นับเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลัง ‘ติมอร์-เลสเต’ เข้าเป็นสมาชิกอาเซียนประเทศที่ 11 อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2025 ที่ผ่านมา ระหว่างพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
สิ่งที่น่าสนใจคือ ติมอร์-เลสเตยื่นขอเป็นสมาชิกอาเซียน มาตั้งแต่ปี 2011 แต่ผ่านมาแล้วถึง 14 ปี ประเทศนี้เพิ่งได้รับรองสถานะสมาชิกอย่างเป็นทางการ ทำให้หลายคนสนใจว่า รายละเอียดเป็นอย่างไร? ทำไมถึงเข้าร่วมอาเซียนตอนนี้?
และที่สำคัญที่สุด เหตุการณ์ครั้งนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้อาเซียนและประเทศสมาชิกอื่นๆ อย่างไรบ้าง?
ข้อมูลประเทศติมอร์-เลสเต
ติมอร์-เลสเต เป็นประเทศเล็กๆ ที่มีประชากรประมาณ 1.4 ล้านคน โดยนับเป็นประเทศมีอายุน้อยที่สุดในอาเซียน หลังจากอาณานิคมของโปรตุเกสมาหลายสิบปี ก่อนจะถูกผนวกและยึดครองโดยอินโดนีเซีย และประกาศอิสรภาพในปี 2002
ปัจจุบัน ประเทศนี้ใช้ภาษาโปรตุเกส เป็นภาษาราชการ โดยพึ่งพาการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก และจัดอยู่ในกลุ่มคนยากจนที่สุดในเอเชีย โดยประชากรประมาณร้อยละ 42 ของติมอร์-เลสเตอาศัยอยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนของประเทศ
ขณะเดียวกันก็มีขนาดเศรษฐกิจราว 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 65,325 ล้านบาท) ทั้งนี้ติมอร์-เลสเตถือว่ามีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) น้อยที่สุดในอาเซียน โดย GDP ในปี 2024 เติบโตขึ้นร้อยละ 3.4 และคาดว่าในปี 2025 จะขยายตัวราวร้อยละ 3.9
การเป็นสมาชิกหลังรอคอยมา 14 ปี
เมื่อปี 2011 ติมอร์-เลสเตได้ยื่นขอเป็นสมาชิกอาเซียนอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกนั้นรัฐสมาชิกอื่นๆ ยังคงกังวลถึงการรับติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน โดยโจแอนน์ ลิน (Joanne Lin) จากสถาบัน ISEAS ในสิงคโปร์ อธิบายเพิ่มเติมว่า “ศักยภาพด้านการบริหารและสถาบันต่างๆ ของติมอร์-เลสเตยังคงล้าหลังสมาชิกอาเซียนส่วนใหญ่”
อีกทั้งการเข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนอย่างเป็นทางการนั้น จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนทางการเงินและด้านอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง จากทั้งสำนักเลขาธิการอาเซียนและประเทศสมาชิก ตามนโยบายของอาเซียนที่ต้องการลดช่องว่างระหว่างรัฐสมาชิก
ด้วยเหตุนี้ สมาชิกอาเซียนบางประเทศจึงคัดค้านการเข้าร่วมของติมอร์-เลสเต รวมถึง ‘สิงคโปร์’ ที่เคยยืนยันเมื่อ 2011 ว่าติมอร์-เลสเต “ยังไม่พร้อมที่จะรับมือกับความท้าทาย และความซับซ้อนมากมายของการเป็นสมาชิกอาเซียน”
อย่างไรก็ตาม ความพยายามเป็นสมาชิกของติมอร์-เลสเตก็มีมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในปี 2022 ที่เหล่าผู้นำอาเซียนได้เห็นชอบ ‘ในหลักการ’ เพื่อรับติมอร์-เลสเตเข้าเป็นรัฐสมาชิก และให้สถานะ ‘ผู้สังเกตการณ์’ ในการประชุมอาเซียน
ต่อมาในปี 2023 ‘แผนงานสู่การเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบ’ ของติมอร์-เลสเตก็ได้ถูกรับรอง เพื่อเป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมให้เป็นไปตามเกณฑ์ของอาเซียน
จนในปีที่สุด เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2025 ผู้นำเหล่าประเทศสมาชิกอาเซียนก็ได้ลงนามในปฏิญญาว่าด้วยการรับติมอร์-เลสเต เข้าเป็นสมาชิกอาเซียนประเทศที่ 11 อย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์การประชุมกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
ความสำคัญต่อประเทศติมอร์-เลสเต
แม้ว่าการเป็นสมาชิกจะไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในทันที แต่หลายคนมองว่า เหตุการณ์นี้ถือเป็นชัยชนะเชิงสัญลักษณ์ เนื่องจากติมอร์-เลสเตถือเป็นประเทศที่เพิ่งประกาศเอกราช และกำลังพัฒนาให้เท่าทันประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้
“การเข้าร่วมของเราเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงจิตวิญญาณของประชาชนของเรา ซึ่งเป็นประชาธิปไตยที่ยังเยาว์วัย ที่เกิดจากการต่อสู้ของเรา” ซานานา กุสเมา (Xanana Gusmao) นายกรัฐมนตรีของติมอร์-เลสเต กล่าวในสุนทรพจน์ในพิธีวันนั้น หลังจากหลั่งน้ำตาด้วยความยินดีขณะลงนามในปฏิญญาดังกล่าว
เขากล่าวต่อว่า “สำหรับชาวติมอร์-เลสเต นี่ไม่เพียงแต่เป็นความฝันที่เป็นจริงเท่านั้น แต่ยังเป็นการยืนยันอย่างทรงพลังถึงเส้นทางของเรา ซึ่งเปี่ยมไปด้วยความยืดหยุ่น ความมุ่งมั่น และความหวัง” พร้อมย้ำว่า นี่คือจุดเริ่มต้นใหม่ที่จะนำมาซึ่ง ‘โอกาสอันยิ่งใหญ่’ สำหรับการค้า การลงทุน การศึกษา และเศรษฐกิจดิจิทัลของติมอร์-เลสเต
สำหรับความสำคัญต่อประเทศติมอร์-เลสเต ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการบริหาร มูลนิธิอาเซียน ได้อธิบายไว้ว่า “เยาวชนในติมอร์-เลสเตจะเข้าถึงทุนการศึกษา การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และโครงการนวัตกรรมของมูลนิธิอาเซียนได้มากขึ้น” ส่วนธุรกิจต่างๆ รวมถึง SMEs ก็จะพบโอกาสทางการค้าใหม่ๆ
ด้านโฮเซ รามอส-ฮอร์ตา (Jose Ramos-Horta) ประธานาธิบดีของติมอร์-เลสเต เคยให้สัมภาษณ์กับ CNA ว่าประเทศต้องรักษาเสถียรภาพ และไม่เป็นภาระแก่อาเซียน โดยเสริมว่า ติมอร์-เลสเต อาจมีส่วนร่วมในกลไกแก้ไขความขัดแย้ง รวมถึงข้อพิพาทเรื่องพรมแดนและทะเลจีนใต้
“หากในอนาคตเราสามารถมีส่วนสนับสนุนในการเสริมสร้างกลไกของอาเซียน เช่น กลไกการขัดแย้ง นั่นถือเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งเราจะเน้นที่การเจรจา ในแต่ละประเทศในอาเซียน” รามอส-ฮอร์ตา กล่าว
อ้างอิงจาก