บรรยากาศสนุกสุดเหวี่ยงตรงหน้า บทสนทนาถูกคอ ความชอบที่สอดคล้องกันอย่างไม่น่าเชื่อ เชื้อเชิญให้เราและคนรอบข้าง ก่อร่างสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่ แม้จะเป็นมิตรภาพหลักชั่วโมงก็ตาม
เพื่อนใหม่เจอได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นอีเวนต์ คอนเสิร์ต สนามกีฬา ทริปท่องเที่ยว ผับ บาร์ ร้านกาแฟ บรรยากาศเหล่านี้ช่วยสร้างมิตรภาพให้เราอย่างง่ายดาย ได้เชียร์ทีมรักในบาร์เดียวกัน เฮลั่นทุกลูก กรี๊ดโมเมนต์คู่ชิปบนเวที คนที่สนใจอะไรเหมือนกัน ในที่เดียวกัน เวลาเดียวกัน อย่างน้อยก็ต้องมีหันมายิ้มๆ บ้างแหละ
จนนาทีที่แยกกัน ไม่อยากทิ้งมิตรภาพแสนดีนี้ไปเปล่า เลยตัดสินใจแลกช่องทางการติดต่อไว้เฟซบุ๊ก ไลน์ และอินสตาแกรม ด้วยความตั้งใจ “ไว้เจอกัน” “ไว้คุยกันนะ”
บางสายสัมพันธ์ได้วนกลับมาเจอกันเหมือนคำสัญญาก่อนลา เอ่ยคำว่าเพื่อนได้เต็มปาก แต่กับบางคนก็ไม่ได้ราบรื่นแบบนั้น อาจด้วยไลฟ์สไตล์ นิสัยใจคอเบื้องลึก ไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ เลยไม่ได้อยากสานสัมพันธ์ไปมากกว่านี้ ใจหนึ่งรู้ดีว่าไม่คลิก อีกใจหนึ่งก็เกรงใจ ไม่อยากตัดช่องทางติดต่อ อย่างน้อยก็คนเคยมีช่วงเวลาดีๆ ด้วยกัน
แต่เราทุกคนรู้ดีว่า เหล่าพี่ชายที่เจอในร้านเหล้า พี่สาวที่เจอในคอนเสิร์ต อาจไม่ได้เจอกันอีก กลายเป็นชื่อที่เราปัดผ่านบนฟีด และค่อยๆ ห่างหายกันไปในที่สุด ฟังดูน่าเศร้าแต่ไม่ต้องเสียใจไป เรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ และอาจเป็นปกติในความสัมพันธ์ทั่วไป

ไวบ์ถูกต้อง ยิ่งถูกคอ
ตอนคุยกันออกรส กอดคอกันร้องเพลง ไม่แปลกหรอกที่เราจะรู้สึกว่าคุยกับคนนี้ถูกคอจัง จริงๆ แล้วเราอาจไม่ได้ค้นพบเคมีที่เข้ากันได้ลึกซึ้งอะไรหรอก เราแค่กำลังตอบสนองต่อสถานการณ์ มากกว่าตอบสนองต่อตัวคนคนนั้น
ลีออน เฟสทิงเกอร์ (Leon Festinger) นักจิตวิทยาสังคม ศึกษาเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 1950 สิ่งที่เฟสทิงเกอร์ค้นพบเรียกว่า Proximity Effect ผลของความใกล้ชิดทางกายภาพ
ในงานวิจัยกลุ่มผู้อยู่อาศัยในหอพักของ MIT เขาสังเกตว่าคนเรามักกลายเป็นเพื่อนกับคนที่พักอาศัยอยู่ใกล้ๆ มากกว่าคนที่มีนิสัยหรือบุคลิกใกล้เคียงกัน ทั้งที่หากลองถาม ทุกคนจะบอกว่าตัวเองเลือกเพื่อนจากความเข้ากันได้ แต่กลายเป็นว่าคนที่อยู่ชั้นเดียวกัน ใช้ทางเดินเดียวกัน กดลิฟต์พร้อมกัน กินข้าวร้านเดียวกัน มีแนวโน้มจะผูกสนิทกันมากกว่า แม้จะมีบุคลิกต่างกันลิบลับก็ตาม

อาเธอร์ อารอน (Arthur Aron) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจาก State University of New York ตีพิมพ์ผลใน Journal of Personality and Social Psychology งานวิจัยของเขาให้คนแปลกหน้าสองคนนั่งคุยกันผ่านชุดคำถาม 36 ข้อ ที่ค่อยๆ ไต่ระดับทำความรู้จักกันลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ จากเรื่องดินฟ้าอากาศทั่วไปอย่าง “อยากมีพรสวรรค์อะไร” ไปจนถึงเรื่องส่วนตัวอย่าง “เรื่องคุณรู้สึกละอายใจที่สุดในชีวิตคืออะไร” และพบว่าคู่ที่ทำตอบคำถามชุดนี้ มีรายงานความรู้สึกใกล้ชิดต่อกันสูงกว่าคู่ที่คุยกันแบบทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ บางคู่รายงานว่ารู้สึกใกล้ชิดกับคนแปลกหน้านี้มากกว่าเพื่อนบางคนที่รู้จักกันมาหลายปีเสียอีก
สิ่งที่อารอนชี้ให้เห็นคือ ความรู้สึกใกล้ชิดนั้นไม่ได้มาจากลักษณะนิสัยของอีกฝ่าย แต่เป็นการแบ่งปันประสบการณ์ร่วม อยู่ในสภาวะอารมณ์เดียวกัน เผชิญสถานการณ์เดียวกัน ล้วนเป็นตัวเร่งที่ทำให้ความรู้สึกเชื่อมต่อเกิดขึ้นได้เร็วกว่าปกติมาก
เช่นเดียวกับภาพสถานการณ์ที่คุ้นเคย เราเจอคนหนึ่งในงานปาร์ตี้ ทั้งคู่กำลังอยู่ในสถานะที่เปิดรับมากกว่าปกติ อาจเพราะตื่นเต้นกับสถานที่ อาจเพราะบรรยากาศทำให้ผ่อนคลาย แล้วก็เกิดการสนทนาที่ไหลลื่น หัวเราะด้วยกัน แลกเปลี่ยนมุมมองที่ดูเหมือนจะตรงกัน
ในช่วงเวลานั้น เราเลยค้นพบช่วงเวลาต้องมนต์ แต่จริงๆ แล้ว เราชอบบรรยากาศในตอนนั้น มากกว่าชอบคนนั้น และเมื่อบริบทนั้นจบลง ความรู้สึกก็เริ่มจาง ไม่ใช่เพราะเราเป็นคนใจร้าย แต่เพราะสิ่งที่เชื่อมเราไว้ด้วยกันนั้น มันอยู่ที่สถานที่นั้น ไม่ได้อยู่ที่ตัวเราสองคน

ยิ่งนานไป ทำไมยิ่งเหินห่าง
ถ้าแค่ความสัมพันธ์จางหายไปเงียบๆ ก็คงไม่เป็นไรมาก แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ทำไมยิ่งเวลาผ่านไปนาน เรายิ่งรู้สึกว่ายากที่จะเริ่มต้นทักทายกันใหม่ ทั้งที่ตอนเจอกันครั้งแรกมันง่ายและเป็นธรรมชาติ
เชอร์รี เทอร์เคิล (Sherry Turkle) นักสังคมวิทยาด้านเทคโนโลยีจาก MIT เขียนไว้ในหนังสือ Alone Together (2011) บทสัมภาษณ์ผู้คนหลายร้อยคนเกี่ยวกับชีวิตของพวกเขาในยุคดิจิทัล เธอพบปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘Communication Debt’ แนวคิดที่ว่ายิ่งเวลาผ่านไปนานโดยที่เราไม่ได้ติดต่อใคร เราก็ยิ่งรู้สึกว่าถ้าจะทักขึ้นมาตอนนี้ ก็ต้อง อธิบายว่าหายไปไหนมา ต้องมีเหตุผล ต้องชดเชยช่วงเวลาที่ห่างหายไป หรือต้องถามสารทุกข์สุขดิบ อัปเดตชีวิตกัน เช่น เป็นไงบ้าง ไม่ได้คุยกันนาน สบายดีใหม่ ตอนนี้ทำงานที่ไหน ปีนี้ไปคอนไรมาบ้าง ความรู้สึกที่ต้องทำสิ่งเหล่านั้นนี่แหละ ทำให้เราเลือกจะไม่ทักเลยดีกว่า
เชอร์รีเน้นย้ำว่าเทคโนโลยีการสื่อสาร ไม่ได้ทำให้การรักษาความสัมพันธ์ง่ายขึ้น บางครั้งมันกลับสร้างความกดดันแบบใหม่ขึ้นมา เพราะเมื่อทุกคนรู้ว่าเราสามารถส่งข้อความหาใครก็ได้ตลอดเวลา การที่เราเลือกจะไม่ทักใครก็กลายเป็นสิ่งที่ต้องอธิบาย ในแบบที่มันไม่เคยต้องอธิบายมาก่อนในยุคที่การติดต่อต้องใช้ความพยายามมากกว่านี้

สมองก็เมมเต็มได้เหมือนกัน
ถ้าเรายังรู้สึกผิดอยู่ที่ไม่ทักใคร ไม่ได้สานสัมพันธ์ต่อ รู้สึกติดค้างเขาเพราะดองแชทไว้นาน บ้างก็ปิดแจ้งเตือนไปเลย เกิดเป็นหนี้การสื่อสารหนักอึ้งในใจทุกครั้งที่เห็นชื่อคนนั้น เราไม่ได้ชี้ช่อง บอกวิธีเปิดบทสนทนาดีๆ แต่เราอยากให้ลองกลับมาเข้าตัวเองดูบ้าง ว่าจริงๆ แล้วสมองเราออกแบบมาเพื่อดูแลความสัมพันธ์ได้แค่จำนวนจำกัด
โรบิน ดันบาร์ (Robin Dunbar) นักมานุษยวิทยาจาก University of Oxford เสนอทฤษฎีที่ตั้งชื่อตามเขาว่า Dunbar’s Number ตีพิมพ์ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 เขาเริ่มจากการเปรียบเทียบขนาดของ Neocortex ส่วนของสมองที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลทางสังคม กับขนาดกลุ่มสังคมของไพรเมตสายพันธุ์ต่างๆ และพบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนว่าสายพันธุ์ที่มี Neocortex ใหญ่กว่าจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มที่ใหญ่กว่า
เมื่อนำมาคำนวณกับสัดส่วน Neocortex ของมนุษย์ ตัวเลขที่ได้คือประมาณ 150 คน และเมื่อดันบาร์ตรวจสอบข้อมูลมานุษยวิทยาจากสังคมมนุษย์หลากหลายยุคและหลายวัฒนธรรม ตั้งแต่หมู่บ้านชนเผ่า กองทัพโบราณ จนถึงลิสต์ที่ต้องส่งการ์ดคริสมาสต์ของคนอังกฤษยุคปัจจุบัน ก็พบว่ามักจะวนเวียนอยู่ที่ 150

โรบินเสนอว่าความสัมพันธ์ของมนุษย์แบ่งออกเป็นวงซ้อนๆ กัน (คล้ายๆ วงเขียวในอินสตาแกรม) วงในสุดประมาณ 5 คน เป็นกลุ่มคนที่ใกล้ชิดที่สุด ถัดออกมาประมาณ 15 คน เป็นกลุ่มเพื่อนสนิท แล้วก็ 50 คน เป็นกลุ่มเพื่อนทั่วไป และ 150 คนคือวงนอกสุดที่ยังพอรู้จักกัน
ปัญหาของยุคโซเชียลมีเดียก็คือ เราสะสมผู้คนมากมายไว้ในโทรศัพท์ได้ไม่จำกัด แต่ความสามารถในการดูแลความสัมพันธ์เหล่านั้นของสมองเรา ไม่ได้อัพเกรดตาม บนอินสตาแกรมเราอาจมี following 600 คน บนอินสตาแกรมเป็นรายชื่อที่แทบจำหน้าไม่ได้ แต่ถ้าเรามีความสัมพันธ์ที่มีความหมายจริงๆ อยู่แล้ว 150 คน คนที่เกินมานั้นก็แทบไม่มีพื้นที่ทางชีวภาพให้ดูแล
และเขายังเสนอด้วยว่า สิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ดำรงอยู่ในแต่ละวงได้คือ Grooming Time หรือเวลาที่ใช้ไปกับการดูแลความสัมพันธ์นั้น หมายถึงการพูดคุย เจอหน้ากัน แบ่งปันช่วงเวลา และถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ ความสัมพันธ์ก็จะค่อยๆ เลื่อนออกไปสู่วงที่หลวมขึ้น หรือหลุดออกวงโคจรไปโดยสิ้นเชิง
เห็นไหมล่ะว่ามันไม่แปลกเลย ที่เราจะรู้สึกห่างกับใครที่ไม่ได้ใช้เวลาร่วมกัน ถ้าไม่อยากคุย ไม่ได้แปลว่าใจร้าย มันแค่หมายความว่าความสัมพันธ์นั้นสมบูรณ์ในตัวเอง ณ วันที่เจอกันไปแล้ว หรือให้ง่ายกว่านั้น เราแค่ยอมรับว่าบางความสัมพันธ์มีอายุขัยของมันเองแค่นั้นเอง
บางทีการปล่อยให้ความสัมพันธ์จบลงตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องเข้าไปจัดการมันทุกกระเบียดนิ้ว อาจเป็นสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติของมันมากกว่า
อ้างอิงจาก