‘นักบิด’ คือคำเรียกอย่างลำลอง ถึงกลุ่มคนที่จงใจกู้เงินแล้วไม่ชำระหนี้ พวกเขารวมตัวกันเป็นคอมมูนิตี้บนโลกออนไลน์ แชร์รายชื่อแอปฯ เงินกู้เถื่อนและเทคนิคหลบการทวงหนี้ ด้วยความเชื่อว่าการบิดหนี้นอกระบบ อาจไม่ทิ้งรอยไว้ในเครดิตบูโรเหมือนเงินกู้ในระบบ
แต่การเล่นแง่กับแอปฯ เงินกู้เถื่อนอาจไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะทันทีที่คุณกดอนุญาตให้แอปฯ เข้าถึงรูปภาพ รายชื่อคนรู้จัก ไปจนถึงบัญชีธนาคาร ข้อมูลส่วนตัวของคุณอาจตกอยู่ในมือของผู้ปล่อยกู้แล้ว
ขบวนการปล่อยเงินกู้ผิดกฎหมายทำงานอย่างไร? ทำไมแอปฯ กู้เงินเถื่อนถึงแพร่หลายมาก รัฐไทยควบคุมอย่างไร? และหากตกเป็นเหยื่อ ควรทำอย่างไร? หาคำตอบไปกับสภาองค์กรของผู้บริโภค
ขบวนการปล่อยเงินกู้ผิดกฎหมายทำงานอย่างไร?
ชีวิตในโลกออนไลน์เข้าถึงได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว แต่นั่นก็ทำให้ผู้คนจำนวนมากเข้าถึงแหล่งกู้เงินผิดกฎหมาย หรือ ‘แอปกู้เงินเถื่อน’ ได้ง่ายมากด้วยเช่นกัน น่ากังวลที่แอปฯ เหล่านี้กลับได้รับการโฆษณาอย่างโจ่งแจ้งตามหน้าฟีดโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะ Facebook Instagram และ TikTok ตลอดจนการแฝงโฆษณาลงในเกม หน้าเว็บต่างๆ ที่มักแฝงมากับข้อความชวนเชื่อ
แค่ลองค้นหาคำว่า “แอปกู้เงินด่วน” ใน App Store ก็จะพบรายการแอปฯ พลิเคชันจำนวนมากให้เลือกดาวน์โหลด พร้อมกับคำโฆษณาชวนเชื่อที่มีแพทเทิร์นคล้ายๆ กัน เช่น “เงินกู้จะเข้าบัญชีทันที” “กู้เงินทันทีเลยเถอะ” “แอปกู้เงินด้วยขั้นตอนง่ายๆ” เมื่อทดลองสุ่มดาวน์โหลดมา สิ่งแรกที่แอปฯ เหล่านี้มักทำ คือการขอเข้าถึงข้อมูลการใช้มือถือ รายชื่อผู้ติดต่อ รูปภาพ และตำแหน่งที่ตั้ง ซึ่งหากใครรู้ไม่เท่าทัน ก็อาจกดยินยอมให้แอปฯ เข้าถึงข้อมูลไปโดยไม่รู้ตัว
อีกรูปแบบหนึ่งคือ แบนเนอร์โฆษณาบนหน้าเว็บหรือโซเชียลมีเดีย เมื่อคลิกเข้าไปจะพาผู้ใช้งานไปพูดคุยกับผู้ให้กู้เป็นการส่วนตัว เช่น คุยผ่าน LINE ก่อนถูกขอให้ส่งเอกสารอย่างบัตรประชาชนและภาพถ่ายส่วนตัว โดยอ้างว่าเป็นเอกสารประกอบการกู้ยืมเงิน ซึ่งเสี่ยงมากต่อการถูกนำข้อมูลไปใช้อย่างผิดกฎหมาย
โชติวิทย์ เกิดสนองพงศ์ ผู้ช่วยเลขานุการด้านการเงินและการธนาคาร สภาองค์กรของผู้บริโภคเปิดเผยว่า หากตัดสินใจขอกู้ยืมจากแอปฯ เถื่อนเหล่านี้ จะมีความเป็นไปได้อยู่ 4 เส้นทาง ดังนี้
- ผู้กู้ถูกขอให้โอนเงินเป็น ‘ค่าดำเนินการ’ ก่อน แต่สุดท้ายกลับไม่ได้รับเงินกู้เลย กรณีนี้จึงเข้าข่ายการหลอกเอาเงินมากกว่าการปล่อยกู้
- ผู้กู้ได้รับเงินจริง แต่ได้ไม่เต็มจำนวน เช่น ขอกู้ 5,000 บาท แต่อาจได้รับเพียง 4,500 บาท เพราะถูกหักดอกเบี้ยหรือค่าใช้จ่ายล่วงหน้า
- ผู้กู้ได้รับเงินเต็มจำนวน แต่ต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูงเกินกว่ากฎหมายกำหนด
- ผู้กู้ต้องจ่ายค่าดำเนินการก่อน แล้วจึงได้รับเงินกู้ตามมา ซึ่งเงินที่ได้รับอาจถูกหักดอกเบี้ยหรือค่าใช้จ่ายอื่นอีกทอดหนึ่ง
ปัญหามักรุนแรงขึ้นเมื่อถึงกำหนดชำระ หากผู้กู้ไม่มีเงินจ่ายหรือจ่ายไม่ทัน อาจเผชิญการทวงหนี้หลายรูปแบบ ตั้งแต่โทรศัพท์รบกวน ข่มขู่ ประจาน ไปจนถึงติดต่อบุคคลรอบตัว เช่น ครอบครัว ญาติ หรือที่ทำงาน คำถามคือ ผู้ให้กู้รู้จักคนรอบตัวของผู้กู้ได้อย่างไร ทั้งที่ผู้กู้อาจไม่เคยให้เบอร์โทรศัพท์เหล่านั้นโดยตรง
โชติวิทย์ชี้ว่า จุดเริ่มต้นอยู่ตั้งแต่ตอนติดตั้งแอปฯ เพราะผู้ใช้จำนวนหนึ่งกดยินยอมให้แอปฯ เข้าถึงรายชื่อผู้ติดต่อ รูปภาพ หรือตำแหน่งที่ตั้งไปแล้ว ข้อมูลเหล่านี้จึงอาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการติดตามและกดดันให้ชำระหนี้ในภายหลัง
กล่าวคือ ปัญหาของแอปฯ กู้เงินเถื่อน มันมีปัญหาตั้งแต่การสร้างโฆษณาชวนเชื่อแบบปูพรมทั่วอินเทอร์เน็ต ดึงคนให้โหลดแอปฯ มาใช้งานให้ได้มากๆ และหวังหลอกล่อให้คนส่งข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่รู้ตัว ซึ่งสุดท้ายแม้ผู้กู้จะได้เงินก้อนจริง แต่ก็จะเสี่ยงต่อการถูกทวงหนี้ผิดกฎหมาย คนรอบข้างถูกคุกคาม ถูกนำเอาข้อมูลไปประจาน หรือใช้ในทางที่ผิดอีกด้วย
การรวมตัวของ ‘นักบิด’
‘นักบิด’ เป็นคำเรียกอย่างลำลอง ถึงกลุ่มบุคคลที่มีเจตนาหลบเลี่ยงการชำระหนี้เงินกู้ น่าสนใจที่พวกเขารวมตัวกันเป็นคอมมูนิตี้เป็นกลุ่มบนเฟซบุ๊ก จุดประสงค์เพื่อแบ่งปันเคล็ดลับในการบิดหนี้ แชร์ว่าแอปฯ ไหนที่เป็นเงินกู้นอกระบบบ้าง ตลอดจนช่วยกันแนะนำเมื่อมีสมาชิกได้รับความเดือดร้อนจากการถูกตามหนี้
วิธีการ ‘บิด’ เช่น การใช้ซิมโทรศัพท์ที่เตรียมไว้สำหรับสมัครกู้ เมื่อได้รับเงินแล้วก็เลิกใช้หรือหักซิมทิ้ง บางคนอาจเริ่มจากการกู้ครั้งแรกและชำระคืนตามปกติ เพื่อเรียนรู้รูปแบบการทำงานของแอปฯ เพื่อเตรียมการกู้ครั้งต่อไปแล้วไม่ชำระคืน
ส่วนหนึ่งก็เชื่อกันว่า หากเป็นแอปฯ เถื่อน การไม่จ่ายหนี้จะไม่ถูกส่งข้อมูลเข้าสู่เครดิตบูโรเหมือนสินเชื่อในระบบ แต่สำหรับโชติวิทย์มองว่า แม้ผลกระทบอาจไม่ได้เกิดขึ้นกับเครดิตโดยตรง นั่นไม่ได้แปลว่าจะไม่มีผลกระทบใดๆ ตามมาเลย
เพราะผู้ให้กู้เถื่อนเองก็ไม่ได้ดำเนินธุรกิจภายใต้กติกาปกติ และอาจมีวิธีติดตามหนี้ที่คาดเดาไม่ได้ ที่สำคัญ เมื่อสมัครกู้ โดยผู้ใช้ได้มอบข้อมูลหลายอย่างไปแล้ว ทั้งชื่อ บัญชีธนาคาร หมายเลขโทรศัพท์ ตลอดจนข้อมูลส่วนบุคคลที่แอปฯ เข้าถึงจากโทรศัพท์ การทิ้งซิมจึงไม่ได้หมายความว่าข้อมูลเหล่านั้นจะหายไปด้วย และนั่นอาจนำไปสู่การถูกรบกวนชีวิตส่วนตัว การข่มขู่ ทั้งตัวเองและคนรอบข้าง
ที่น่ากังวลกว่านั้น หากคนส่วนใหญ่ในสังคมเลียนแบบพฤติกรรมกู้แล้วจงใจไม่คืน สะสมเป็นวินัยการเงินที่บกพร่อง ผู้ให้บริการสินเชื่อในระบบอาจเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรอง และท้ายที่สุด คนทั่วไปที่พยายามรักษาเครดิตบูโรอาจเข้าถึงสินเชื่อยากขึ้นไปด้วย
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นแอปฯ เงินกู้ที่ได้รับการรับรอง?
สิ่งแรกที่เราต้องเข้าใจคือ การปล่อยกู้ผ่านแอปฯ ไม่ได้หมายความว่าแอปฯ นั้นผิดกฎหมายเสมอไป เพราะแอปฯ เป็นเพียงช่องทางหนึ่งในการให้สินเชื่อ เช่นเดียวกับการเดินเข้าไปกู้เงินที่สาขาหรือเคาน์เตอร์ สิ่งสำคัญกว่าคือ ต้องดูว่าใครเป็นผู้ให้กู้ และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลหรือไม่
โชติวิทย์อธิบายว่า การกู้ยืมทั่วไปตามกฎหมายแพ่งมีกรอบดอกเบี้ยอยู่ที่ไม่เกิน 15% ขณะที่สินเชื่อบางประเภทซึ่งสามารถคิดดอกเบี้ยสูงกว่านั้น และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานเฉพาะ ได้แก่
- สินเชื่อส่วนบุคคลอยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คิดดอกเบี้ยไม่เกิน 25% ต่อปี
- สินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัด (Pico Finance) ที่อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สปท.) คิดดอกเบี้ยไม่เกิน 36% ต่อปี
ดังนั้น หากต้องการตรวจสอบแอปฯ เงินกู้ วิธีหนึ่งคือดูข้อมูลผู้พัฒนาหรือบริษัทเจ้าของแอปฯ จากหน้าร้านแอปฯ แล้วนำชื่อบริษัทไปตรวจสอบกับฐานข้อมูลของหน่วยงานกำกับดูแล
ปนัสยา ทับดิษฐ์ เจ้าหน้าที่สนับสนุนข้อมูลเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค สภาองค์กรของผู้บริโภค อธิบายว่า ในกรณีของ ธปท. สามารถค้นจากชื่อแอปฯ ได้โดยตรง (ค้นหาได้ ที่นี่) แต่สำหรับกรณีของ Pico Finance สปท. มักจะระบุเป็นชื่อบริษัทและจังหวัดที่ได้รับอนุญาตมากกว่าชื่อแอปฯ ผู้บริโภคจึงต้องนำชื่อบริษัทไปตรวจสอบอีกทีหนึ่ง (ค้นหาได้ ที่นี่)
อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ง่ายนักสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการตรวจสอบ จากการสำรวจพบว่า ข้อมูลในแอปฯ ไม่ตรงกับข้อมูลที่จดทะเบียน เช่น ที่อยู่ของบริษัทไม่ตรงกัน หรือบางกรณีมีการนำเลขทะเบียนนิติบุคคลของบริษัทอื่นมาแอบอ้าง จนบริษัทที่ถูกสวมรอยต้องออกมาชี้แจงว่าแอปฯ ดังกล่าวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตน
และถึงแม้แอปฯ กู้เงินนั้นๆ จะได้รับการลงทะเบียนอย่างถูกต้อง นั่นก็ไม่ได้การันตีว่าปัญหาเรื่องการทวงหนี้อย่างผิดกฎหมาย หรือดอกเบี้ยแพงจนจ่ายไม่ไหวจะไม่เกิดขึ้น จุดสำคัญคือ หากผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตทำผิด ยังมีหน่วยงานกำกับที่สามารถรับเรื่อง ตรวจสอบ และใช้อำนาจกับผู้ประกอบการได้ ขณะที่แอปฯ เถื่อนซึ่งไม่อยู่ในระบบจะติดตามผู้รับผิดชอบและบังคับใช้กฎหมายได้ยากกว่ามาก
ทำไมแอปฯ กู้เงินเถื่อนถึงแพร่หลายมาก รัฐไทยควบคุมอย่างไร?
ตั้งแต่ต้นปี 2569 สภาองค์กรของผู้บริโภคเข้าตรวจสอบแอปฯ ให้บริการกู้เงินรวม 61 แอปฯ พบว่า มี 12 แอปฯ ที่มีรายชื่ออยู่ใน ธปท. และอีก 20 แอปฯ ที่มีรายชื่ออยู่ใน สศค. คำถามคือ แล้วอีก 29 แอปฯ เป็นอย่างน้อยที่ไม่ได้ปรากฎรายชื่ออยู่ภายใต้หน่วยงานใด
ปัญหาคือ แม้ว่าเรารู้แล้วว่าแอปฯ หนึ่งอาจเข้าข่ายการปล่อยกู้เงินเถื่อน ถึงอย่างนั้น ‘การปิดแอปฯ’ ก็ไม่ได้แปลว่าปัญหาจะถูกแก้ไข ปนัสยาพบว่า บางแอปฯ สามารถกลับมาได้ด้วยการเปลี่ยนชื่อหรือเปลี่ยนแบนเนอร์ ขณะที่ข้อมูลบริษัทเบื้องหลังยังเป็นชุดเดิม
“การปิดแอปฯ ไม่ใช่การแก้ปัญหา เพราะมันจะมีแอปฯ ขึ้นใหม่อยู่เรื่อย ๆ” โชติวิทย์เสริม พร้อมเสนอว่าต้องย้อนกลับไปดูตั้งแต่กระบวนการคัดกรองก่อนที่แอปฯ จะถูกเปิดให้ดาวน์โหลด รวมถึงบทบาทของแพลตฟอร์มต่างๆ ที่ต้องช่วยคัดกรองโฆษณาแอปฯ เงินกู้เหล่านั้นด้วย
ปัญหาเกิดขึ้นตั้งแต่โฆษณาออนไลน์ไม่มีการควบคุม การปล่อยสินเชื่อนอกระบบ การคิดดอกเบี้ยสูงกว่ากฎหมาย การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ไปจนถึงการทวงหนี้โหด ทั้งหมดนี้ มีหน่วยงานหรือองค์กรที่ดูแลคนละส่วนกัน เช่น กฎหมายด้านแพลตฟอร์มก็อยู่ระหว่างการร่างโดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) แต่จะบังคับใช้หรือไม่ ก็อยู่ที่ความเข้มงวดของแพลตฟอร์ม
“เหมือนทุกคนมีข้อจำกัดเรื่องกฎหมายของตัวเองกันหมด” โชติวิทย์กล่าว พร้อมชี้ว่า ปัจจุบันยังไม่มีตัวกลางที่กำหนดชัดเจนว่า ผู้ที่ต้องการเปิดแอปฯ เงินกู้จะต้องขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานใดโดยเฉพาะ เพราะรัฐยังมองแอปฯ เป็นเพียงช่องทางหนึ่งของการปล่อยสินเชื่อ
ขณะเดียวกัน แอปฯ เถื่อนก็ยังตอบโจทย์ เพราะมันกู้ง่ายกว่าสินเชื่อในระบบกว่ามาก โชติวิทย์มองว่า ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยเช่นนี้ คนจำนวนมากต้องการเงินใช้ แต่การขอสินเชื่อจากธนาคารต้องผ่านการตรวจสอบหลายขั้นตอน หรือผู้กู้บางรายติดมีประวัติเครดิตบูโรอีก ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ ขณะที่แอปฯ เถื่อนบางเจ้าเพียงส่งบัตรประชาชน กรอกข้อมูลไม่กี่ข้อก็ได้รับเงินแล้ว นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แอปฯ กู้เงินเถื่อนยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
หากตกเป็นเหยื่อแอปฯ เงินกู้เถื่อน ควรหาทางช่วยเหลืออย่างไร?
การตกเป็น ‘เหยื่อ’ ของของแอปฯ เงินกู้เถื่อนอาจมีหลายสถานการณ์ แนวทางการช่วยเหลือก็แตกต่างกันไป เช่น
- หากถูกหลอกให้โอน ‘ค่าดำเนินการ’ แล้วไม่ได้รับเงินกู้ หรือมีลักษณะเป็นการฉ้อโกง ควรเก็บหลักฐานและแจ้งความกับตำรวจ เช่นเดียวกับกรณีที่ถูกเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
- หากปัญหาเกิดจากการทวงถามหนี้ เช่น ถูกโทรศัพท์รบกวน ข่มขู่ ประจาน หรือติดต่อคนในครอบครัว ก็สามารถร้องเรียนเกี่ยวกับการทวงถามหนี้ผิดกฎหมายได้ โชติวิทย์ระบุว่า มีกลไกคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ในระดับพื้นที่ รวมถึงตำรวจก็มีหน้าที่ตามกฎหมายด้วย
สิ่งสำคัญคือการเก็บหลักฐานให้ได้มากที่สุด ตั้งแต่ชื่อแอปฯ ข้อมูลบริษัท หน้าโฆษณาที่พบ หลักฐานการโอนเงิน สัญญาหรือเงื่อนไขการกู้ ภาพหน้าจอข้อความ หมายเลขโทรศัพท์ ตลอดจนหลักฐานการข่มขู่หรือการติดต่อบุคคลรอบตัว เพื่อใช้ประกอบการแจ้งความหรือร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม ปัญหาในทางปฏิบัติคือ ประชาชนอาจไม่รู้ว่าต้องร้องเรียนที่ไหน ขณะที่เจ้าหน้าที่เองอาจเข้าใจขอบเขตหน้าที่ไม่ตรงกัน ดังที่ผู้ให้สัมภาษณ์ระบุว่า บางกรณีตำรวจอาจมองว่าเป็นเรื่องทางแพ่ง ทั้งที่การทวงหนี้ด้วยการข่มขู่ ประจาน หรือใช้ความรุนแรง อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ และสามารถร้องเรียนต่อสถานีตำรวจได้
สภาผู้บริโภค มีคำแนะนำเพิ่มเติม หากตกเป็นเหยื่อแอปเงินกู้เถื่อน โดยให้ดำเนินการ ดังนี้
- หากเริ่มถูกข่มขู่ให้โอนเงินเพิ่มจากยอดเงินต้น หรือพบว่าโอนไปเกินกว่าเงินต้นแล้ว ให้หยุดโอนเงินเพิ่ม
- รวบรวมหลักฐานทุกอย่าง เช่น สลิปโอนเงิน บทสนทนาในแชต เบอร์โทร ชื่อแอป และภาพข่มขู่
- แจ้งความทันที แจ้งผ่านสายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441 เว็บไซต์แจ้งความออนไลน์ หรือสถานีตำรวจใกล้บ้าน
- แจ้งคนรอบตัวให้รู้ อย่าเก็บไว้คนเดียว เพราะมิจฉาชีพมักใช้คนรอบตัวเป็นเครื่องมือกดดัน การบอกล่วงหน้าจะช่วยลดผลกระทบเมื่อถูกข่มขู่
- ขอเปลี่ยนบัตรประชาชนใหม่ เพื่อเปลี่ยนวันออกบัตรและข้อมูลที่อยู่บนบัตร ลดความเสี่ยงถูกนำข้อมูลไปสวมรอยหรือนำไปโพสต์ประจาน
ปัญหาที่ไม่มีใครเป็นเจ้าภาพ
หากคุณเป็นผู้เสียหายจากแอปฯ เงินกู้เถื่อน แปลว่าคุณต้องเดินเรื่องตั้งแต่แจ้งความกับตำรวจ ร้องเรียนเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) ประสานเรื่องสินเชื่อและดอกเบี้ยกับหน่วยงานที่กำกับดูแล ไปจนถึงแจ้งโฆษณาที่มีปัญหากับหน่วยงานด้านดิจิทัลและแพลตฟอร์มอย่างเฟซบุ๊ก ติ๊กตอก หรือยูทูปที่เผยแพร่โฆษณา
หมายความว่า ผู้เสียหายคนหนึ่งอาจต้องติดต่อหน่วยงาน 4-5 แห่ง เพื่อจัดการปัญหาที่เกิดจากแอปฯ เดียว เพราะแม้แต่ละส่วนจะมีกฎหมายและหน่วยงานรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีหน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพที่ดูแลปัญหาได้ตั้งแต่ต้นจนจบ
โชติวิทย์กล่าวว่า ที่ผ่านมาเคยมีการเสนอปัญหาแอปฯ เงินกู้ต่อรัฐสภา ซึ่งได้รับความสนใจในช่วงที่เกิดกรณีแอปฯ สินเชื่อที่ติดมากับโทรศัพท์ OPPO และ realme แต่หลังจากนั้น กระแสความสนใจก็ลดลง และยังไม่เห็นหน่วยงานใดก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าภาพหลักในการกำกับดูแลปัญหานี้โดยเฉพาะ
ทางออกหนึ่งที่สภาผู้บริโภคเสนอ คือ การผลักดันให้มีหน่วยงานรัฐที่เป็นเจ้าภาพหลักที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้เสียหายมีจุดเดียวในการร้องเรียน และมีหน่วยงานที่รับผิดชอบประสานต่อกับหน่วยงานอื่นแทนผู้บริโภค รวมถึงการขยายการเข้าถึงสินเชื่อในระบบให้กลุ่มที่ปัจจุบันถูกผลักออกไปสู่เงินกู้นอกระบบ ตราบใดที่ยังไม่มีเจ้าภาพหลัก แอปเงินกู้เถื่อนก็จะยังหาช่องว่างทำกินต่อไป และผู้บริโภคก็จะยังต้องต่อสู้กับวงจรหนี้นี้ตามลำพัง
นี่จึงเป็นปัญหาเชิงระบบ ด้วยเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองทำให้คนต้องหาเงิน เมื่อเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบก็หันไปกู้นอกระบบ เมื่อเจอดอกเบี้ยสูงและจ่ายไม่ไหวก็ถูกทวงหนี้ และเมื่อทุกอย่างย้ายขึ้นมาอยู่บนออนไลน์ การติดตามตัวและเข้าถึงข้อมูลของลูกหนี้ก็ทำได้ง่ายกว่าเงินกู้นอกระบบในอดีต
อ้างอิงจาก