เคยได้ยินคำว่าออทิสติกในผู้ใหญ่ไหม?
ออทิสติก ไม่ได้แสดงออกด้วยพฤติกรรมเข้าสังคมได้ยาก อย่างการพูดคุยไม่สบตา นั่งตัวโยกไปมา หรือตกใจง่ายเสมอไป แต่คนที่ดูเผินๆ เหมือนเข้าสังคมได้ดี ปรับตัวได้เยี่ยม ลึกๆ แล้วก็อาจมีภาวะออทิสติกได้เช่นกัน กว่าจะรู้ตัวก็อาจล่วงเลยเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ และเจ็บปวดจากความไม่เข้าใจตัวเองไม่รู้กี่หน
อันที่จริงไม่ใช่เรื่องแปลก หากบางคนไม่ได้พบว่าเป็นออทิสติกตั้งแต่เด็ก เพราะภาวะออทิสติกถูกแบ่งออกเป็นหลากหลายเฉดเหมือนรุ้งกินน้ำ ไล่ตั้งแต่เลเวล 1 ที่ต้องการความช่วยเหลือเพียงเล็กน้อย เลเวล 2 ที่ต้องการความช่วยเหลือปานกลาง จนถึงระดับ 3 ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างมากเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้
และเพราะความสามารถปรับตัวมากกว่าเลเวลอื่นๆ จึงทำให้ออทิสติกสเปกตรัมเลเวล 1 มักถูกมองข้ามไป และเข้าใจว่าตัวเองแค่เข้าสังคมไม่เก่งเท่านั้น จนส่งผลกับการใช้ชีวิตประจำวัน ในวันที่พวกเขาเติบโตขึ้น
อะไรที่ทำให้คนที่มีภาวะออทิสติกเลเวล 1 ที่แม้ภายนอกจะดูแลตัวเองได้อย่างดี รู้สึกกดดันไม่แพ้ออทิสติกเลเวลอื่นๆ เราชวนทุกคนมาทำความเข้าใจภาวะออทิสติกสเปกตรัมให้มากขึ้น จาก 2 มุมมอง ทั้งผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่มีภาวะนี้โดยตรง ได้แก่ พญ.ศุภรา เชาว์ปรีชา จิตแพทย์ด้าน CBT เด็กและวัยรุ่น Mind and Mood Clinic และ เป็ด ออทิสติกเลเวล 1 เจ้าของช่องที่แบ่งปันความรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะออทิสติก บน TikTok เพื่อเรียนรู้วิธีการทำงานในสมองของแต่ละคน บนโลกอันหลากหลายนี้กัน
ออทิสติกในผู้ใหญ่มีจริงไหม?
ความรู้สึกเหนื่อยล้าจากการเข้าสังคม ชอบเก็บตัวอยู่คนเดียว หรือการสนใจเรื่องหนึ่งมากๆ อาจถูกมองเป็นเรื่องปกติ จนทำให้คนที่มีภาวะออทิสติกเลเวล 1 ไม่ทันสังเกตตัวเอง และปล่อยให้สัญญาณเหล่านี้ส่งเสียงเตือนเรื่อยมา จนส่งผลกับการใช้ชีวิตในวันที่พวกเขาโตขึ้น
ก่อนอื่นเราชวนมาทำความเข้าใจก่อนว่าภาวะออทิสติกในวัยผู้ใหญ่คืออะไร แล้วทำไมหลายคนจึงเพิ่งถูกวินิจฉัยในวัยผู้ใหญ่ ในมุมมองของคุณหมอศุภราอธิบายว่า จริงๆ แล้วภาวะออทิสติก หรือ Autism Spectrum Disorder (ASD) ไม่ได้เป็นภาวะที่เพิ่งเกิดตอนโต แต่เป็นภาวะด้านพัฒนาการของระบบประสาทที่มีมาตั้งแต่วัยเด็ก เพียงแต่หลายคนอาจไม่ได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่เล็ก โดยเฉพาะคนที่สามารถใช้ชีวิต เรียน หรือทำงานได้ค่อนข้างดี
ส่วนสาเหตุที่ทำให้เพิ่งมาสังเกตตัวเองเป็นเพราะเมื่อโตขึ้น พวกเขาต้องเผชิญความซับซ้อนทางสังคมหรือ ความเครียดมากขึ้น อาการบางอย่างจึงเริ่มชัดเจนขึ้น โดยคุณหมอศุภราย้ำว่า “ปัจจุบันเชื่อว่าปัจจัยหลักของภาวะนี้เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมและการพัฒนาของสมอง ไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดูผิดพลาด หรือเป็นเพราะพ่อแม่ไม่เอาใจใส่เหมือนความเชื่อในอดีต”
การที่เราจะบอกว่าใครมีภาวะออทิสติกบ้าง ไม่ได้มาจากปัญหาการเข้าสังคมเพียงครั้งเดียว แต่คุณหมอศุภราชี้ว่าเราสามารถสังเกตได้จากลักษณะการแสดงออก มักแตกต่างกันขึ้นกับความรุนแรงของภาวะออทิสติกที่มีอยู่ในตัว มีอยู่ 3 ด้าน ได้แก่
- การเข้าสังคมและการสื่อสารกับผู้อื่น
- การใช้ภาษา ทั้งเรื่องเนื้อหา ลักษณะคำพูดที่ใช้ รวมถึงโทนการใช้เสียง
- การมีความสนใจเฉพาะเรื่องอย่างเข้มข้น และการยึดติดกับรูปแบบซ้ำๆ ไม่ค่อยยืดหยุ่น และเปลี่ยนแปลงยาก

คุณหมออธิบายต่อไปว่า ความผิดปกติเหล่านี้เราอาจสังเกตเห็นในตอนเด็กได้อย่างชัดเจน แต่ในวัยผู้ใหญ่กลับแตกต่างออกไป เพราะหลายคนเริ่มเรียนรู้ปรับตัวหรือฝืนตัวเอง จนบางครั้งคนรอบตัวอาจไม่ทันสังเกต
“ผู้ใหญ่ออทิสติกบางคนอาจมีลักษณะ เช่น เหนื่อยมากหลังเข้าสังคมรู้สึกว่าต้องแสดงบทบาทตลอดเวลา เข้าใจความหมายแฝง หรือสัญญาณทางสังคมยาก นอกจากนี้ยัง ไวต่อเสียง แสง กลิ่น หรือสัมผัส มากกว่าคนทั่วไป ชอบทำอะไรแทบทุกอย่างเป็นรูปแบบเดิมๆซ้ำๆ และรู้สึกเครียดเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง มีความสนใจ เฉพาะด้านที่ลึกมากเป็นพิเศษ” อย่างไรก็ตามคุณหมอก็ย้ำว่าพฤติกรรมหลายอย่างอาจไม่ใช่ปัญหา เสมอไป แต่เป็นรูปแบบการรับรู้โลกที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่เท่านั้นเอง
เหตุการณ์เหล่านี้เคยเกิดขึ้นกับเป็ด ผู้ที่มีภาวะออทิสติกสเปกตรัมเช่นกัน เธอเล่าว่ามองย้อนกลับไปมีสัญญาณของภาวะนี้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการชอบอยู่ในห้อง ไม่ชอบออกไปเล่นกับเพื่อนวัยเดียวกัน หรือไม่สามารถเข้ากับเพื่อนที่โรงเรียน หรือที่ทำงาน
“ประมาณช่วงมัธยม สิ่งที่จำได้ คือเป็ดดูเป็นลูกคุณหนูมาก ความอดทนต่ำ ไม่ทนแดด ไม่ชอบเสียงดัง รู้สึกเหมือนตัวเองโตมาคนละโลกกับเพื่อน คุยกับใครไม่ค่อยอิน แต่ก็สังเกตการณ์อยู่ตลอดค่ะ ปรับตัวอยู่ตลอดจนเริ่มเข้ากลุ่มได้ แต่พอเข้าได้ก็เข้าได้ดีเกินไป เข้าได้ทุกกลุ่มแต่ไม่มี fit กับกลุ่มไหนจริงๆ เลยสักกลุ่ม
“การเข้าได้ทุกกลุ่มดูเหมือนเป็นข้อดีใช่ไหมคะ แต่แค่ช่วงแรกค่ะ หลังจากนั้นกลายเป็นปัญหาเพราะคนมองว่าเราไม่มีฝั่ง ไม่ชัดเจน นกหลายหัว เพื่อนก็ไม่ค่อยคุยด้วยแล้วค่ะ เราก็จะเป็นฟีลอยากไปนั่งตรงไหนก็ไปนั่งได้ แต่ไม่ได้มีเพื่อนสนิท” เป็ดเล่า
เส้นแบ่งของนิสัยส่วนตัวและภาวะออทิสติก
แม้ว่าพฤติกรรมที่เป็ดเล่ามาดูเผินๆ เหมือนเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับวัยรุ่นได้ทั่วไป หรือพอทำความเข้าใจว่าเป็นนิสัยส่วนตัว แต่คุณหมอศุภรา อธิบายว่าสิ่งแบ่งแยกระหว่างพฤติกรรมและภาวะออทิสติก คือความต่อเนื่องและผลกระทบต่อการใช้ชีวิต ขณะเดียวกันก็ไม่ควรรีบด่วนสรุปจากบุคลิกภายนอกเพียงอย่างเดียว
“คนทั่วไปอาจขี้อาย หรือไม่ชอบเข้าสังคมได้ แต่คนที่มีภาวะออทิสติกมักมีรูปแบบบางอย่างที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่วัยเด็ก แม้อาจไม่ชัดจนสังเกตได้ทันที เช่น ไม่ใช่แค่ไม่ชอบคุย แต่เป็นการตีความบทสนทนา สายตา น้ำเสียง หรืออารมณ์ของคนอื่นได้ยากกว่าปกติ หรือบางคนพยายามอย่างมากในการเข้าสังคม แต่รู้สึกเหนื่อย และใช้พลังงานสูงมาก”
เช่นเดียวกับเป็ด ที่พฤติกรรมหลายอย่างส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตตั้งแต่เด็ก เธอเล่าว่าพฤติกรรมของตัวเองไม่ได้ออกมาในภาพจำแบบเดิมที่สังคมคุ้นกัน เช่น ไม่พูด นั่งโยกตลอดเวลา หรืออยู่ๆตีตัวเอง แต่มักเป็นด้านการใช้ชีวิตในสังคม
เป็ดเริ่มสังเกตว่าตัวเองมักมีพฤติกรรมเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น การต้องใช้พลังงานมหาศาลในการเข้าสังคม การตีความแบบตรงตัว การคิดเป็นระบบเกินไปจนคนอื่นทรมาน การจริงจังกับความถูกต้องหรือความสม่ำเสมอ การมีงานอดิเรกที่จริงจังกว่าคนส่วนใหญ่ หรือการมีปัญหากับการรับข้อมูลทางประสาทสัมผัสเยอะเกินไป
เป็ดยกตัวอย่างให้เห็นภาพมากขึ้นว่า “เป็ดต้องรู้รายละเอียดล่วงหน้าก่อนเวลามีใครชวนไปไหน เหมือนเรื่องมากแต่จริงๆอธิบายได้ว่าสมองต้องเตรียมระบบรับมือไว้ หรือการตีความตรงเกิน บางก็ไม่เข้าใจสัญญาณทางสังคมแบบทันที เช่น ถ้าป้ายบอกว่าห้ามขับใช้ความเร็วเกิน 40 เป็ดก็จะขับเท่านั้นค่ะ แล้วก็จะเริ่มสงสัยว่าทำไมรถคันข้างๆ มันเร็วขนาดนั้น คุณแม่ก็จะต้องเหนื่อยอธิบายหน่อย เพราะการอธิบายแค่ว่า คนเขารู้กัน มันไม่จำเป็นต้องทำเป๊ะๆ เป็ดก็จะยังสงสัยต่อไปเรื่อยๆ นี่ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องเวลาคนประชด หรือคนเล่นมุกใส่ ถ้าเป็นอะไรที่เป็ดไม่เคยได้ยินมาก่อน ก็จะไม่เก็ตค่ะ” เป็ดเล่า

เมื่อภาวะออทิสติกไม่ถูกมองเห็น
แม้ว่าภาวะออทิสติกเลเวล 1 จะสามารถปรับตัวได้ แต่การใช้ชีวิตในโลกที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อตัวเองก็สร้างความลำบากให้คนกลุ่มนี้ไม่น้อย เพราะพฤติกรรมต่างๆ ที่แสดงออกมาอาจถูกตีความผิดไป จนทำให้คนที่มีภาวะออทิสติกเพียงเล็กน้อยไม่เข้าใจตัวเอง และไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างคนทั่วไปได้
“หลายคนที่ทักหลังช่องมาแชร์ประสบการณ์ร่วมกันกับเป็ดถูกวินิจฉัยว่าเป็น anxiety, depression, OCPD หรือเป็นโรคทาง personality อื่นๆ ทั้งที่รากจริงเป็นออทิสติกที่ไม่ถูกมองเห็นค่ะ” เป็ดเล่าถึงปัญหาที่เธอเจอ
ขณะเดียวกัน ในด้านผู้เชี่ยวชาญอย่างจิตแพทย์ อธิบายว่ามีหลายเหตุผลที่ทำให้หลายครั้งผู้ใหญ่ที่มีพฤติกรรมด้านสังคม ไม่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติกตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ว่าจะเป็น สมัยเด็กความรู้เรื่องออทิสติกยังไม่แพร่หลาย หลายคนมีสติปัญญาปกติหรือสูง จึงถูกมองว่าแค่เป็นคนเงียบๆ หรือมีโลกส่วนตัว บางคนเก่งในการเลียนแบบพฤติกรรมทางสังคม จนคนรอบตัวไม่ทันสังเกต
นอกจากนี้ ผู้หญิงจำนวนมากมักถูกวินิจฉัยช้ากว่าผู้ชายเพราะอาการอาจไม่ตรงภาพจำเดิมของออทิสติก นอกจากนี้ออทิสติกในผู้ใหญ่มักมีภาวะอื่นร่วมด้วย เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า โรคสมาธิสั้น หรือภาวะหมดไฟ ทำให้ช่วงแรกอาจถูกวินิจฉัยไปในทางอื่นก่อน
ไม่ต่างจากคนที่มีภาวะออทิสติกวัยผู้ใหญ่คนอื่นๆ เป็ด เล่าว่าก่อนที่จะได้รับการประเมินออทิสติก เธอได้รับยาต้านเศร้าและยาสำหรับวิตกกังวลในช่วง 2 อาทิตย์ ซึ่งยานั้นไม่ได้ผลสำหรับเธอ จนสร้างผลเสียต่อการใช้ชีวิตอย่างรุนแรง
เป็ดเล่าถึงความยากลำบากของการไม่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติก มักทำให้เธอต้องคอยจัดการกับอารมณ์ลบที่เกิดจากการโทษตัวเองแบบไม่มีที่สิ้นสุด เช่น การโทษตัวเองว่าพยายามไม่เท่าคนอื่น อดทนไม่เท่าคนอื่น เข้มแข็งไม่พอ เข้าสังคมไม่ดีพอ เมื่อสะสมไปนานๆ มันก็โยงไปถึงภาวะทางสุขภาพจิตอื่นๆ ได้
“การไม่รู้ตัวเอง ไม่ถูกวินิจฉัย เราไม่รู้วิธีจัดการกับตัวเอง ไม่รู้วิธีดีลกับคนอื่น ไม่รู้วิธีอธิบายตัวเองกับคนอื่น คุณจะไม่ได้แค่เหนื่อยจากการอยู่ร่วมกับคนอื่น เหนื่อยกับโลกภายนอก แต่คุณจะเหนื่อยจากการเชื่อว่าตัวเองคือปัญหาด้วย”
เมื่อต้องพยายามทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เป็น สุดท้ายออทิสติกหลายคนอาจเผชิญกับความรู้สึกหมดไฟเพราะ ‘พยายามเก่งเกินไป’ “ออทิสติกคนที่ใส่หน้ากากเข้าสังคมได้เก่งมากๆ พอไม่รู้ว่าทำไปทำไม รู้แต่ว่าต้องทำแบบนี้ ก็อาจถึงจุดที่ระบบประสาทตัวเองรับไม่ไหว แล้วก็ระเบิดรุนแรงกว่าแบบแรกซะอีกค่ะ” เป็ดอธิบาย

บนโลกอันแตกต่างหลากหลายเราอยู่ร่วมกันได้อย่างไร
แม้จะบอกว่าออทิสติกคือภาวะบกพร่องด้านพัฒนาการ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นๆ ได้ คุณหมอศุภราย้ำว่าออทิสติกไม่ใช่โรคที่ต้อง ‘รักษาให้หาย’ แต่เป็นภาวะที่เราสามารถเรียนรู้ และออกแบบการใช้ชีวิตให้เหมาะกับตัวเอง
หากใครที่มีพฤติกรรมที่บ่งบอกว่าตัวเองอาจมีภาวะออทิสติก จิตแพทย์สามารถหาแนวทางช่วยเหลือหลายแนวทาง เช่น การทำความเข้าใจตัวเอง และจุดแข็งของตัวเอง การทำจิตบำบัดหรือปรึกษานักจิตวิทยา การฝึกทักษะการสื่อสาร หรือการจัดการอารมณ์ การปรับสภาพแวดล้อมในการทำงาน รวมไปถึงการรักษาภาวะร่วม เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล หรือการนอนไม่หลับ
“หลายคนรู้สึกโล่งใจหลังได้รับการวินิจฉัย เพราะอย่างน้อยทำให้เข้าใจว่าที่ผ่านมาเราไม่ได้แปลกหรือผิดปกติแต่สมองของเราทำงานต่างออกไป” คุณหมอศุภราอธิบาย
สำหรับคนที่มีภาวะออทิสติกอย่างเป็ดเองก็ย้ำว่าสิ่งที่ช่วยให้คนที่เป็นออทิสติกอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ดีขึ้น คือการเข้าใจว่าแต่ละคนมีการทำงานของสมองที่แตกต่างกัน และสิ่งที่สำคัญคือการได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง
“อยากให้คนเข้าใจจริงๆว่าคำว่าสมองแบบออทิสติกคือสมองปกติเหมือนกับคนทั่วไปที่ทำงานต่างกันเฉยๆ อยากให้คนเข้าใจว่าภาวะร่วมที่เห็นคนออทิสติกเป็นในสื่อ คือภาวะร่วม ที่ไม่ได้แปลว่าคนมีสมองแบบออทิสติกทุกคนจะต้องมีภาวะร่วมแบบนั้นทั้งหมด
“เมื่อไหร่ภาพจำของออทิสติกกว้างขึ้น คนจะสามารถสังเกตตัวเองได้เยอะขึ้นว่าตัวเองมีสมองแบบคนส่วนใหญ่ (neurotypical) หรือมีสมองแบบออทิสติก พอคนรู้ตัวว่าสมองของตัวเองเป็นแบบไหน เราก็จะหาวิธีใช้ชีวิตแบบที่เหมาะกับสมองและระบบประสาทของเรามากขึ้น”
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อมูลเกี่ยวกับภาวะออทิสติกมากมายบนอินเทอร์เน็ต แต่คุณหมอศุภราทิ้งท้ายไว้ว่าอย่าเพิ่งรีบตีตราตัวเองจากข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเพียงอย่างเดียว เพราะบางลักษณะสามารถพบได้ในคนทั่วไปเช่นกัน อย่างไรก็ตามหากรู้สึกว่าใช้ชีวิตยากหรือเหนื่อยกับการเข้าสังคมมานาน การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญก็อาจช่วยให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น
“ท้ายที่สุดไม่ว่าผลการวินิจฉัยจะออกมาอย่างไร อย่าให้คำว่าออทิสติกกลายเป็นกรอบที่ตีค่าตัวเราเพราะมนุษย์ทุกคนต่างมีความแตกต่างในแบบของตัวเอง และไม่มีใครควรถูกนิยามทั้งหมดจากชื่อของภาวะใดภาวะหนึ่ง
“สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าเราเหมือนคนอื่นแค่ไหน แต่คือเราเข้าใจตัวเอง และยังสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขบนโลกใบนี้”