“ผมนี้มันโง่จริงๆ เลย”
1.
วันที่ 15 สิงหาคม ปี 1974 ถือเป็นวันชาติ ฉลองประกาศเอกราชของเกาหลีใต้จากญี่ปุ่น เหตุการณ์สำคัญขนาดนี้ ประธานาธิบดีคนที่ 3 ซึ่งตั้งตนเป็นเผด็จการอย่าง ปาร์ค จุงฮี (Park Chung hee) จะพลาดได้อย่างไร
เขาเดินทางมาปราศรัยถึงความฝันที่จะรวมชาติเกาหลี ไม่มีแบ่งเหนือใต้ ณ หอประชุมของประเทศ โดยมีคนเข้าร่วมฟัง 2 พันกว่าคน
ข้างกายของนายพลปาร์คมีภรรยา ซึ่งถือเป็นสุภาพสตรีหมายเลข 1 ของประเทศ ยุก ย็องซู (Yuk Youngsoo) ติดตามมาด้วย
แตกต่างจากสามี ซึ่งปกครองประเทศด้วยกำปั้นเหล็ก ปราบปรามผู้เห็นต่าง และครองตัวเองเป็นผู้นำเบ็ดเสร็จ ยุก ย็องซู กลับมีภาพลักษณ์ของสตรีที่สง่า อบอุ่น ได้รับความชื่นชมและภักดีจากคนทั้งประเทศ
ขณะที่สามีดูเป็นคนแข็งทื่อและออกจะเย็นชา ทางสตรีหมายเลข 1 แห่งทำเนียบสีน้ำเงิน กลับสุภาพโอบอ้อมอารี ชอบออกงานช่วยเหลือสังคม ทั้งกาชาด กิจการลูกเสือ แต่สิ่งที่คนเกาหลีใต้จดจำมากที่สุด คือ การที่ยุก ย็องซูเดินทางไปเยี่ยมผู้ป่วยโรคเรื้อน ที่ถูกกีดกันและเป็นที่รังเกียจของสังคม
หญิงสาวผู้นี้ ยังได้จับมือกับผู้ป่วยโรคเรื้อนโดยไม่สวมถุงมือด้วย นับเป็นบุคคลระดับสูงคนแรกของประเทศที่ทำแบบนั้น
อาจเพราะความหลังที่โตมากับครอบครัวเกษตรกร ผ่านสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเกาหลีมาด้วย ทำให้เธอเข้าถึงและสัมผัสใจคนในประเทศได้มากกว่าผู้เป็นสามี
สิ่งนี้ กลายเป็นเสาค้ำยันเล็กๆ ให้กับประธานาธิบดีปาร์ค จุงฮี การที่เขาออกงาน โดยมีภรรยาอยู่เคียงข้าง ช่วยเสริมภาพลักษณ์ความนิยม อำพรางความเหี้ยมโหดในการปกครองประเทศได้อย่างแยบยล
งานวันนั้น ถือเป็นรัฐพิธีสำคัญ ประธานาธิบดีปาร์ค จุงฮี ก้าวขึ้นไปยืนบนโพเดียม เตรียมการปราศรัย ท่ามกลางทีมรักษาความปลอดภัย และประชาชนที่ถูกคัดมาให้แสดงความชื่นชมต่อผู้นำคนนี้เท่านั้น
แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
ชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวเดินเข้ามาในงาน ไม่มีใครสนใจจะตรวจค้น เขาเดินตรงไปเกือบจะถึงหน้าเวที ก่อนชักปืนลูกโม่ .38 ออกมา
แล้วลั่นไก
เป้าหมายคือปลิดชีพ ประธานาธิบดีเผด็จการคนนี้ ด้วยความศรัทธาต่อลัทธิคอมมิวนิสต์แห่งเกาหลีเหนือ
2.
มุน เซกวาง (Moon Sekwang) อายุ 22 ปี เป็นคนเกาหลี แต่เกิดและโตที่ญี่ปุ่น ศรัทธาในขบวนการฝ่ายซ้ายจัดตั้งแต่วัยรุ่น เข้าร่วมขบวนการต่อต้านประธานาธิบดีปาร์ค เพราะเชื่อมั่นในลัทธิคอมมิวนิสต์ และเชิดชูเกาหลีเหนือแบบสุดจิตสุดใจ
ทว่าแท้จริงแล้ว ตัวตนของมุน มีความเป็นคนนอก ที่ญี่ปุ่น เขาถูกเหยียดว่าเป็นพวกเกาหลี แต่ในสายตาเกาหลี เขาคือญี่ปุ่น ความไม่เข้าพวก ไม่ว่าจะฝ่ายไหน มีส่วนให้เจ้าตัวมีปัญหาพอสมควร ข้อมูลชี้ชัดว่า เขาตกงานและเข้าร่วมกิจกรรมกับพวกฝ่ายซ้ายจัดมาตลอด
วันที่ 30 กรกฏาคม ปี 1974 มุนได้รับวีซ่าเกาหลี มีหลักฐานชี้ว่าหนังสือเดินทางของเขา มีคนปลอมแปลงให้ ก่อนจะได้ฤกษ์เดินทางไปกรุงโซล ในวันที่ 6 สิงหาคม เช็กอินห้องเลขที่ 1030 ในโรงแรมชั้นนำของเมืองหลวง และเก็บตัวเงียบๆ แทบไม่ออกไปไหน เขาจ่ายค่าโรงแรมล่วงหน้าหลายวัน ซึ่งเวลานั้นเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจะมีใครทำกัน
ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเขาทำอะไรระหว่างนั้น แต่มุนพูดภาษาเกาหลีไม่ได้สักคำ สนทนาได้แต่ภาษาญี่ปุ่น ในเช้าวันครบรอบประกาศเอกราชของเกาหลีใต้ เจ้าตัวขอให้โรงแรมเรียกแท็กซี่ มุ่งหน้าไปยังสถานที่ปราศรัยของประธานาธิบดีปาร์ค จุง-ฮี
เมื่อไปถึง เขารอให้ผู้นำเกาหลีใต้ปราศรัยไปได้สักครึ่งหนึ่ง ในเวลา 10.23 น. จึงได้ฤกษ์ลงมือ เจ้าตัวเดินไปใกล้เวที โดยที่ทีมรักษาความปลอดภัยไม่ทันระแวดระวัง จนอยู่ห่างจากโพเดียมเพียง 10 เมตรเท่านั้น
ระยะนี้เพียงพอแล้ว มุนควักอาวุธสังหาร ก่อนรัวกระสุนถึง 5 นัด
เสียงปืนที่ดังขึ้น ทำให้ทุกคนตกอยู่ในอาการตกตะลึง ประธานาธิบดีปาร์ค จุงฮี ก้มหลบตรงโพเดียม ขณะที่ทีมรักษาความปลอดภัยกรูขึ้นเวทีเพื่อคุ้มกัน พวกเขาควักปืนแล้วยิงสวนออกไปอย่างฉับพลัน
ด้านทีมงานด้านล่าง ตรงเข้าตะครุบตัวมุน กระสุนปลิวว่อน ท่ามกลางผู้ร่วมงานที่กรีดร้องและร่ำไห้ ทุกอย่างวุ่นวายอยู่หลายนาที
เมื่อคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ พวกเขาพบว่าประธานาธิบดีปลอดภัย แต่ทางสตรีหมายเลข 1 ถูกกระสุนซัดเข้าที่หัว ล้มทรุดกับพื้น เจ้าหน้าที่รีบพาตัวเธอไปโรงพยาบาลโดยด่วน
ด้านที่นั่งตรงหน้าเวที นักเรียนมัธยมปลายผู้หญิง ซึ่งมาร้องเพลงประสานเสียง ถูกกระสุนซัดเข้าร่วงอยู่กับพื้น ทางการรีบอุ้มเธอออกไปทันที
ขณะที่ทุกอย่างอลหม่าน ประธานาธิบดีปาร์ค จุงฮี ตั้งสติ แล้วลุกยืนขึ้น ก่อนเดินไปที่โพเดียม
“ผมยังพูดไม่จบ”
ทุกคนในห้องประชุมปรบมือกึกก้อง ท่ามกลางความโล่งอก ที่ผู้นำประเทศไม่ได้เป็นอะไรมาก
ปาร์ค จุงฮี ปราศรัยเรื่องความฝันการรวมชาติจนจบ ก่อนจะรีบออกจากงาน เพื่อไปโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล เพื่อดูใจภรรยาของเขาทันที
แม้แพทย์จะพยายามสุดความสามารถ แต่บาดแผลที่หัวสาหัส ในเวลา 19.00 น. ยุก ย็องซู สุภาพสตรีหมายเลข 1 เสียชีวิต
โศกนาฏกรรมนี้ กลายเป็นข่าวช็อคของคนทั้งประเทศ มันถูกประกาศออกสื่อ ในอีกครึ่งชั่วโมงต่อมา ทำให้เกาหลีใต้อยู่ในสภาวะเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง
รัฐบาลประกาศไว้อาลัย และมีการจัดพิธีศพเป็นเวลา 5 วัน คนนับล้านแห่แหนจากทุกสารทิศ เข้าแถวอย่างเป็นระเบียบเพื่อร่วมแสดงความอาลัยต่อการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของเธอผู้นี้
สื่อมวลชน พาดหัวข่าวว่า ลาก่อนสุภาพสตรีหมายเลข 1 ร่างของเธอถูกฝังอยู่ในสุสานแห่งชาติ เคียงข้างเหล่านักรบที่สละชีพในสงครามเกาหลี รวมถึงประธานาธิบดีในอดีต
สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้คนในประเทศโกรธจนตัวสั่น พอรู้ข่าวว่ามือสังหารคือคนญี่ปุ่น อดีตประเทศที่เคยยึดครองพวกเขามาหลายสิบปี นั่นทำให้กระแสเกลียดชังเพิ่มสูงมากขึ้น
เพราะสิ่งที่ดินแดนอาทิตย์อุทัยกระทำต่ออดีตอาณานิคมแห่งนี้ เต็มไปด้วยความเหี้ยมโหด คนเกาหลียังจดจำด้วยความแค้น ยิ่งการลอบสังหารครั้งนี้ ยิ่งกลายเป็นเชื้อเพลิงสุมไฟแห่งความรุนแรงลุกลาม นำไปสู่การประท้วง และบุกเข้าทำลายทรัพย์สินของสถานทูตญี่ปุ่นอย่างบ้าคลั่ง
ความเกลียดชังที่แพร่กระจาย ทำให้นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นต้องเดินทางมาร่วมงานศพ และกล่าวแสดงความเสียใจต่อประธานธิบดีปาร์ค
ทว่าเมื่อปรากฏข่าวออกมาอีกว่า อาวุธที่ใช้ก่อเหตุ ถูกขโมยมาจากโรงพักในญี่ปุ่น ยิ่งทำให้เกาหลีใต้แถลงการณ์ประณาม โดยโจมตีที่อีกฝ่ายไม่ยอมจัดการองค์กรที่สนับสนุนเกาหลีเหนือในประเทศสักที จนส่งผลให้อดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 ต้องตาย
เวลานั้นรัฐบาลกรุงโซล ถึงขั้นเตรียมตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับโตเกียว ร้อนถึงสหรัฐอเมริกาต้องเข้ามาไกล่เกลี่ยลดความขัดแย้ง ไม่ให้บานปลายไปมากกว่านี้
กระนั้นความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ชาติ ไม่เคยดีขึ้น กลับตกต่ำลงกว่าเดิม จนทางการญี่ปุ่นต้องเขียนจดหมายขอโทษ ให้รองนายกรัฐมนตรีนำไปมอบให้ประธานาธิบดีปาร์ค จุงฮี ถึงมือ สถานการณ์จึงค่อยทุเลาลงไปบ้าง
อย่างไรก็ดี ถึงวันนี้ เกาหลีใต้กับญี่ปุ่นก็ยังคงเต็มไปด้วยความเกลียดชังจากประวัติศาสตร์ไม่เสื่อมคลาย
ในส่วนของคดี ตำรวจสอบปากคำมุนอย่างเข้มข้น ท่ามกลางกระแสข่าวมากมาย ทั้งกล่าวหาว่า ชายคนนี้รับงานจากเกาหลีเหนือ บางข้อมูลบอกว่า เขาร่วมมือกับขบวนการต่อต้านประธานาธิบดีจากนอกประเทศ เพื่อลงมือฆ่า
ทว่าเรื่องราวมากมายไม่อาจหาข้อสรุปได้ แต่สิ่งที่ตรงกันคือ เขารักศรัทธาในคอมมิวนิสต์เกาหลีเหนือ และเกลียดชังเกาหลีใต้อย่างมาก
หลักฐานที่ชัดตรงนี้ ทำให้ฝ่ายเกาหลีเหนือต้องรีบแถลงการณ์ปฏิเสธ ไม่รู้เรื่องเหตุดังกล่าว แต่ก็มีข้อมูลจากสหภาพโซเวียตว่า คนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้อาจจะเป็นผลงานของ คิม จองอิล (Kim Jong-il) ลูกชายผู้นำตลอดกาลของเกาหลีเหนือ ซึ่งจะก้าวมาเป็นผู้นำลำดับที่ 2 ของประเทศในอนาคต
ไม่ว่าเบาะแสจะเป็นอย่างไร แต่การสืบสวนของกรุงโซลไม่พบหลักฐานอะไรชัดเจนเพียงพอที่จะสาวถึงใครได้
มุน เซกวาง จึงกลายเป็นผู้ต้องหาคนเดียวของคดีลอบสังหารนี้
3.
อัยการนำตัวเขาขึ้นศาลหลังเกิดเหตุเพียง 9 วัน การไต่สวนดำเนินไปอย่างฉับไว วันที่ 19 ตุลาคม ศาลชั้นต้นมีคำตัดสินให้ประหารชีวิต
มุนยื่นอุทธรณ์ แต่คำพิพากษายังยืนกรานตามเดิม เขาร้องขอไปยังศาลฎีกา แต่แล้วในวันที่ 17 ธันวาคม คำตัดสินยังเป็นเหมือนเดิม คือให้ประหารชีวิต
กินเวลาเพียง 122 วันเท่านั้น ทุกอย่างก็จบสิ้น
หลังเกิดเหตุ มีเสียงวิจารณ์มากมายว่า ระบบรักษาความปลอดภัยของเกาหลีใต้ช่างหละหลวมยิ่งนัก ในประเทศที่มีทหารอเมริกาอยู่นับหมื่นนาย ทำไมการลอบสังหารอุกอาจแบบนี้เกิดขึ้นได้ หน่วยข่าวกรองทำอะไรอยู่
ไม่เพียงเท่านั้น ทีมรักษาความปลอดภัยของประธานาธิบดีก็ต้องรับผิดชอบ เพราะพวกเขาสะเพร่า ปล่อยให้มือปืน ยืนอยู่ในระยะสังหารที่ใกล้มาก แถมขณะเกิดเหตุ ทางเกาหลีใต้ก็ยิงปืนมั่วซั่ว ไปถูกนักเรียนหญิงเสียชีวิต เพราะเจ้าหน้าที่ตื่นตกใจ จนทำอะไรไม่ถูก
ความผิดพลาดตรงนี้ ทางการพยายามปกปิดมันไว้ นั่นทำให้ความตายของเธอ ถูกเก็บเป็นความลับยาวนานหลายสิบปี กว่าจะมีการรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง
ด้านประธานาธิบดีปาร์ค จุงฮี อาศัยพลังของมวลชนที่แสดงความเสียใจต่อความตายของภรรยา มาสร้างพลังสนับสนุนตัวเอง จนเอาตัวรอด นั่งปกครองประเทศอย่างเหี้ยมโหดต่อไปได้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ เขาเพิ่มอำนาจและกดขี่เพื่อนร่วมชาติอย่างรุนแรง ทั้งกวาดจับผู้เห็นต่าง ศัตรูทางการเมือง และผู้เรียกร้องประชาธิปไตย
โดยศัตรูทางการเมืองของประธานาธิบดีปาร์ค ถึง 9 คนถูกประหาร และประชาชนถูกขังคุก ตั้งแต่ 3 ปีไปจนถึงตลอดชีวิต
เหล่าบาทหลวงที่ต่อต้านรัฐบาลเผด็จการ ถึงขั้นพูดออกมาอย่างมีศักดิ์ศรีขณะโดนจับว่า “ผมขอถามท่านสักข้อนะ มันเป็นอาชญากรรมเหรอ ที่พวกเราเรียกร้องประชาธิปไตย”
แต่เมื่อเกิดเหตุลอบสังหารขึ้น ทำให้สังคมเกาหลีใต้ เริ่มหวั่นภัยคุกคามจากภายนอก และคลื่นมหาชนที่หลั่งน้ำตาต่อการจากไปของสุภาพสตรีหมายเลข 1 ยิ่งทำให้ปาร์ค จุงฮี ได้รับความนิยมมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย
และปาร์ค จุงฮี ก็ปกครองประเทศต่อเนื่องอีก 5 ปี ก่อนถูกลอบสังหารเหมือนกับภรรยาของตัวเอง แต่ครั้งนี้ ปาร์ค จุงฮี ตายจากโลก ด้วยน้ำมือของลูกน้องผู้ซื่อสัตย์ ในปี 1979
ทว่ากว่าเกาหลีใต้จะได้อำนาจกลับสู่มือประชาชน พวกเขายังต้องต่อสู้กับระบอบเผด็จการทหารอีกหลายปี มีคนบาดเจ็บล้มตายและเสียชีวิตอีกเป็นจำนวนมาก
ก่อนจะมีทุกอย่างในวันนี้
4.
เวลา 07.03 น. ของวันที่ 20 ธันวาคม ปี 1974 ผู้คุมเปิดประตูห้องขังในเรือนจำของกรุงโซล เพื่อเบิกตัวนักโทษ ซึ่งตื่นรออยู่ก่อนแล้ว
“ไปกัน…”
เจ้าหน้าที่ใช้เชือกมัดตัวชายหนุ่มไว้ตามระเบียบ แล้วเบิกตัวออกจากกรง
พัสดีของคุกแห่งนี้ ยืนรอบุรุษที่มีหมายเลขบนเสื้อนักโทษ เขียนไว้ด้วยสีแดงว่า 4428
“มีอะไรจะสั่งเสียไหม”
“มันกำลังจะเริ่มแล้วใช่ไหมครับ” มุนถาม
“ใช่”
“ผมช่างโง่เสียจริง” บุรุษที่กำลังจะชะตาขาดในไม่ช้า เริ่มคร่ำครวญ “ผมขอโทษประธานาธิบดีปาร์ค และภรรยาของท่านด้วย”
ราวกับทำนบแตก เขาพูดพร่ำสารพัดสิ่งเป็นครั้งสุดท้าย
“ฝากบอกแม่ผมว่า ลูกชายคนนี้ไม่รักดี ไม่อาจทำตามที่แม่หวังได้ และบอกไปยังภรรยาผม ให้ไปแต่งงานและเริ่มต้นชีวิตใหม่เถอะ แล้วถ้าเป็นไปได้ อย่าลืมไปแสดงความเสียใจที่หลุมศพของคุณยุกด้วยนะ”
พฤติกรรมของมุน เซกวาง แปรผันหลังติดคุก เขาเริ่มตาสว่าง และยอมรับว่า สิ่งที่ก่อลงไป รุนแรงอย่างมาก ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น เจ้าตัวยังเชื่อมาตลอดว่า ตัวเองจะรอดพ้นโทษ เขาคิดไปเองว่า หากทำตัวดีๆ ในคุก ก็จะติดจริงแค่ 7-8 ปีเท่านั้น ดังนั้นเมื่อรู้ตัวว่าจะถูกแขวนคอ ชายหนุ่มถึงกับช็อคและแทบหมดสติ
กระนั้นสิ่งหนึ่งที่เขาย้ำก่อนตาย แล้วบอกต่อหน้าผู้คุม กับประชาชนเกาหลีใต้ ก็คือ “ผมไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าท่านสุภาพสตรีหมายเลข 1 เลยนะครับ”
“ทั้งหมดที่ผมทำลงไปนั้น ช่างโง่เขลาเสียจริงๆ เลย”
07.56 น. วันที่ 20 ธันวาคม 1974 เจ้าหน้าที่นำผ้าคลุมหัวมุน เซกวาง หลังบาทหลวงอ่านคัมภีร์ไบเบิลจบ จากนั้นจึงนำเชือกรัดคอ เริ่มการประหารชีวิต
ชายหนุ่มสิ้นใจตายอย่างทุรนทุราย ครอบครัวพยายามจะขอนำร่างเขากลับไปประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อทางศาสนาที่ญี่ปุ่น
แต่เกาหลีใต้ไม่อนุมัติ พวกเขาจัดการร่างนี้อย่างเป็นความลับ จนถึงทุกวันนี้ ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า หลุมฝังศพของเขาอยู่ที่ไหนกันแน่
ทุกอย่างเป็นปริศนาที่คงไม่มีวันได้รับคำตอบ ไปตลอดกาล
อ้างอิงจาก