เคยได้ยินคำว่านักเขียนไส้แห้งกันหรือเปล่า
อาจดูเป็นเรื่องตลกร้าย แต่ก็ต้องยอมรับว่าครั้งหนึ่งคนทำงานสร้างสรรค์ที่ขนานนามตัวเองว่านักเขียนนั้นก็อาจจะไส้แห้งอย่างที่ใครเขาว่าจริงๆ เพราะกระบวนการกว่าจะทำเงินจากหนังสือเล่มหนึ่งได้นั้นช่างยาวนาน และไม่มีอะไรการันตีได้เลยว่าหนังสือเล่มที่บรรจงฟูมฟักมาอย่างดีจะครองใจคนอ่านจนทำกำไรกลับคืนมาสู่มือนักสร้างสรรค์ได้
ในยุคนี้การมีทักษะการเขียนอย่างเดียวอาจไม่พอ คนที่อยากสร้างงานสร้างอาชีพด้วยการเป็นนักเขียนต้องไม่เพียงแค่ปั่นต้นฉบับให้เสร็จ-ส่ง-แล้วรับเงินก็จบไป แต่ยังจำเป็นต้องมีความรู้ความสามารถในด้านอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อเสริมความแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นความรู้ความเข้าใจตลาดผู้เสพสื่อ หรือการประยุกต์นำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ในการทำงานมากขึ้น ในโลกยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไว นักสร้างสรรค์ต้องไม่กลัวที่จะปรับเปลี่ยนและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อตามโลกให้ทัน
The MATTER ชวนมาเช็กลิสต์สกิลใหม่ๆ ที่นักเขียนและผู้ประกอบการหนังสือในยุคนี้ควรมี เพื่อสร้างกำไรจากงานสร้างสรรค์ให้พอเพียงที่จะหล่อเลี้ยงทั้งชีวิตและความฝันไปได้พร้อมๆ กัน

นักเขียนยุคเก่าที่ต้องรอจนท้อ กว่าจะมีรายได้เข้ากระเป๋า
ในยุคหนึ่งผู้คนรู้จักงานสร้างสรรค์ผ่านตัวอักษรด้วยสิ่งที่เรียกว่า ‘สื่อสิ่งพิมพ์’ จะเป็นหนังสือเล่มก็ดี แม็กกาซีนก็ดี ต่างก็มีจุดกำเนิดมาจากไอเดียของนักเขียน ผ่านกระบวนในการผลิต เพื่อส่งต่อถึงผู้อ่านเป็นผลงานหนึ่งเล่ม ซึ่งจุดที่มีร่วมกันของผู้ผลิตสื่อแขนงนี้ก็คือการ ‘รอ’ ที่อาจทำให้หลายๆ คนท้อได้เหมือนกัน
เพราะงานของนักเขียนเป็นงานที่ต้องใช้เวลาคราฟต์กันทุกขั้นตอน ตั้งต้นด้วยไอเดีย กลั่นกรองออกมาเป็นบทความหนึ่งชิ้น ส่งต่อให้บรรณาธิการคอมเมนต์งานช่วยปรับแก้ไข ถ้าเป็นบทความตีพิมพ์อาจใช้เวลาน้อยหน่อย รอแม็กกาซีนวางขายก็ได้ค่าเรื่องมาต่อชีวิต ส่วนถ้าเป็นต้นฉบับหนังสือก็อาจต้องรอนานหน่อย ปรับแก้ไขกันเป็นหลักเดือน กว่าจะได้ตีพิมพ์ออกวางขาย เรียกว่ารอกันจนท้อจริงๆ กว่าจะได้ค่าตอบแทนจากสำนักพิมพ์มาสักก้อน ยังไม่รวมถึงนักเขียนหนังสือทำมือที่ตีพิมพ์เอง แบกต้นทุนเอง ที่ต้องรอหนังสือขายได้สักเล่มค่อยได้คืนทุนกลับเข้ากระเป๋าทีละนิด

ตลาดใหม่ใกล้ฉัน งานสร้างสรรค์ที่ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่บนหน้ากระดาษ
ส่วนสำหรับยุคนี้นักเขียนไม่ต้องรอนานๆ เพื่อให้มีรายได้เข้ากระเป๋าอีกต่อไปแล้ว เพราะนักเขียนกลายเป็นสับเซตหนึ่งของ ‘คอนเทนต์ครีเอเตอร์’ ที่มีหลายเครื่องมือให้สามารถหยิบยกมาต่อยอดไอเดียเพื่อทำกำไรได้
แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องยอมรับว่าผู้ประกอบการหนังสือส่วนใหญ่ยังติดกรอบเดิมๆ ขาดความรู้ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและตลาดดิจิทัล ซึ่งเป็นหัวใจหลักที่จะช่วยต่อยอดงานสร้างสรรค์ให้ไปได้ไกลกว่าการเป็นแค่หนังสือหนึ่งเล่ม
แม้จะบอกว่าทักษะการเขียนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอแล้วถ้าอยากอยู่รอดในยุคนี้ แต่สิ่งที่เป็นจุดแข็งของครีเอเตอร์ตลอดมาคือการมี core idea ที่พร้อมนำไปใข้งานต่อ หากผนวกเข้ากับความรู้ความเข้าใจในสื่อใหม่ และข้อกฎหมายด้านลิขสิทธิ์ต่างๆ ผลงานหนังสือหนึ่งเล่มก็สามารถนำไปต่อยอดเป็นงานสร้างสรรค์ได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการลงขายหนังสือในแพลตฟอร์มใหม่ๆ ทั้งรูปแบบ E-book ให้เช่าอ่านรายตอน หรือการต่อยอดเป็นสื่ออื่นๆ อย่าง Audio Book, Podcast, Webtoon หรือ Series ได้เลยทีเดียว
อีกสิ่งหนึ่งที่ครีเอเตอร์ผู้สร้างสรรค์งานเขียนไม่ค่อยให้ความสำคัญนัก คือการเปลี่ยนผลงานสร้างสรรค์ให้กลายเป็นการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ทั้งที่ผลงานหนึ่งชิ้นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแข็งแกร่งพอจะสร้างแบรนด์ของตัวเองในตลาดได้
ช่วงปีที่แล้วในประเทศไทยเองก็เพิ่งมีกระแสฟีเวอร์ที่ทำเอาน้ำหอมกุหลาบมอญ sold out ทั่วบ้านทั่วเมือง ด้วยกระแสจากเว็บตูน ‘อโยธยาเอยาวดี’ ที่ไม่เพียงทำให้เด็กเจนใหม่หันมาสนใจประวัติศาสตร์มากขึ้น แต่ยังเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งพอที่จะผลิตสินค้าลิขสิทธิ์ออกวางขาย ต่อยอดเป็นอนิเมชันฝีมือคนไทย รวมถึงการมีโปรเจกต์คอลแลบกับแบรนด์ทั้งในไทยและต่างประเทศ
หรือการต่อยอดผลงานนิยายเป็นซีรีส์อย่างเรื่อง ‘มีสติหน่อยคุณธีร์’ ที่เป็นไวรัลมาตั้งแต่ภาคแรก จนได้ต่อยอดเป็นภาคพิเศษที่กำลังออนแอร์อยู่ตอนนี้ เรียกได้ว่าได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม แค่ปล่อยทีเซอร์แรกออกมาก็ขึ้นเทรนด์อันดับหนึ่งของ X (Twitter) ทั่วโลกแล้ว จากนิยายรายตอนที่อัปเดตในเว็บไซต์ ReadAWrite สู่การทำหนังสือเล่มและ E-book และได้ต่อยอดเป็นการร่วมงานกับบริษัทผลิตซีรีส์ชั้นนำของไทยอย่าง GMMTV ส่วนสำหรับภาคพิเศษที่ถูกนำมาทำเป็นบทละครต่อ ก็ได้รับการต่อยอดเป็นนิยายรูปเล่มอีกครั้งจากปลายปากกานักเขียนคนเดิมอีกด้วย
เมื่อได้ฟังเรื่องราวความสำเร็จของคนอื่นอย่างนี้แล้ว หลายคนอาจรู้สึกว่าความฝันของตัวเองดูไกลเกินเอื้อม แต่สำหรับคอนเทนต์ครีเอเตอร์หน้าใหม่ในวงการที่มีไฟอยากเรียนรู้ หรือแม้แต่ผู้ประกอบการหนังสือรุ่นเก๋าที่อยากอัปสกิลใหม่ๆ ให้เท่าทันโลกยุคดิจิทัล ก็มีลู่ทางและโครงการต่างๆ ที่พร้อมสนับสนุนเส้นทางของเหล่านักสร้างสรรค์ ที่แม้จะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบแต่ก็อาจจะไม่ได้ยากเย็นขนาดนั้น เช่นโครงการ Tomorrow Creator Book Lab จาก TK Park

หลักสูตรความสำเร็จฉบับรวบรัด ชอทคัตของคนหนังสือ
ว่ากันว่าก้าวที่ยากที่สุดคือก้าวแรก การก้าวสู้เส้นทางอาชีพในฝันก็เช่นกัน
แต่สำหรับคนที่มีใจรักในการทำหนังสือ โครงการ Tomorrow Creator Book Lab จะเป็นเสมือนคู่มือที่ช่วยให้คนที่กำลังทำและอยากทำหนังสือในยุคนี้วางแผนก้าวแรกของตัวเองได้ง่ายยิ่งขึ้น ด้วยการจัดทำหลักสูตรออนไลน์ที่ครอบคลุมทุกด้านของการทำหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์ การผลิต ลิขสิทธิ์ จนถึงการต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าทางการตลาด แบ่งออกเป็น 5 หลักสูตร ได้แก่ Booktrepreneur ผู้ประกอบการหนังสือแห่งอนาคต, Tomorrow Editor บรรณาธิการแห่งอนาคต, Creative Book Lab ห้องทดลองสร้างสรรค์ธุรกิจหนังสือแห่งอนาคต, New World Copyright ลิขสิทธิ์ในโลกใหม่, Rights Beyond Borders ลิขสิทธิ์ไร้พรมแดน เหมือนเป็นหลักสูตรความสำเร็จของครีเอเตอร์ยุคใหม่ฉบับรวบรัดให้สมัครลงเรียนกันได้ฟรีๆ ทาง https://www.eventpop.me/s/tomorrowcreatorbooklab
ไม่เพียงแค่นั้น นอกจากชอตคัทออนไลน์ทั้ง 5 หลักสูตร ความพิเศษต่อที่สองคือหลักสูตรไฮบริดที่มาพร้อมกับ Onsite Workshop และเวทีที่ฟาดฟันกันด้วยไอเดียอย่าง เวที Hackathon หนังสือหนังหา ที่ชวนครีเอเตอร์รุ่นใหม่ไฟแรงที่เพิ่งได้ลับความรู้จาก 5 หลักสูตรออนไลน์มาประลองฝีมือกันต่อกับโจทย์ 4 รูปแบบ ได้แก่
หาร้าน: ปั้นไอเดียร้านหนังสือรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์อนาคต
หาย่าน: ออกแบบย่านหรือพื้นที่สาธารณะเพื่อสร้างวัฒนธรรมการอ่าน
หานวัตกรรม: สร้างแพลตฟอร์ม แอปพลิเคชัน หรืออุปกรณ์สุดล้ำ
หางาน: จัดอีเวนต์ เทศกาล หรือกิจกรรมที่คนหนังสือต้องพุ่งตัว
เพื่อร่วมกันหาไดเร็กชันใหม่ๆ ให้กับวงการคนทำหนังสือของไทย พร้อมลุ้นชิงทุนสนับสนุนรวมมูลค่า 30,000 บาท สำหรับ 5 โปรเจกต์ที่โดดเด่นกลับบ้านด้วย
อย่าปล่อยให้ไอเดียที่อยากพัฒนาวงการหนังสือไทยฟุ้งอยู่แค่ในอากาศ รีบฟอร์มทีมมาสมัครด่วนๆ ได้เลยที่ https://forms.gle/ASA9sFnFrr8r44C39 ตั้งแต่วันนี้ถึง 2 ส.ค. 69 นี้
ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมือเก๋าในวงการหนังสือยุคนี้ นอกจากสารตั้งต้นอย่างไอเดียที่ดีแล้ว สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือความรู้ความเข้าใจเรื่องตลาดดิจิทัลและสกิลการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้สามารถต่อยอดผลงานสร้างสรรค์ให้ไปได้ไกลกว่าเดิม นั่นคือเป้าประสงค์ของโครงการ Tomorrow Creator Book Lab จาก TK Park ที่อยากส่งเสริมคนหนังสือคุณภาพ เพื่อสร้างสะพานช่วยยกระดับวงการหนังสือไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับสากล
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.tkpark.or.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 065-987-1690 (คุณพริม), 062-857-6161 (คุณโจ้)