เบิร์นเอาต์ (Burnout) หมดไฟ เบื่องาน คีย์เวิร์ดที่ระเบิดบู้มขึ้นมาในช่วงโควิด จากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของชาวออฟฟิศ บวกกับการแข่งขันอย่างบ้าคลั่งใน Hustle Culture จนเหล่ามดงานต่างก็เผชิญภาวะเหนื่อยล้าทางอารมณ์กันถ้วนหน้า ว่าแต่ Burnout หมดไฟ ความรู้สึกแบบนี้เพิ่งเกิดขึ้นในชาวออฟฟิศยุคใหม่จริงหรือเปล่า?
เปล่าเลย มันเริ่มจากแสงแดดแผดเผาในอียิปต์โบราณ

ปีศาจเที่ยงวัน
ไอร้อนในทะเลทรายอียิปต์ ศตวรรษที่ 4 แผดเผาเสียจนมองเห็นอากาศเป็นริ้วสั่นไหว นักบวชผู้หนึ่งแม้อยู่ใต้ชายคา กลับชายตาไปทางหน้าต่างนับครั้งไม่ถ้วน พลางสวดมนต์ พลางเฝ้านับเวลาที่เหลือของวันในใจ ลุกขึ้นเดินออกไปในที่สุด
เอวาเกรียส ปอนติคัส (Evagrius Ponticus) นักบวชผู้ใช้ชีวิตอยู่ในทะเลทรายไอยคุปต์ บันทึกเหตุการณ์นี้ไว้เมื่อราวปี 375 ก่อนที่ใครจะรู้จักคำว่า Burnout เกือบหนึ่งพันหกร้อยปี
เขาถูกยกให้เป็นคนแรกๆ ที่พยายามจัดหมวดหมู่ความทุกข์ทางใจของมนุษย์อย่างเป็นระบบ โดยแบ่งความคิด กิเลสพื้นฐานของมนุษย์ออกเป็น 8 ประเภท ตั้งแต่ความตะกละ ราคะ โลภ เศร้า โกรธ หยิ่งยโส ทะนงตน และหมดไฟ โดยในตอนนั้นเขาเรียกว่า Acedia หรือฉายา ปีศาจเที่ยงวัน (the noonday demon) คนที่ถูกปีศาจตัวนี้เข้าครอบงำจะรู้สึกอ่อนเปลี้ย เบื่อหน่าย เศร้าหมอง กระสับกระส่าย เกลียดชังพื้นที่ของตัวเองและวิถีชีวิตที่ทำอยู่ พร้อมกับโหยหาชีวิตแบบเดิมหรือครอบครัวที่จากมา อาการเหมือนกับภาวะหมดไฟในยุคใหม่ไม่มีผิด
เอวาเกรียสสังเกตเห็นว่านักบวชรอบตัวเขามักจะมีอาการที่ว่านั้น ราวๆ สิบโมงเช้าถึงบ่ายสอง ช่วงเวลาที่แดดแรงที่สุด ร้อนที่สุด และเป็นช่วงที่เหมือนเวลาผ่านไปเชื่องช้าจนเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด ฟังดูคุ้นๆ ไหม เหมือนกับชั่วโมงหลังอาหารเที่ยงที่เรามักจะรู้สึกล้าที่สุดในวันทำงาน เฝ้ามองนาฬิกา นับถอยหลังรอเวลาเลิกงานทั้งที่ยังไม่ถึงบ่ายด้วยซ้ำ
บันทึกเกี่ยวกับกิเลสทั้ง 8 ของเอวาเกรียสคือหลักฐานชิ้นสำคัญว่า ความรู้สึกที่เราเรียกกันว่า Burnout ทุกวันนี้ ไม่ใช่ผลผลิตของยุคดิจิทัลหรือระบบทุนนิยมอย่างที่กล่าวโทษกัน แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์เคยรู้สึกมาแล้วตั้งแต่ก่อนจะถึงยุคตอกบัตรเข้างานหรือนั่งเครียดในออฟฟิศเสียอีก
เมื่อครั้งหนึ่งคำว่า Acedia เคยถูกบันทึกไว้โดยมีหลักฐานชัดเจนแจ่มแจ้ง แล้ววันนี้คำนั้นหายไปไหน ทำไมเราถึงไม่ค่อยได้ยินคำนี้กันแล้ว

บาป 7 ประการ
หลังจากบันทึกของเอวาเกรียสประมาณ 200 ปี สมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 1 (Gregory the Great) ต้องการนำระบบ 8 กิเลสพื้นฐานของเอวาเกรียสมาปรับใช้ใหม่ให้เข้าใจง่าย
ด้วยการนิยามบาปต้นตอ (capital sins) ใหม่เป็น 7 ประการ ได้แก่ ความหยิ่งยโส ความริษยา ความโกรธ ความโลภ ความเศร้า ความตะกละ และราคะ
อ้าว หายไป 1 บาปนี่ นั่นเพราะสมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 1 ได้รวมเอาหมดไฟ (Acedia) เข้ากับความเศร้า (Tristitia) ให้กลายเป็นแนวคิดเดียวกัน และเปลี่ยนคำเรียกขานบาปคู่นี้ให้กลายเป็น ความเกียจคร้าน (Sloth)
จากความว่างเปล่าทางจิตวิญญาณ กลายเป็นแค่ความขี้เกียจ จุดที่น่าเสียดายที่สุดของการรวมร่างครั้งนี้คือ สิ่งที่เอวาเกรียสเคยอธิบายไว้อย่างประณีต ความว่างเปล่าทางจิตวิญญาณ ความรู้สึกที่ไม่อาจรักหรือใส่ใจสิ่งใดได้อีก ความอ่อนล้าที่กัดกินทั้งกายและใจไปพร้อมกัน ค่อยๆ เลือนหายไปในเงาของความเกียจคร้าน ที่ฟังดูตื้นเขินกว่ากันมาก
ทุกวันนี้เรามักเข้าใจว่า Sloth แทบจะเท่ากับความขี้เกียจธรรมดาไปเสียแล้ว เป็นภาพของคนนอนแช่บนโซฟาไม่ยอมลุกไปทำอะไร ทั้งความหมายแรกของมัน เล่าถึงความทุกข์ทรมานทางจิตใจที่ละเอียดอ่อนกว่านั้นมาก
แม้มันจะจางหายไปในโลกของศาสนา แต่มันยังคงวนเวียนในวันเหนื่อยล้าไม่ไปไหน รอวันที่จะถูกอธิบายด้วยกรอบใหม่ ในภาษาใหม่ ผ่านคนกลุ่มใหม่

จากแดดแผดเผาสู่ความหนาวเหน็บ
แดดที่แผดเผาสมาธิของเหล่านักบวชในยุคอีปยิปต์โบราณ จนเกิดเป็นบาป 8 ประการ ผ่านการสังเกตของเอวาเกรียส ผ่านมาหลายยุคหลายสมัย ปีเตอร์ โจนส์ (Peter Jones) นักประวัติศาสตร์ เผชิญกับความหนาวจับใจ เมื่อไปรับตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยในไซบีเรีย ทำให้เขาไม่สามารถทำงานหรือใช้ชีวิตตามปกติได้ และเฝ้าคิดถึงแต่บ้านเกิดของตน
วันหนึ่งในชั้นเรียน เขาเริ่มสอนเรื่องบาปทั้งเจ็ด และพบว่าคำอธิบายในตำราศาสนายุคกลางสะท้อนความรู้สึกของตนได้อย่างน่าประหลาดใจ เขาจึงเริ่มค้นคว้าเรื่องราวของ Acedia จากเอกสารในห้องสมุด หอจดหมายเหตุ แล้วนำมาตีความและเชื่อมโยงเข้ากับแนวคิดการหมดไฟในสมัยใหม่ จนออกมาเป็นหนังสือ Self-Help from the Middle Ages ซึ่งได้แนะนำทางออกจากการอาการหมดไฟ ด้วยวิธีแบบชาวยุคกลาง โดยให้มองภาวะที่เผชิญเป็น 3 ตัวเปรียบเทียบ ดังนี้
- ชาวเยบุสที่ขับไล่ไม่มีวันหมด: ในต้นฉบับโบราณชิ้นหนึ่งที่เก็บรักษาไว้ที่ Trinity University กรุงดับลิน รู้จักกันในชื่อ MS 306 ผู้เขียนใช้เรื่องราวจากพระคัมภีร์มาเปรียบเทียบกับAcedia ได้อย่างแยบยล โดยพูดถึงชนเผ่าโบราณ ‘เยบุส’ ผู้เคยบุกยึดเยรูซาเล็มไว้ได้ในอดีต และไม่เคยถูกขับไล่ออกไปได้จนหมดสิ้นเสียที หากเรามองภาวะหมดไฟนี้เป็นชาวเยบุส ต่อให้เราไม่ชอบแค่ไหน ชาวเยบุสก็ยังคงอาศัยอยู่ในดินแดนของเรา สิ่งที่ทำได้คือปราบปรามให้อยู่ในการควบคุม ไม่ใช่กำจัดให้สิ้นซาก เช่นเดียวกับความเหนื่อยล้าหรือความรู้สึกหมดไฟ อาจไม่มีวันหายไปแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่เราควรเรียนรู้ที่จะจัดการและอยู่กับมันได้โดยไม่ปล่อยให้มันครอบงำชีวิตทั้งหมด
- ภูเขาที่แข็งแกร่ง: อุปมานี้มาจากงานเขียนของ วิลเลียม เพรัลดุส (William Peraldus) นักเทววิทยา ผู้เขียนตำราว่าด้วยคุณธรรมและอบายมุข เขาเปรียบความทุกข์ทรมานจาก Acedia เหมือนทุ่งนาที่ถูกปกคลุมด้วยหนามอย่างรกทึบ แต่ก็ยังมีความหวังว่าสักวันหนึ่งทุ่งนานั้นจะออกผลได้เช่นกัน ทางออกที่วิลเลียมเสนอคือ ให้คนที่กำลังทุกข์ค้นหาภูเขาที่แข็งแกร่งของตัวเอง เป็นจุดยึดบางอย่างที่มีความหมายมากพอ ไว้ช่วยพยุงเราไว้ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก อาจเป็นคนที่เรารักหรือสิ่งที่เรารักอย่างแท้จริง ถ้าเรายังศรัทธาในสิ่งที่เรารักอยู่ สักวันสิ่งนั้นก็จะกลับมาเติมเต็มเราได้อีกครั้ง
- ใครเล่าจะไม่สะดุดล้มบนทางขรุขระ: อุปมาสุดท้ายมาจาก แบร์นาร์แห่งแกลร์โว (Bernard of Clairvaux) ผู้ร่วมก่อตั้งอัศวินเทมพลาร์ เขาเปรียบชีวิตที่ดีเหมือนการวิ่งเส้นทางขรุขระ ใครก็ตามที่วิ่งไปได้สักระยะหนึ่ง ย่อมต้องเจอจังหวะสะดุดหรือล้มลงบ้างเป็นธรรมดา ไม่มีทางที่ใครจะวิ่งผ่านเส้นทางยาวๆ โดยไม่มีล้มลงเลยแม้แต่ครั้งเดียว

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทั้ง 3 อุปมานี้แม้จะมาจากนักเขียนคนละคน คนละยุคกัน แต่กลับมีใจความพ้องต้องกันว่า เราควรยอมรับว่าความรู้สึกแย่ๆ อาจไม่มีวันหายไปหมด ให้ลองหาสิ่งที่มีความหมายมายึดเหนี่ยวใจ และเข้าใจว่าการสะดุดล้มเป็นเรื่องธรรมดาของการเดินทางไกล
แม้อุปมาเหล่านี้จะเป็นเพียงเนื้อหาที่นักประวัติศาสตร์ไปขุดคุ้ยตำราเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อเขียนหนังสือเล่มหนึ่ง ฟังดูก็เหมือนคำแนะนำทั่วๆ ไปที่ใครก็พูดได้ แต่พอไตร่ตรองดูว่า นี่คือสิ่งที่ถูกเขียนไว้เมื่อ 800 กว่าปีก่อน ในยุคที่ไม่มีคำว่า self-help หรือ therapy อยู่ในพจนานุกรมด้วยซ้ำ มันก็พอจะฟังขึ้นอยู่บ้างใช่ไหมล่ะ
ความเหนื่อยล้าทางอารมณ์เดินทางกันมาไกลตั้งแต่ทะเลทรายอียิปต์ในศตวรรษที่ 4 จนมาถึงห้องประชุมในออฟฟิศยุคนี้
เราพยายามหาทางแก้ความรู้สึกไม่อยากทำอะไรเลยนี้กันมาไม่ต่ำกว่า 1,600 ปีแล้ว ผ่านมือของนักบวช นักเทววิทยา พระสงฆ์ นักจิตวิทยา และอินฟลูเอ็นเซอร์ ผู้เชื่อมั่นในความโปรดักทีฟแต่จนถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีใครแก้มันให้หายขาดได้สักที
ท้ายที่สุดแล้ว เราอาจไม่มีทางปราบปีศาจเที่ยงวันให้สิ้นซากเลยก็ได้ แต่อย่างน้อยเราก็รู้วิธีรับมือกับเจ้าปีศาจตนนี้ได้ดีขึ้นทุกครั้งที่ประมือกัน
อ้างอิงจาก