เด็กตัวน้อยยิ้มอย่างสดใสให้กล้อง พูดจาฉะฉาน ฉลาดเกินวัย ขณะกำลังถือผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ล่าสุด เพื่อเชิญชวนให้เหล่าแฟนๆ กดสั่งซื้อตาม
ทุกวันนี้การได้เห็นเด็กๆ กลายมาเป็นอินฟลูเอนเซอร์แทบจะเป็นเรื่องปกติ จนถึงขนาดมีชื่อเรียกว่า ‘Kidfluencer’ เกิดขึ้น เพราะไม่ว่าจะหันไปทางไหน เราก็มักเห็นภาพของหนูน้อยตามช่องทางต่างๆ บนโลกออนไลน์ ส่วนคนปลุกปั้นให้เด็กตัวจิ๋วกลายเป็นดาวเจิดจรัสก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นพ่อแม่ที่คอยผลักดันอยู่ข้างๆ นั่นเอง
แม้ด้านหนึ่งเราอาจจะได้ยินเสียงชื่นชมจากเหล่าแฟนๆ ถึงความน่ารักสดใส หรือแม้กระทั่งความไร้เดียงสา ของเด็กๆ แต่ก็มีอีกหลายคนไม่น้อยตั้งคำถามถึงความเหมาะสม กับการนำหนูน้อยเหล่านี้มาอยู่ท่ามกลางสปอร์ตไลท์ ถูกจับจ้องโดยสายตานับหมื่น นับแสนคู่ เพียงเพื่อต้องการสร้างรายได้ ตั้งแต่ในวัยที่ยังจับดินสอไม่ถนัดดี
จึงเป็นเรื่องที่น่าตั้งคำถามว่า สิ่งเหล่านี้กำลังนำไปสู่การใช้แรงงานเด็กหรือไม่ แล้วพ่อแม่ตระหนักรู้แค่ไหน เมื่อเส้นแบ่งระหว่างผู้ปกครองและผู้จัดการส่วนตัวกำลังพร่าเลือนไป จนอาจละเลยในการปกป้องเด็กๆ จากโลกภายนอก
วันนี้เราชวนไปดูอีกด้านที่น่ากังวลของเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ตัวจิ๋ว ในวันที่พวกเขายังไม่สามารถดูแลตัวเองได้ พวกเขาต้องเผชิญกับการฉกฉวยประโยชน์ไปยังไงบ้าง

อินฟลูเด็กฯ กับการใช้แรงงานเด็ก
เมื่อพูดถึงแรงงานเด็ก หลายคนมักนึกถึงเด็กขายพวงมาลัยตามสี่แยกไฟแดง หรือเด็กที่ถูกบังคับให้ทำงานภายในโรงงานเถื่อน แต่ปัจจุบันแรงงานเด็กไม่ได้มีเพียงการทำงานแบบที่เราคุ้นเคย แต่ยังรวมไปถึงการทำงานบนโลกออนไลน์ ที่พวกเขาต้องเอาชีวิตส่วนตัวเข้าแลกด้วย
คอนเทนต์เด็กและครอบครัว กลายเป็นเนื้อหาที่สร้างรายได้มหาศาล จากการดึงดูดความสนใจของผู้คนได้หลักหมื่นจนถึงแสนคน ด้วยเนื้อหาที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อน อย่างการแบ่งปันเรื่องราวประจำวัน ทำให้เราได้เห็นความน่ารัก น่าเอ็นดูของเด็กๆ และความเป็นธรรมชาติที่คาดเดาไม่ได้ของหนูน้อยนี่เองที่สร้างความบันเทิงให้กับเหล่าคนดูได้อย่างดี ขณะเดียวกันเป็นช่องทางให้ผู้ชมรู้สึกใกล้ชิดกับเด็กๆ ราวกับเป็นคนช่วยเลี้ยงเองกับมือ จนทำให้ผู้ติดตามเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
หากเทียบกับการใช้แรงงานเด็กแบบที่เราคุ้นเคย ก็อาจถือได้ว่าอินฟลูเอนเซอร์เด็กเหล่านี้มีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าไม่น้อย ทั้งไม่ต้องออกไปตากแดดร้อนๆ ไม่ต้องนั่งทำงานหลังขดหลังแข็ง หรือแม้แต่ไม่ต้องเจอนายจ้างใจร้าย เพราะพวกเขาได้อยู่กับพ่อแม่ที่คอยดูแลความเป็นอยู่ตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม การนำชีวิตส่วนตัวมาเป็นคอนเทนต์ก็ใช่ว่าจะมีเพียงด้านที่สวยงามเสมอไป ลองนึกภาพว่าชีวิตของเด็กคนหนึ่งต้องถูกบันทึกและเผยแพร่ เพื่อสร้างความบันเทิงให้กับคนแปลกหน้าหลายล้านคน ตั้งแต่อากัปกริยาเล็กๆ น้อยๆ จนถึงช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด อารมณ์และความทรงจำที่ควรจะเป็นของเขาคนเดียว ถูกแบ่งปันไปให้คนอื่นเพื่อสร้างผลกำไร สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้เด็กๆ สูญเสียช่วงเวลาที่จะได้เติบโตเหมือนเด็กทั่วไป แต่กลายเป็นช่องทางที่ทำให้พวกเขาถูกฉกฉวยผลประโยชน์ โดยมีสิทธิขัดขืนเพียงน้อยนิด

จากบทความวิชาการเกี่ยวกับการใช้แรงงานเด็กในสื่อสังคมออนไลน์ ที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Journal of Business Ethics เมื่อปี 2025 ชี้ให้เห็นว่าการใช้เด็กเป็นอินฟลูเอนเซอร์ มักมีความหมิ่นเหม่ต่อจริยธรรมอยู่ตลอดเวลา เราไม่สามารถกล่าวได้เต็มปากว่าเด็กๆ เต็มใจ ขณะเดียวกันก็อาจละเมิดสิทธิและเสรีภาพต่อเด็กได้ 5 หมวดหมู่ ไม่ว่าจะเป็น สิทธิการยินยอม สิทธิความเป็นส่วนตัว การถูกเอาเปรียบ การถูกทำร้าย และเสรีภาพในการแสดงออก
หลายครั้งที่เราไม่สามารถตรวจสอบได้จริงๆ ว่าเด็กๆ ยินยอมทำคอนเทนต์นั้นด้วยความสมัครใจจริงๆ หรือถูกบีบบังคับ โดยเฉพาะความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่ากันระหว่างพ่อแม่และลูก เด็กๆ มีโอกาสที่ถูกซื้อความยินยอมจากผู้ใหญ่ได้ตลอดเวลา เช่น การได้รางวัลหากทำตามที่บอก หรือถูกปลูกฝังว่าเป็นสิ่งที่ดีกับตัวเอง สุดท้ายความยินยอมเพราะความไร้เดียงสาของเด็กๆ ก็อาจถูกใช้เป็นใบเบิกทางให้พวกเขาถูกละเมิดความเป็นส่วนตัวต่อไป
นอกจากนี้ การใช้เด็กเป็นอินฟลูเอนเซอร์ยังละเมิดต่อความเป็นส่วนตัวของเด็กๆ เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้อินฟลูเอนเซอร์เด็กได้รับความนิยมคือความน่ารัก ซึ่งอาจดึงดูดคนไม่หวังดี อย่างคนที่เป็นโรคใคร่เด็ก (Pedophilia) ที่อาจนำภาพเด็กไปใช้ การคอมเมนต์คุกคามในช่อง หรือแม้กระทั่งการสะกดรอยตาม ที่อาจสร้างอันตรายกับเด็กได้ทุกเมื่อ
ความเป็นส่วนตัวไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ภาพถ่ายเท่านั้น แต่รวมไปถึงการบันทึกเหตุการณ์ในช่วงเวลาต่างๆ ที่เด็กๆ มีภาวะเปราะบางด้วย เช่น อารมณ์โกรธ เสียใจ เรื่องน่าอาย เพราะภาพเหล่านี้เมื่ออยู่บนอินเทอร์เน็ตครั้งหนึ่งแล้ว ก็ยากที่ลบออกไป แม้ในวันที่เขาโตขึ้น ภาพเหล่านี้ก็อาจกลายเป็นภาพจำที่ติดตัวเด็กๆ และถูกจับจ้องจากผู้คนตลอดเวลา แม้จะเปลี่ยนแปลงหรือเติบโตจากเหตุการณ์นั้นแล้วก็ตาม
อีกหนึ่งผลกระทบที่สำคัญต่อเด็กๆ ที่ถูกปลุกปั้นขึ้นเป็นอินฟลูเอนเซอร์ คือการฉกฉวยผลประโยชน์จากพวกเขา อย่างที่เรารู้กันว่าหลายแพลตฟอร์มต่างๆ มักกำหนดอายุขั้นต่ำในการสมัครใช้งาน ดังนั้นเด็กๆ เหล่านี้จึงมักมีพ่อแม่เป็นผู้จัดการ คอยรับงาน ประสานงานกับฝ่ายสปอนเซอร์ จนถึงเป็นผู้ดูแลเรื่องเงินทั้งหมด

เมื่อมีเรื่องงานเข้ามาเกี่ยวข้อง และผันตัวมาเป็นผู้จัดการเด็ก บทบาทความเป็นพ่อแม่จึงค่อยๆ พร่าเลือนไป แทนที่พวกเขาจะปกป้องเด็กๆ จากโลกภายนอก พ่อแม่อาจกลายเป็นคนที่คอยบอกว่าควรทำหรือไม่ควรทำอะไรตามความต้องการของผู้ชม และข้อตกลงของสปอนเซอร์ หรือแม้กระทั่งรับงานให้เด็กๆ แม้ว่าจะเป็นสินค้าที่พวกเขาไม่รู้จักดีพอ เช่น อาหารเสริม หรือวิตามิน ที่ไม่ได้รับรองความปลอดภัย
ความนิยมของอินฟลูเอนเซอร์เด็ก กลายเป็นสิ่งที่ทำให้เราควรกลับมาพูดถึงการคุ้มครองแรงงานเด็กให้ครอบคลุมกับบริบทปัจจุบันอีกครั้ง เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการสร้างรายได้จากคอนเทนต์เหล่านี้ยังเป็นพื้นที่สีเทาที่เราต้องถกเถียงถึงจริยธรรมในการทำงานของเด็กในฐานะอินฟลูเอนเซอร์
ด้านหนึ่งก็อาจมองว่าเป็นการแบ่งปันความน่ารักและซุกซนของเด็กทั่วไป แต่ขณะเดียวกันกิจกรรมเหล่านี้ก็สร้างเกิดรายได้ในฐานะงาน จึงนำมาสู่ความเสี่ยงต่อการเอาเปรียบ โดยเฉพาะจากคนในครอบครัว ที่สามารถใช้ช่องโหว่จากความพร่าเลือนของการดูแลเด็ก ไปพร้อมๆ กับการเป็นนายจ้างไปในตัว
แม้ปัจจุบันจะมีข้อห้ามการใช้แรงงานเด็ก โดยกำหนดอายุขั้นต่ำของแรงงานเด็กไว้ที่ 15 ปี ตามอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ เช่นเดียวกับกฎหมายคุ้มครองสิทธิเด็กของไทย อย่าง พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ที่ห้ามเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวหรือภาพลักษณ์ของเด็กที่อาจก่อให้เกิดอันตราย หรือแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยากที่จะบังคับใช้ได้จริง เพราะยากจะแยกว่าอินฟลูเอนเซอร์เด็กกำลังถูกบังคับเพื่อทำงานจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการบันทึกชีวิตทั่วไปเท่านั้นเอง
อย่างไรก็ตาม เราคงไม่สามารถควบคุมการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของเด็กๆ ได้ 100% และคงไม่ผิดอะไรหากเป็นความต้องการของเด็กๆ ที่อยากทำคอนเทนต์เหล่านี้ แต่ในฐานะผู้ปกครอง เราอาจต้องกลับมาตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กให้มากขึ้นอีกครั้ง และกลับมาทำหน้าที่ปกป้องพวกเขาด้วยการกรองเนื้อหา ก่อนจะโพสต์อะไรลงไปบนอินเทอร์เน็ต
เพราะวัยเด็กถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ไม่สามารถย้อนกลับมาได้อีก คงจะดีกว่าหากพวกเขาควรได้เติบโตวัย โดยไม่ต้องรีบผลักให้พวกเขากลายเป็นเสาหลักเพื่อเลี้ยงดูใครๆ
อ้างอิงจาก