เคยอ่านหนังสือจบ แล้วยังไม่อยากเริ่มต้นเล่มใหม่ไหม
หลังจากซื้อหนังสือที่ชอบมากองใหญ่ หลายคนคงแอบวางแผนในใจว่าหลังจากอ่านเล่มนี้ แล้วจะต่อด้วยเล่มนั้น ก่อนจะมาเล่มนู่น กะว่าคงเก็บให้ครบทุกเล่มรวดเดียวจบ
ถ้าเป็นหนังสือทั่วไปก็คงทำได้ง่ายหน่อย แต่สำหรับนักอ่าน บางครั้งก็มีหนังสือบางเล่มที่ทำให้เราเสียน้ำตาจนไม่อยากให้ถึงตอนจบ ทิ้งอาการ ‘แฮงค์’ ไม่ต่างจากฤทธิ์แอลกอฮอลล์ไว้เป็นเดือนๆ อยากจะมูฟออนก็ยังไม่กล้า เพราะใจยังคงวนเวียนอยู่ในเรื่องราวในเล่ม คุยกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำไมตัวละครถึงตัดสินใจแบบนั้นนะ ตอนจบนี่มันหมายความว่ายังไง พระเอกนางเอกจะอยู่ด้วยกันตลอดไปจริงหรือเปล่า เรียกได้ว่าอินกับเรื่องเดิม จนไม่กล้าเริ่มอ่านเล่มใหม่สักที
ถ้าใครเป็นแบบนี้เหมือนกัน ลองมาดูกันหน่อยดีกว่าว่าอาการนี้เกิดขึ้นได้ยังไง แล้วจะมีวิธีไหนพาเราก้าวข้ามช่วงเวลานี้ไปได้บ้าง

อาการเมาค้างจากหนังสือ
ไม่ใช่หนังสือทุกเล่มที่จะทำให้เราเกิดอาการ ‘Book Hangover’ หรืออารมณ์ค้างจากการอ่านหนังสือ ส่วนใหญ่แล้วมักเกิดจากหนังสือประเภทฟิกชั่น เล่มหนาพอประมาณ จนทำให้เราจมไปกับเรื่องราวหลายร้อยหน้าเป็นเดือนๆ ยิ่งเป็นประเภทแฟนตาซี ที่ต้องสร้างโลกขึ้นมาใหม่ด้วยแล้ว ก็ยิ่งมีโอกาสที่เราจะหลุดเข้าไปในโลกจินตนาการ จนสลัดความผูกพันกับโลกในเรื่องแต่งไม่ออก
ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าอาการนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะนิยายแฟนตาซีเท่านั้นนะ แค่เป็นเรื่องราวที่ชวนเราดำดิ่งไปเผชิญชะตากรรมร่วมกับตัวละคร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศร้าจากนิยายโรแมนติกดราม่า การไล่ล่าจากนิยายระทึกขวัญ หรือการสืบหาตัวคนร้าย จากหนังสือสอบสวน ก็อาจทำให้เรารู้สึกเมาค้างได้ไม่ต่างกัน
อาการ Book Hangover ของแต่ละคนมักจะแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่แล้วมักรู้สึกว่างเปล่า เบื่อหน่าย ไม่อยากทำอะไร หายใจเข้าหายใจออกก็เห็นแต่เรื่องราวที่เพิ่งอ่านจบไป อินมากจนไม่สามารถหยิบเรื่องอื่นๆ มาอ่านได้ บางคนอาจถึงขั้นโกรธ หรือเสียใจกับตัวละครไปด้วย
หากใครเป็นแบบที่ว่ามาไม่ต้องเขินอาย เพราะสำหรับคนที่เป็นนักอ่านเหมือนกันอยากจะบอกว่านี่เป็นเรื่องปกติ ในทางจิตวิทยา มีหลายปัจจัยที่ทำให้คนเรารู้สึกแบบนี้ โดยเฉพาะ ‘Narrative Transportation’ ปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่ผู้อ่าน ผู้ฟัง หรือผู้ชมหลุดเข้าไปอยู่ในเรื่องราวจนลืมโลกความเป็นจริงรอบตัวไปชั่วขณะ

ซินเธีย วินนี่ (Cynthia Vinney) นักวิชาการและนักเขียน ด้านจิตวิทยาและวัฒนธรรมกระแสหลัก อธิบายว่าเรื่องเล่า สามารถพาเราที่อยู่โลกจริงเข้าไปสู่โลกของเรื่องราวที่ถูกเล่าได้ โดยเฉพาะเรื่องราวที่บรรจงสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อให้เราดำดิ่งเข้าไป อย่าง วรรณกรรม ที่มีวิธีการเล่าชวนให้เรารู้สึกถึงความเข้มข้น สมจริง จนรู้สึกเหมือนได้พบเจอเหตุการณ์นั้นด้วยตัวเอง
หากเรารู้สึกเศร้าที่ต้องลาจากใครสักคน การบอกลาตัวละครก็คงทำให้เราเสียน้ำตาได้ไม่ต่างกัน มายา จิคิช (Maja Djikic) รองศาสตราจารย์ จากมหาวิทยาลัยโทรอนโต ชี้ว่าความเศร้าหลังจากอ่านหนังสือจบ อาจเป็นสัญญาณของการสูญเสียสิ่งสำคัญ เพราะการอ่านมาถึงหน้าสุดท้าย หมายถึงเราจะไม่ได้เจอตัวละครที่เราผูกพันอีก หรือต้องบอกลาโลกใบใหม่ที่เพิ่งค้นพบ เมื่อเราต้องกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงกะทันหัน ก็อาจทำให้เรารู้สึกเศร้าได้มากเป็นพิเศษ
นอกจากนี้ความเศร้าซึม ไม่อยากมูฟไปอ่านเรื่องใหม่ ยังอาจเป็นเพราะบางคนรู้สึกว่ามีบางประเด็นในหนังสือ ที่ยังคงรบกวนจิตใจอยู่ จึงอาจต้องการใช้เวลาอีกพักใหญ่เพื่อตกตะกอน รวมไปถึงความต้องการหยุดพักทางอารมณ์ หลังจากที่นักเขียนพาเราไปหัวเราะ ร้องไห้ หวาดกลัว ลุ้นระทึกเหมือนรถไฟเหาะตลอดทั้งเล่ม เมื่อหนังสือจบ มันก็อาจทิ้งความรู้สึกว่างเปล่าไว้ให้เราได้เช่นกัน
ถึงอาการเมาค้างหลังอ่านหนังสือจะทำให้ชีวิตเราไม่สดใสเหมือนเดิม จนไม่อยากประสบความรู้สึกนี้อีก แต่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องแย่ซะทีเดียว
คริสเตน รอย (Kristen Roye) หัวหน้านักจิตวิทยาที่ Ventura County Behavioral Health และเป็นอาจารย์พิเศษอาวุโสที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอเนียลูเธอรัน บอกว่าการรับรู้ความรู้สึกของตัวละครช่วยให้พัฒนาความเห็นอกเห็นใจ เพราะเราได้รู้สึกความรู้สึกของคนอื่นในพื้นที่ปลอดภัย ทั้งความรู้สึกยินดี หวาดกลัว เจ็บปวด หรือแม้กระทั่งความอิจฉา ซึ่งสุดท้ายจะทำให้เราเป็นคนที่มีความฉลาดทางอารมณ์มากขึ้นด้วย

วิธีออกจากอาการแฮงค์
บอกไว้ก่อนว่านี่ไม่ใช่เรื่องแย่ ที่เราต้องรีบกำจัดความรู้สึกเหล่านี้ทิ้งไป อันที่จริงการจมอยู่ในโลกของตัวละครก็ถือเป็นเสน่ห์เฉพาะของหนังสือ ที่เราสามารถซึมซับได้ตราบเท่าที่เราต้องการ
แต่ถ้าใครรู้สึกว่าความรู้สึกนี้ท่วมท้นเกินไป จนอยากก้าวผ่านช่วงนี้ไปได้เร็วๆ ก็สามารถทำได้ โดยเรารวบรวมวิธีแก้แฮงค์จากหนังสือมาไว้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น
เริ่มต้นเรื่องใหม่ไปเลย
เคยได้ยิน ‘ถ้าอยากลืมใคร ก็ให้ไปหาคนใหม่’ ไหม การมูฟออนจากหนังสือเล่มเก่าก็ใช้ได้เหมือนกัน เราอาจจะลองหยิบหนังสือเล่มที่มีธีม แนวเรื่อง กลิ่นอายคล้ายกัน หรือจะลองหาเรื่องเก่าๆ จากนักเขียนคนเดิมก็ได้ การเริ่มต้นดื่มด่ำกับหนังสือเล่มใหม่อาจช่วยให้เราก้าวข้ามความรู้สึกค้างจากเล่มเก่าได้ง่ายขึ้น
อ่านส่วนที่ชอบซ้ำอีกครั้ง
ไม่มีข้อห้ามอ่านหนังสือซ้ำนี่นา จะผิดอะไรถ้าเราอยากอ่านเรื่องเดิม หรืออยากเห็นตัวละครกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง งั้นระหว่างที่ยังมูฟออนไม่ได้ก็หยิบเล่มเก่ามาอ่านอีกรอบเลยสิ
พักจากการอ่านหนังสือสัก 2-3 วัน
เอาล่ะ ถ้าหนังสือที่เพิ่งอ่านจบเป็นเรื่องสุดรันทดของตัวละครเอก เปิดไปหน้าไหนเป็นต้องเจอแต่โชคชะตาเล่นงาน เปิดเรื่องคิดว่าตกต่ำแล้ว กลางเล่มยังเลวร้ายได้มากกว่านี้อีก ถ้าเป็นแบบนั้นก็ไม่จำเป็นต้องฝืนอ่านให้ปวดใจ เราสามารถหยุดพักให้เรื่องราวตกตะกอน ขบคิดอีกทีว่านักเขียนแอบส่งสัญญาณว่าเกลียดตัวละครนี้โดยที่เราไม่ทันสังเกตหรือเปล่า
ลองหาคนพูดคุยเรื่องนี้ด้วยกัน
เรื่องราวไม่จำเป็นต้องจบในหนังสือเสมอไป หลายครั้งมันยังโลดแล่นต่อไปได้เมื่อเราได้เล่าให้ใครสักคนฟัง โดยเราอาจพูดคุยเรื่องนี้กับเพื่อนนักอ่านด้วยกัน ลองหาบุ๊กคลับที่เหมาะกับเราปลดปล่อยความอัดอั้นออกมา การพูดคุยจะช่วยให้เราทบทวนความรู้สึก และจัดการอารมณ์ค้างได้ดีขึ้น
จดความรู้สึกลงบนสมุดบันทึกหรือแอปรีวิวหนังสือ
ถ้าใครไม่ถนัดการพูดคุยกับคนอื่น หรือเรื่องที่เราอ่านเฉพาะกลุ่มมากจนไม่รู้ว่าคนอ่านอื่นๆ อยู่ที่ไหน เราก็สามารถบันทึกลงสมุดพูดคุยกับตัวเองได้เลย หรือจะลองรีวิวไว้บนเว็บไซต์ เช่น goodreads เผื่อวันหนึ่งจะเจอคนอ่านเหมือนกันก็ได้ วิธีนี้นอกจากช่วยเราเรียบเรียงความรู้สึกแล้ว ยังทำให้เราผูกพันกับหนังสือมากขึ้นด้วย
ไม่ต้องกลัวว่าตัวละครที่เรารักมาตลอดจะหายไป เพราะถึงจะอ่านจบไปแล้ว แต่เรื่องราวก็จะยังโลดแล่นอยู่ในความทรงจำเราไม่หายไปไหน
อ้างอิงจาก