“ถึงเวลาแห่งสันติภาพแล้ว” เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสกล่าวต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (United Nations General Assembly หรือ UNGA) ณ นครนิวยอร์ก ขณะประกาศว่า ฝรั่งเศสรับรองรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2025
มาครงย้ำว่า การรับรองรัฐปาเลสไตน์จะเป็น “ทางออกเดียวที่จะทำให้อิสราเอลสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ”
ในวันนั้น ฝรั่งเศสกลายเป็นอีกหนึ่งประเทศที่รับรอง ‘รัฐปาเลสไตน์’ อย่างเป็นทางการ ซึ่งก่อนหน้านี้ ออสเตรเลีย แคนาดา โปรตุเกส และสหราชอาณาจักร ก็เพิ่งรับรองรัฐปาเลสไตน์เช่นกัน
สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่าตอนนี้มี 160 ประเทศทั่วโลกหรือราว 80% ของประชาคมนานาชาติทั้งหมด ที่ประกาศรับรองการมีสถานะเป็นรัฐของปาเลสไตน์แล้ว
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของนานาประเทศ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง พร้อมตั้งคำถามว่า การรับรองรับรองรัฐปาเลสไตน์มีความสำคัญอย่างไร และจะส่งผลอย่างไรต่อสถานการณ์ในฉนวนกาซา?
การรับรองรัฐปาเลสไตน์หมายความว่าอะไร?
ขณะที่เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล คัดค้านการให้สถานะรัฐปาเลสไตน์ มาตั้งแต่ก่อนสงครามปะทุขึ้นในเดือนตุลาคม 2023 การรับรองรัฐปาเลสไตน์ถือเป็น การแสดงจุดยืนทางการทูต ที่มุ่งผลักดันแนวทางแก้ปัญหาแบบสองรัฐ (two-state solution)
พูดง่ายๆ ว่าเป็นการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ เพื่อสนับสนุนให้ทั้งอิสราเอลและปาเลสไตน์ ต่างมีสถานะเป็นรัฐ โดยสามารถปกครองตัวเองและอยู่ร่วมกันได้ ซึ่งการที่ประเทศต่างๆ ออกมาประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์นั้น นับเป็นการพยายามยุติความขัดแย้ง ระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ
อย่างไรก็ตาม ในรายละเอียดของ two-state solution นั้น ก็มีประเด็นที่ต้องจับตามองว่า แต่ละประเทศจะสนับสนุนโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่เกิดขึ้นหลังสงครามในฉนวนกาซาอย่างไร
ความเคลื่อนไหวนี้จะทำให้ปาเลสไตน์เป็นรัฐสมาชิก UN หรือไม่?
แม้ว่าในปัจจุบัน ประเทศสมาชิกสหประชาชาติส่วนใหญ่ จะรับรองสถานะรัฐของปาเลสไตน์แล้ว แต่ประเทศสมาชิกใหม่ที่จะเข้าร่วมสหประชาชาตินั้น จะต้องได้รับมติสนับสนุนจากคณะมนตรีความมั่นคง (UN Security Council หรือ UNSC) ซึ่งที่ผ่านมาสหรัฐฯ ได้ใช้อำนาจวีโต้ (veto) ในการขัดขวางไม่ให้ปาเลสไตน์ เป็นรัฐสมาชิกสหประชาชาติอย่างเต็มตัว
ดังนั้นอุปสรรรคที่มองข้ามไม่ได้ในขณะนี้คือ สหรัฐฯ ยังคงไม่ให้การรับรองรัฐของปาเลส โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (22 กันยายน) แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เชื่อว่าการที่ประเทศต่างๆ รับรองรัฐปาเลสไตน์นั้น “ถือเป็นการตอบแทนฮามาส”
“ความหวังของ two-state solution กำลังริบหรี่ แต่เราไม่สามารถปล่อยให้แสงสว่างนั้นดับลงได้” เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร ยอมรับว่าการบรรลุข้อตกลง two-state solution แขวนอยู่บนเส้นด้าย เพราะสหรัฐฯ เป็นรัฐบาลเดียวที่จะสามารถโน้มน้าวอิสราเอลให้เปลี่ยนความคิด ขณะที่ไม่มีสัญญาณใดๆ บ่งชี้ว่าอิสราเอลตั้งใจที่จะทำเช่นนั้น
แล้วจะทำให้สงครามยุติได้หรือไม่?
แม้ว่าการรับรองจะมีน้ำหนักเชิงสัญลักษณ์และทางการเมืองเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การรับรองรัฐปาเลสไตน์จะสร้างแรงกดดันทางการทูตมหาศาลต่ออิสราเอล รวมถึงจะเป็นแนวทางกำหนดทิศทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ทั้งด้านการทูต เศรษฐกิจ และการทหาร ของเหล่าประเทศที่ประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์อีกด้วย
ยกตัวอย่าง สเปนที่ได้ให้การรับรองสถานะรัฐของปาเลสไตน์เมื่อปีที่แล้ว ก็ได้ประกาศคว่ำบาตรอิสราเอลเมื่อเดือนกันยายน โดยห้ามซื้อและขายอาวุธ กระสุน และยุทโธปกรณ์ให้แก่อิสราเอล
ด้วยเหตุนี้ สเปนจะห้ามเรือบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงของกองทัพอิสราเอลจอดเทียบท่า ปฏิเสธไม่ให้เครื่องบินที่ขนส่งยุทโธปกรณ์เข้าถึงน่านฟ้า และห้ามบุคคลที่ “เกี่ยวข้องโดยตรงกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การละเมิดสิทธิมนุษยชน และอาชญากรรมสงคราม” ในฉนวนกาซา เข้าประเทศ
“นี่คือการโจมตีพลเรือนโดยไม่ชอบธรรม มีผู้เสียชีวิต 60,000 คน ผู้พลัดถิ่น 2 ล้านคน และครึ่งหนึ่งเป็นเด็ก นี่ไม่ใช่การป้องกันตัวเอง […] แต่มันคือการกำจัดประชาชนที่ไม่มีทางป้องกันตนเองได้” เปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปนกล่าวว่า มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อ “ยับยั้งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซา” และ “สนับสนุนประชากรชาวปาเลสไตน์”
เมื่อนานาชาติต่างหันหลังให้อิสราเอล ประเทศนี้ก็จะถูกโดดเดี่ยวทางการทูตมากขึ้นเรื่อยๆ และที่สำคัญคือ ทั้งฝรั่งเศส ออสเตรเลีย แคนาดา และสหราชอาณาจักร ที่เพิ่งให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์นั้น ถือเป็นตัวแสดงสำคัญในเวทีการเมืองโลก ซึ่งต่อจากนี้ ก็อาจใช้อิทธิพลต่อความเป็นไปในอิสราเอลเช่นกัน
คำถามที่สำคัญต่อจากนี้คือ อิทธิพลของเหล่าประเทศที่เพิ่งประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์ จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สงครามในฉนวนกาซาได้มากน้อยแค่ไหน และจะสามารถคานอิทธิพลของสหรัฐฯ ในระเบียบโลกปัจจุบันได้หรือไม่
อ้างอิงจาก