ความสัมพันธ์ระยะยาว แม้ความรู้สึกยังเต็มล้นใจไม่ต่างกับวันแรกที่ได้รัก แต่ความปรารถนากลับลดถอยลงไป จากรายวันเป็นสัปดาห์ เริ่มขยับจากสัปดาห์เป็นหลักเดือน อาจลืมเลือนไปหลายเดือนก็มี จากที่เคยอยากแตะตัวกันบ่อยๆ กลายเป็นว่าอยู่ข้างกันเฉยๆ ก็ได้ จากความตื่นเต้น กลายเป็นความคุ้นเคย ความปรารถนาที่ลดลง มันนับว่าเป็นปัญหาหรือเป็นเรื่องปกติที่ต้องเจอกันทุกคู่กันแน่?
อาจเพราะความเครียดจากการโหมงานหนัก อายุมากขึ้น ฮอร์โมนน้อยลง กำลังมีเรื่องอื่นๆ ให้สนใจ เหตุผลมากมายที่ทำให้ความปรารถนาบนเตียงลดลง หากพ้นแก้ไขต้นเหตุได้ เพิ่มสีสันใหม่ๆ ในชีวิต มันก็พอจะจุดไฟรักให้ติดอีกครั้งได้
ความปรารถนาที่เรากำลังพูดถึงนี้ ไม่ได้พูดถึงความต้องการทางเพศในตัวคนใดคนหนึ่ง แต่กำลังหมายถึงความปรารถานาในกันและกันของคู่รัก อาจจะต้องแยกให้เห็นภาพก่อนว่า เราอาจจะมีความต้องการทางเพศเท่าเดิม ยังตอบสนองต่อสิ่งเร้า จินตนาการเรื่องซุกซน หรือแม้แต่สำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองบ่อยครั้ง แต่กลับหลีกเลี่ยงที่จะมีเซ็กซ์กับคู่ของตน อาจเพราะความเคยชินต่อเรือนร่าง ความเบื่อหน่ายต่อท่วงท่าลีลาเดิมๆ เหมือนรองเท้าคู่เก่งคู่เดิม ที่เราเคยสวมมันทุกวัน แต่วันหนึ่งอาจรู้สึกว่ามันไม่ได้เหมาะกับทุกโอกาสเสมอไป

ปรากฏการณ์ความจืดชืด
ปัญหาความปรารถนาในกันและกันที่ลดลง กลายเป็นด่านยากที่คู่รักยาวนานต้องเผชิญ (บางคู่ก็ไม่นานขนาดนั้น) นักจิตวิทยาอธิบายสิ่งนี้ด้วยคำว่า ‘ปรากฏการณ์ความจืดชืด’ (rustiness phenomenon) อย่างที่กล่าวข้างต้นว่ามันไม่ใช่การหมดรัก หมดใจ แต่มันคือการเสื่อมถอยของความใกล้ชิดทีละเล็กละน้อย ด้วยความจำเป็นต่อหน้าที่ ความรับผิดชอบ อย่างงานยุ่ง เลี้ยงลูกหัวหมุน หรือการใช้ชีวิตเป็นแบบเดิมๆ จนเราคาดเดาได้หมดว่าอีกคนจะทำอะไร จนละม้ายคล้ายเพื่อนร่วมห้องกัน จึงไม่แปลกเลยที่ความจืดชืดจะเข้ามากินพื้นที่ในความสัมพันธ์
ผลสำรวจจากประเทศฟินแลนด์ปี 2016 ใช้เวลา 7 ปีในการเก็บสถิติ พบว่าความต้องการทางเพศนั้นต่างกันไปตามสถานะของความสัมพันธ์ ที่น่าสนใจคือ คนที่มีคู่เดียวคู่เดิมตลอดนั้นมักจะมีความปรารถนา ความตื่นตัว ความพึงพอใจลดลง นั่นอาจทำให้เราพอวางใจได้บ้างว่า ความเบื่อหน่ายต่อกันนั้นไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไร และเกิดขึ้นได้กับทุกคู่
แล้วอะไรทำให้เรากังวลกับเรื่องนี้ขนาดนั้นนักล่ะ อาจเพราะความปรารถนาที่สวนทางกันก็ใช่ แต่อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ เมื่อเกิดปัญหาเตียงร้างห่างรัก มันไม่ใช่แค่เรื่องความปรารถนาที่ไม่ถูกเติมเต็ม แต่มันผูกอยู่กับความรักและความมั่นคงในความสัมพันธ์ ด้วยภาพจำที่ว่าคู่รักต้องหวานฉ่ำ หากเบือนหน้าหนีกันแม้สักน้อยนั่นหมายความว่าความสัมพันธ์ไม่ได้ดีดังเดิม ทำให้หลายคู่พยายามทุกวิถีทางเพื่อจุดไฟรักให้ติดอีกครั้ง เลยต้องกลับมามองปัญหานี้กันอีกครั้งว่า ความกังวลที่เกิดขึ้นนั้นเพราะเราผูกเรื่องเซ็กซ์ไว้กับความรัก ความมั่นคง ความพึงพอใจในความสัมพันธ์หรือเปล่า

ทางออกของเรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องกำปั้นทุบดิน มีเซ็กซ์น้อยลงหรอ งั้นก็สะกิดปิดไฟเข้ามุ้งให้บ่อยขึ้นสิ แอนนา เอลตัน (Anna Elton) นักบำบัดชีวิตคู่ มองว่าทางออกที่ยั่งยืนของเรื่องนี้ คือการเติมความใกล้ชิดสนิทสนมทั้งทางกายและทางใจ มันไม่จำเป็นต้องเติมหวานแล้วจบลงบนเตียงเพียงอย่างเดียว
จากเดิมที่เราต่างใช้ชีวิตด้วยความเคยชิน ลองเริ่มจากแสดงความรักเล็กๆ น้อยๆ เป็นจุดเริ่มต้นช่วงเวลาที่ใกล้ชิดมากขึ้น แค่ได้ทำลายกิจวัตรเดิมทุกวัน ไม่จำเป็นต้องยกเครื่องใหม่ทั้งหมด ก็ช่วยกระตุ้นโดปามีน ฮอร์โมนความสุข และอ็อกซิโทซิน ฮอร์โมนความผูกพันได้เหมือนกัน
ความถี่ของการมีเซ็กซ์จึงไม่ใช่ตัววัดความสุขในความสัมพันธ์ นานวันไป ความเคยชินอาจทำให้ห่างหายไปบ้าง มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกคู่ ไม่ใช่สัญญาณของความล้มเหลว ไม่ต้องรีบร้อนกลับมาขึ้นเตียงซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ส่วนสำคัญคือความใกล้ชิดที่ยังมีกันในใจเสมอ
อ้างอิงจาก