฐกิจการท่องเที่ยว รวมถึงการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 32/1 ช่วงปลายปีที่แล้ว ว่าด้วยการให้ข้อมูลความรู้ และการประชาสัมพันธ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
หลังจากข้อบังคับทั้งหลายเริ่มทำงานซึ่งพอจะทำให้มองเห็นฉากทัศน์ของสภาพการณ์ปัจจุบันที่ทำงานกับกฎหมายใหม่นี้ คำถามที่ว่า อะไรคือการให้ข้อมูลความรู้? เส้นของ “การประชาสัมพันธ์” เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่ตรงไหน? ในเวลาเดียวกันกับที่มาตรา 32/2 ที่ว่า ‘ห้ามผู้ใดใช้ชื่อเสียงเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตนสื่อสารข้อมูลต่อสาธารณชนโดยการแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยมุ่งหมายชักจูงใจให้ผู้อื่นบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เว้นแต่เป็นการสื่อสารทางวิชาการให้แก่สมาชิกในวงจำกัด ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของคณะกรรมการควบคุม ซึ่งเกี่ยวข้องกับคนในสื่อ กำลังพยายามมองหาขอบเขตที่ชัดเจนบนอาณาเขตกว้างขวางของกฎหมายให้กับแนวทางปฏิบัติจริง

เพราะไม่อยากคาดเดาไปเอง จึงทำให้เกิดงานสนทนาในบาร์เหล้าของทีม Almost Sober เมื่อวันพุธที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา ในหัวข้อ ‘Spirits in Conversation สุรา บทสนทนา และเสียงที่ควรถูกได้ยิน’ โดย Speaker ทั้งสามท่านที่เป็นตัวแทนของแต่ละแวดวงที่เกี่ยวข้องโดยตรง – หนุ่ม ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กับหมวกของการเป็นผู้เสนอร่างกฎหมายสุราชุมชน และร่างแก้ไข พรบ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, อิสระ ฮาตะ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ผู้ต้องการผลักดันแวดวงการประชาสัมพันธ์แอลกอฮอล์ในประเทศไทยอย่างมีความรับผิดชอบ และเป็นไปตามกฎหมาย และ พี่แก่ ศราวุธ แก้วน้ำเย็น Production Designer ผู้ประกอบการบาร์ (หน้าใหม่) ดำเนินรายการโดย เอม ภูมิภัทร ถาวรศิริ ท่ามกลางบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนพลังระหว่างผู้ชมและผู้ฟังอย่างถึงสปิริต
เหนื่อยกายเราร่ำสุรา ห้วงเวลาแห่งการบันทึกความสุขความทรงจำ
ตั้งแต่อดีตกาลที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน คนทุกชนชั้นและทุกชนชาติต่างก็มีสุราอยู่ในชีวิตในรูปแบบที่แตกต่างกันไป ความสัมพันธ์ระหว่างแวนโก๊ะกับแอปซินธ์ วันเซนต์แพทริกกับบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง หรือแม้แต่ประสบการณ์ส่วนตัวของพี่แก่สมัยยังเป็นนักเรียนศิลปะกับการพบกับลุงนวม พ่อค้าหาบเหล้าชุมชน ณ จังหวัดน่านที่ชุบชีวิตนักเรียนศิลปะให้กลับมาสดชื่นอีกครั้ง ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงทุกมิติที่รายล้อมการใช้ชีวิตอยู่ ทั้งวัฒนธรรม ภูมิอากาศ หรือเวลาที่เดินผ่านไปเพื่อสร้างประวัติศาสตร์

กลับมาในบริบทของปัจจุบัน การปิดกั้นแอลกอฮอล์อย่างสิ้นเชิงกลับยิ่งทำให้ข้อมูลที่ควรทราบหลายอย่างถูกปิดผนึกพร้อมกันไปด้วยภายใต้วลีที่ว่า ‘เหล้าเป็นสิ่งไม่ดี’ โดยเฉพาะกับสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงข้อมูลเบื้องหลังของเครื่องดื่ม นอกจากเรื่องราว แรงบันดาลใจ หรือแหล่งที่มา สิ่งสำคัญคือวัตถุดิบ ซึ่งเหล่านี้ส่งผลต่อผู้ต้องการบริโภคโดยตรง ดังเช่นในอดีตที่ผ่านมาที่การให้ข้อมูลที่ว่า สุรานี้มีถั่ว ผู้แพ้ห้ามดื่ม กลับถูกนับว่าเป็นการอวดอ้างสรรพคุณ ทั้งที่เป็นการให้ข้อมูลกับผู้บริโภคเพื่อประกอบการตัดสินใจ
สิ่งที่ดูจะเป็นประเด็นสำหรับทุกวันนี้คือความคลุมเครือของมาตรา 32 เดิมที่เขียนอย่างครอบจักรวาลว่า ห้ามแสดงผลิตภัณฑ์หรือตราสัญลักษณ์เพื่อประโยชน์ทางการค้า ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมทำให้การสื่อสารในทุกรูปแบบแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แม้แต่การสื่อสารเรื่องข้อมูลอย่างกรณีก่อนหน้า นำมาสู่การเปลี่ยนจากคำว่า ‘โฆษณา’ เป็น ‘ประชาสัมพันธ์’ เพื่อให้สามารถบอกเล่าข้อมูลเท็จจริงของผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์ และนำมาซึ่งสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลของผู้บริโภค


ความสำคัญของข้อมูล การถูกจัดการอย่างเป็นระบบ และการให้นิยามของ ‘เหล้าท้องถิ่น’ ว่าเป็นสุราที่ผลิตอย่างมีใบอนุญาตและเสียภาษีอย่างถูกต้อง เท่ากับเป็นการสร้างมาตรฐานในเรื่องความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค สร้างสังคมของนักดื่มสุราให้เป็นศิลปะเฉกเช่นกับการลิ้มรสอาหาร พร้อมกันกับเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจทางภูมิปัญญาให้กับชุมชน ต่อเนื่องมาจากการผลักดันสินค้ากลุ่มนี้ให้เข้าสู่ระบบ GI (Geographical Indication; สินค้าที่มาจากแหล่งผลิตเฉพาะเจาะจง) และการสร้างมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งสำหรับประเทศไทยเอง ผลิตภัณฑ์สุรานับเป็นโอกาสที่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ ทั้งโอกาสด้านการท่องเที่ยว ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และงานออกแบบ จนถึงการเป็น Soft Power เหมือนเคสตัวอย่างที่สำเร็จในสาเกญี่ปุ่น หรือโซจูในเกาหลีใต้ ที่มีเค้าโครงเทียบได้กับสุราท้องถิ่นไทย ดังนั้น ข้อมูลหรือการประชาสัมพันธ์จึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นที่จะทำให้ “ข้อมูล” หรือ “เรื่องราว” เหล่านั้นได้รับการถ่ายทอดไปสู่ผู้บริโภคในส่วนต่างๆ อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง
32/2 กับความต้องการขอบเขตที่ชัดเจนสำหรับคนในจอ
ปัจจุบันที่ทุกคนกลายเป็นคนในจอได้แค่กด Publish คอนเทนต์ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งอาจจะเกี่ยวโยงสัมพันธ์มาถึงปัญหาของมาตรา 32/2 ที่เปิดโอกาสให้ถูกตีความได้โดยยังหาจุดสรุปของขอบเขตร่วมกันไม่ได้ อย่างคำว่า ‘ผู้ใด’ ที่อาจหมายความรวมถึงมนุษย์ทุกคน หรือคำว่า ‘ได้ประโยชน์ทางใดทางหนึ่ง’ จากการโพสต์สื่อเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกฮอล์ ซึ่งถ้าตีความว่า แค่ 1 ไลก์ ก็ถือว่าได้รับประโยชน์แล้ว ก็เท่ากับว่าแม้แต่คนธรรมดาที่ไม่ได้เป็นอินฟลูเอนเซอร์ก็มีสิทธิ์โดนความผิดนี้ได้เช่นกันหรือ?

ตามเจตนารมณ์เดิมของผู้ร่วมร่างมาตรา 32/2 อย่าง คุณหนุ่ม คือการควบคุมที่อยู่ภายในกรอบของการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เพื่อโฆษณา อย่างการใช้เงินเพื่อสร้างกระแสชักจูงให้คนดื่ม หากแต่ตัวอักษรในกฎหมายเขียนไว้กว้างจนเส้นแบ่งระหว่างการรับจ้างโฆษณากับการโพสต์เล่าเรื่องราวซึ่งควรทำได้ตามสิทธิขั้นพื้นฐานส่วนบุคคล ขาดความชัดเจนและสร้างความกังวลในการใช้งานโซเชียลมีเดีย ซึ่งจำเป็นต้องปรับให้ทันสมัยและแยกแยะระหว่างการแชร์ไลฟ์สไตล์ หรือการให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ออกจากเจตนาโฆษณาเชิงพาณิชย์ให้ชัด ยิ่งกับอินฟลูเอนเซอร์เองแล้วก็ยิ่งไม่ชัดเจนไปอีกแม้กระทั่งกับนิยามของความเป็นอินฟลูฯ ที่คนทั่วไปก็เป็นได้เพียงชั่วข้ามคืน
อิสระจึงเสนอให้มีการกำหนดขอบเขตหรือไกด์ไลน์ของ DO และ DON’T ให้ชัดเจน ว่าอินฟลูฯ หรือคนในจอสามารถทำอะไรได้หรือไม่ได้บ้าง เช่น ห้ามแสดงว่าการบริโภคจะทำให้ประสบความสำเร็จในด้านสังคม หน้าที่การงาน หรือทางเพศ และระบบการทดสอบและมีใบอนุญาตของอินฟลูฯ ซึ่งอ้างอิงจากกฎหมายในต่างประเทศที่มีการบังคับใช้ รวมทั้งการเสนอให้มีการกำหนดเกณฑ์ของอินฟลูฯ ที่จะรีวิวเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น มีอายุ 25 ปีขึ้นไป เพื่อรับประกันถึงมาตรฐานในการสื่อสารอย่างรับผิดชอบ รวมทั้งหลังบ้านของโซเชียลมีเดียเองที่จำเป็นต้องมีการคัดกรองและตั้งค่ากลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้มั่นใจว่าเนื้อหาจะไปถึงเฉพาะผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้วเท่านั้น

และที่สำคัญคือ ทัศนคติที่มีต่อการบริโภคแอลกอฮอล์ ผ่านการบ่มเพาะพฤติกรรมของผู้บริโภคไปสู่การเป็นนักดื่มอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อป้องกันไม่ให้อุบัติเหตุเพิ่มขึ้นหรือเยาวชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพราะบ่อยครั้งที่สถิติเชิงลบเหล่านี้อาจถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลในการขอแก้กฎหมายเพื่อปิดกั้นอีกครั้งหนึ่งก็เป็นได้ หรือแม้แต่วิธีการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างสร้างสรรค์ผ่านกรณีศึกษาของต่างประเทศ อย่างการบังคับใส่ถุงกระดาษพราง บรรจุภัณฑ์เมื่ออยู่ในที่สาธารณะ หรือการจัดการพื้นที่โฆษณาและโซนนิ่งให้เป็นระเบียบ ซึ่งเป็นทางออกที่แก้ปัญหาได้จริงโดยไม่ได้ลิดรอนสิทธิในการบริโภคของผู้คน

สุดท้ายแล้ว หลายคนก็ยังคิดถึงโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สุดครีเอทีฟของไทยที่เคยไปประกาศศักดาไว้ตามงานประกาศรางวัลระดับโลกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์และศิลปะในการเล่าเรื่องที่ฝังอยู่ในสายเลือดของคนไทย หากมองเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สุราท้องถิ่น หรือเหล้าไทยเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งเช่นเดียวกันกับอาหารหรือเครื่องดื่มตามท้องตลาด เราเชื่อว่าระบบนิเวศสร้างสรรค์ที่อยู่รายรอบสุรา ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ การบอกเล่าเรื่องราว ศิลปะแห่งบรรยากาศ ไปจนถึงมุมมองทางด้านเศรษฐกิจที่หมุนอยู่รอบขวด(และวง)สุรา ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทุกระดับ ทั้งรายเล็ก รายใหญ่ ร้านอาหาร บาร์ ไปจนถึงภาคการท่องเที่ยว ภาคการเกษตรในฐานะเจ้าของวัตถุดิบ และการจ้างงาน สามารถเดินหน้าได้อย่างมั่นใจ เราเชื่อว่าศักยภาพที่ถูกกดทับไว้เหล่านี้พร้อมที่จะสร้างมูลค่ามหาศาลให้กับประเทศ พร้อมกับสร้างคุณค่าของการเป็นประวัติศาสตร์ให้กับอนาคต ควบคู่ไปกับการคงเจตนารมณ์ในการปกป้องเด็กและเยาวชนอย่างมีประสิทธิภาพ
ขอเพียงแค่มีพื้นที่ให้ความคิดสร้างสรรค์เหล่านี้ได้ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเสรีและเป็นธรรม