“ในโลกที่ทุกอย่างอ่อนไหว เราจึงควรมานั่งถกเถียงกัน”
คงเดช จาตุรันต์รัศมี ผู้เขียนบทภาพยนตร์เอ่ยขึ้นในวันที่ชีวิตของผู้คนเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งเครือข่ายสแกมเมอร์ยังไม่คลี่คลาย และอีกสารพัดเรื่องราวการลวงหลอกจากผู้คนยังดำเนินต่อไปซึ่งๆ หน้าโดยที่เขาทำอะไรไม่ได้ สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาเริ่มต้นเขียนบทภาพยนตร์ ‘เส้นตายสายลวง’ ออริจินอลคอนเทนต์ไทยกำลังสตรีมมิ่งบน Netflix
ครั้งนี้คือการกลับมาทำงานร่วมกันอีกครั้งของ คงเดช และ โดม — สิทธิศิริ มงคลศิริ ผู้กำกับมากฝีมือที่เคยฝากผลงานไว้จากเรื่อง ‘แสงกระสือ (2019)’ และ ‘Hunger (2023)’ หรือที่หลายคนเคยจดจำผลงานของทั้งคู่ในฐานะคนทำภาพยนตร์ที่สอดแทรกประเด็นสังคม การเมืองร่วมสมัย และความขัดแย้งในตัวเองของมนุษย์ได้อย่างดี
การร่วมงานครั้งนี้ไม่ใช่ความบังเอิญ หากแต่เป็นความตั้งใจร่วมกันที่อยากทำหนังประเด็นสังคมอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะการหลอกลวงของ ‘แก๊งคอลเซนเตอร์’ ผ่านตัวละครหญิง 3 คน ที่ตกเป็นเหยื่อของแก๊งมิจฉาชีพ อย่าง ‘อร’ (รับบทโดย นิษฐา จิรยั่งยืน) อดีตนักการตลาดมือดีที่ผันตัวมาเป็นแม่บ้าน ‘ฝ้าย’ (รับบทโดยเอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา) นักกายภาพบําบัด และ ‘แวววาว’ (รับบทโดย ชุติมา มะโหละกุล) แม่ค้าออนไลน์วัยเฟิร์สจ็อบเบอร์ ทำให้ทั้ง 3 คนต้องร่วมมือกันทวงคืนสิ่งที่พวกเธอถูกพรากไป ไม่ใช่แค่เงิน แต่ยังรวมไปถึงอิสระ และความไม่เป็นธรรมกลับคืนมา

แน่นอนว่าเมื่ออยู่ในมือของคงเดชและสิทธิศิริ ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องราวการแก้แค้นธรรมดา แต่ยังมีอีกหลายประเด็นที่พวกเขาอยากชวนให้เรามาถกเถียงและสำรวจไปด้วยกัน พร้อมตั้งคำถามว่านอกจากมิจฉาชีพแล้ว เรายังถูกใครหลอกอีกไหม ทำไมความสมจริงในหนังจึงเป็นสิ่งสำคัญ และหนังเรื่องนี้มีความหมายกับพวกเขาอย่างไร
สัญญาว่าคำตอบทั้งหมดอยู่ในบรรทัดถัดไป ไม่หลอกแน่นอน
1
อะไรที่ทำให้คุณทั้ง 2 คนมาร่วมงานกันอีกครั้ง
คงเดช: จริงๆ เราเคยร่วมงานกันตั้งแต่ตอน ‘Hunger’ แล้วครับ เวลาที่เรามีโปรเจ็กต์เขียนบท เราก็จะมองหาคนที่เหมาะกว่าเรามากำกับ คือเวลาเขียนมันจะรู้ว่าบทนี้มันต้องเป็นรสมือของใคร เรื่องนี้เลยคิดว่าน่าจะต้องเป็นโดมแล้วละ
เรื่องนี้คุณมองหาผู้กำกับแบบไหน
คงเดช: ผู้กำกับแบบโดมครับ (หัวเราะ) โดมกับเราจะมีบางอย่างที่คล้ายๆ กันคือ ชอบทำตัวละครผู้หญิง เราทั้งคู่จะมีมุมมองต่อตัวละครผู้หญิงค่อนข้างเคารพในตัวละคร เราไม่มองผู้หญิงเป็นแค่วัตถุ แล้วเรื่องนี้มันก็ต้องการรสชาติที่เข้มข้นอยู่พอสมควร ซึ่งโดมทำได้ดีมากตั้งแต่ตอน Hunger แล้ว พอถึงเรื่องนี้เราก็ไม่ต้องคิดถึงคนอื่นเลย
ในมุมของโดมพอเห็นบทแบบนี้จากคงเดชแล้ว รู้สึกยังไงบ้าง
โดม: บทภาพยนตร์ดีๆ หายากมากเลยนะครับ (หัวเราะ) อีกอย่างคือ ด้วยความเป็นหนังที่หนังอาชญากรรม มันเสี่ยงมากเลยที่บทจะไม่มีเลเยอร์เลย แต่ผมคิดว่าบทของพี่คงเดชไม่ได้เป็นอย่างนั้น แกนำเสนอประเด็นที่เฉียบคม แล้วเป็นประเด็นที่ต้องใช้ความกล้าหาญ มีตัวละครที่กล้าหาญ แล้วก็ต้องมีการถกเถียงกัน ผมคิดว่ามันเป็นบทที่ดีที่ควรต้องทำมันออกมา
ความกล้าหาญที่คุณพูดถึงต้องมีอะไรบ้าง
โดม: เอาเรื่องคอลเซนเตอร์หรือมิจฉาชีพ มันเป็นเรื่องที่เป็นข่าว มันมีเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้เยอะมาก มันเยอะเสียจน เอ๊ะ ถ้าเราทำหนังเท่ากับข่าวมันก็จะสนุกอะไร ผมคิดว่ามันก็กล้าหาญที่จะหยิบค้นหามันว่ามันมีเหลี่ยมไหน หรือตัวละครแบบไหน ที่มันจะสามารถเป็นหนังแล้วได้ความแปลกใหม่ หรือเลเยอร์อะไรบางอย่างที่หยิบยื่นให้คนดู มากกว่าเรื่องแค่การเอาคืนหรือการต่อสู้เพื่อให้ได้เงินกลับมา

พอเป็นเรื่องที่มีคนเสียหายจริง หรือมีประเด็นมันอ่อนไหว เรื่องนี้คุณให้ความสำคัญกับอะไรเป็นพิเศษ
คงเดช: ประเด็นคือว่าเราทำเรื่องนี้เพราะว่ามันน่าอ่อนไหวจริงๆ เราได้แรงบันดาลใจจากการที่คนใกล้ตัวเราโดน แล้วเราค้นพบว่า เขาไม่ได้โดนเอาไปเฉพาะเงิน แต่เขาได้ถูกพรากบางอย่างไปด้วย อย่างตัวละคร ‘อร’ แม่บ้านชนชั้นกลาง เขาจะมีฐานะหน่อย ก็มีสิ่งที่ต้องแบกรับ ดังนั้นการที่เงินก็ถูกหลอกเอาไป มันไม่ใช่แค่เรื่องเงิน มันมีอย่างอื่นในฐานะของการเป็นเมีย เป็นแม่ เป็นลูกสะใภ้ที่ดี แต่เขาไม่สามารถทำได้ดี
ขณะเดียวกันในชีวิตจริงถ้าคุณโดนหลอก คุณก็จะได้คำตอบแบบนี้จากเจ้าหน้าที่รักษากฎหมาย คือไม่มีความหวังเลยที่จะได้คืน ไอ้การไม่มีความหวัง มันก็เหมือนเป็นการถูกพรากอีกแบบหนึ่งด้วยเหมือนกัน นอกจากนั้น คนที่มีฐานะที่แตกต่างออกไป เวลาถูกหลอกไป สิ่งที่เขาต้องเสีย ก็จะแตกต่างกันไปแต่ละคน เราก็คิดว่านี่คือความอ่อนไหวที่เราควรจะต้องมานั่งถกเถียงกัน
แน่นอนมันเป็นหนังการทวงคืน มันจะต้องสนุก มันจะต้องเข้นข้น มันจะต้องเร้าใจ ขณะเดียวกันมันจะต้องดีเบต หนังมันจะต้องได้รับการพูดคุยถกเถียงกัน ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับประชาชนอย่างพวกเรา ทำไมเราถึงต้องลุกขึ้นมาจัดการกันเอง ไม่ใช่หน้าที่เรา
ในเรื่องนี้ที่เกี่ยวกับแก๊งมิจฉาชีพในพื้นที่สีดำ คุณมีวิธีรีเสิร์ชเพื่อเขียนบทยังไงบ้าง
คงเดช: ทำเยอะเลยฮะ เหยื่อเขามีข้อมูลเยอะอยู่แล้ว ดังนั้นเหยื่อไม่ค่อยยาก แต่ในส่วนของตัวแก๊งสแกมเมอร์ มันยังเป็นพื้นที่ดำมืด เราก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นใครวะ ที่เขาทำงานเป็นยังไงวะ เราก็เริ่มจากการหาบางคนเคยทำงานที่นู่น แล้วหนีกลับมาเมืองไทย แล้วก็ติดต่อไป
ช่วงนั้นมันจะมีหลายองค์กรที่ทำเรื่องนี้ เช่น สายไหมต้องรอด เราก็ติดต่อไปว่าอยากจะสัมภาษณ์น้องคนนี้ที่เขาหนีกลับมา แล้วก็สัมภาษณ์ไปหลายคน จนได้ข้อมูลในมุมของคนที่เคยทำงานสแกมเมอร์ ซึ่งมันก็เปลี่ยนมุมมองเราไปอย่างสิ้นเชิง เพราะว่าก่อนหน้านี้เราเวลาคิดถึงคนที่เป็นสแกมเมอร์ เราก็คิดถึงความเป็นผู้ร้ายแบบแบนๆ คนนี้มันเป็นคนเลว มันโทรมาหลอกเงินชาวบ้าน แต่พอได้คุย เราก็เห็นมุมเด็กหนุ่มสาวทั่วไป คนธรรมดา ที่ทำมาหากิน มีความทะเยอทะยาน อยากจะทำงานให้ได้เงินเยอะๆ แล้วฉันทำสิ่งนี้ได้ เลยอยากจะทำมันให้ยิ่งขึ้นไปอีก
มันเลยทำให้เราสร้างตัวละครอย่าง ‘อู๊ด’ (รับบทโดย ทศพล หมายสุข) ขึ้นมา เพื่อที่เราจะคลี่ตัวละครเหล่านี้ออกมาให้คนดูได้เห็น เราไม่ได้ตัดสินว่าเขาไม่ดีหรือดี หรือไม่ได้ฟอกขาวนะ แต่ว่านี่ก็มนุษย์คนหนึ่ง ที่เรามาไล่ต้อนด้วยกันเอง แต่ที่บิดเบี้ยวที่สุด มันคือไอ้ที่อยู่ข้างบน หรือระบบทั้งหลาย
2
คุณตีความการโดนหลอกหรือหลอกลวงไว้แบบไหน
โดม: เราโดนหลอกกับหลายระดับนะ คือเรื่องมิจฉาชีพมันก็เป็นหลอกลวงที่เป็นรูปธรรม แต่ในเชิงนามธรรมอื่นๆ ผมว่าการที่เราเป็นคนตัวเล็กๆ ที่อยู่ในสังคมนี้ มันถูกหลอกด้วย อะไรหลายๆ อย่าง ในระดับที่แตกต่างกันไป
แน่นอนคงไม่มีใครอยากให้มาหลอกเราหรอก มันมีความเจ็บใจ ทำไมต้องมาหลอกกูด้วยวะ ถึงเราบอกว่าเราโดนหลอกเงิน 5,000 บาท 3,000 บาท 1,000,000 บาท แต่ผมว่ามันเป็นเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นคน ความรู้สึกทางด้านจิตใจที่รู้สึกว่าตัวเองเสียรู้ ผมคิดว่าคนดูลองค้นดูในหนังก็ได้ว่าคุณรู้สึกยังไงกับเรื่องการหลอกหลวงนี้
คงเดช: การหลอกลวงสำหรับเรามันมีหลายสเกลมากเลย เราอยู่ในโลกที่เหมือนกับโดนสแกมกันตลอดเวลา แต่สิ่งสำคัญกว่าคือการที่รู้ว่าโดนหลอกแล้วเราทำอะไรไม่ได้ เรากำลังถูกทำให้ชาชินกับความรู้สึกว่าเราทำอะไรไม่ได้ เช่น ตอนหาเสียงพูดอย่างหนึ่ง เอาอย่างนี้เลยเหรอ อ๋อเหรอ หรือพอหย่อนบัตรเลือกตั้งปุ๊บ อ๋อ อย่างนี้เหรอ แล้วทำอะไรไม่ได้ ไม่ต่างอะไรจากสแกมเมอร์
โดม: แล้วมันถูกทำให้เป็นปกติไปแล้วด้วยนะ ทุกคนพร้อมที่จะพูดโกหก แล้วหลอกอะไรมาก็ได้ โดยที่แบบ แม่งคิดว่าพวกเราคงมีปัญญาทำอะไร
คงเดช: ใช่ ตอนนี้พ้อยท์คือ คนเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นสแกมเมอร์ นักการเมือง หรือนักธุรกิจใดๆ ก็ไม่รู้ล่ะ ที่ได้รับผลประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้น เขาคิดว่าเราทำอะไรไม่ได้หรอก ดังนั้นหมายความว่าพอเราดูเรื่องนี้แล้วเรารู้สึกแบบ เชี่ย ได้เงินกลับคืนมาแล้วแต่ทำไมไม่รู้สึกชนะเลย มันไม่มีใครรู้สึกชนะหรอก ก็เพราะว่าเรายังไม่ได้ชนะไง

The Red Line. Nittha Jirayungyurn (นิษฐา จิรยั่งยืน) as Orn (อร) , Esther Supreeleela (เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา) as Fai (ฝ้าย) , Chutima Maholakul (ชุติมา มะโหละกุล) as Wawwow (แวววาว) in The Red Line Cr. Sasidis Sasisakulporn © 2026 Netflix
การเล่าเรื่องผ่านตัวละครผู้หญิง 3 คนมีความสำคัญยังไงกับเรื่องนี้บ้าง
คงเดช: เราคิดว่าผู้ชายเวลาโดนหลอก มันจะมีปฏิกิริยาที่แตกต่างออกไป ผู้ชายเขามีอีโก้บางอย่าง บางทีโดนหลอกเขาไม่บอกใครด้วย แล้วก็มีความรู้สึกว่า เดี๋ยวกูก็ก้มหน้าก้มตาหามาชดเชยสิ่งที่หายไป แต่ผู้หญิงเขามีบางอย่างที่ต้องแบกรับอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เวลาที่เขาถูกหลอก เรารู้สึกว่าเขามี มันมีสิ่งที่เขาต้องจัดการกับมันหนักกว่าผู้ชาย
เราสร้างเข้ามาให้มันเป็น 3 คน เพื่อที่จะให้เป็นพื้นหลังทางสังคมที่แตกต่างกัน การที่คนธรรมดาจะลุกขึ้นมาทำอะไร ทุกคนมีราคาที่ต้องจ่าย และเราอยากจะให้แต่ละคนมีราคาที่ต้องจ่ายต่างกัน เพื่อที่ระหว่างทางนั้น เขาจะดีเบตกันได้ตลอดเวลา สังเกตได้ 3 คนนี้ไม่ได้เห็นทุกอย่างเป็นเอกฉันท์ไปในทางเดียวกันตลอด มันทุ่มเถียงกัน มันขัดแย้งกัน เพราะว่าแต่ละคนมันมีหน้าตักไม่เท่ากัน เราอยากจะให้สิ่งนี้มันสะท้อนในตัวเองว่าแต่ละคนมีราคาที่ต้องจ่ายไม่เหมือนกัน
โดม: ผมว่าประโยชน์ของหนังอย่างหนึ่งคือมันทำให้คนดูเข้าใจคนที่ต่างจากตัวเอง การที่หนังมีผู้หญิงสามคนแล้วมันต่างกัน ในแง่ทั้งวัย ทั้งชนชั้น ทั้งความคิด มันเหมือนเป็นประตูที่ทำให้คนดูได้รู้จักกับคนที่ปกติเราอาจจะไม่เคยได้รู้จักหรือรู้แบบผิวเผิน สำหรับคนดูไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับตัวละครตัวไหน มันอาจจะพูดในสิ่งที่มันขัดแย้งกับความคิดคุณก็ได้นะ แต่คุณดูมัน แล้วพยายามทำความเข้าใจ คุณจะเข้าใจคนที่ไม่เหมือนตัวเองมากขึ้น
เราว่าหนังเรื่องนี้มันซาดิสต์ แล้วมันบังคับว่ามึงต้องฟังนะ ถ้ายืนอยู่บนความเชื่อของอร มึงต้องฟังว่าไอ้เด็กนี่มันคิดไง หมอฝ้ายคิดไง ถ้ายืนอยู่ข้างหมอฝ้าย ก็ต้องฟังว่า แล้วไอ้ชนชั้นกลางอย่างพี่อรมันคิดไง ถ้าคุณเป็นเด็กอย่างแวววาว คุณก็ต้องรู้ว่าพี่อร ที่เป็นผู้ชนชั้นกลางที่เขามีลูก เขาคิดยังไง หรือแม้กระทั่งข้ามไปฝั่งมิจฉาชีพ ผมว่าแค่นี้สำหรับเรานะมันสำคัญ ปกติเราจะไปรู้ได้ยังไงวะว่าเขาคิดกันแบบนี้ ถ้าเราไม่ได้ทำหนัง
การทำหนังที่เผยให้ทุกตัวละครมีด้านสว่างและด้านมืดไปพร้อมๆ กัน เป็นความตั้งใจตั้งแต่แรกไหม
คงเดช: เรียกว่าเป็นความพยายามดีกว่าที่จะซื่อสัตย์กับตัวละครในฐานะมนุษย์ เวลาเราทำหนัง แล้วเราจะทำหนังประเภทอยู่กับความเป็นจริง เราคิดว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก ไม่งั้นเราจะเห็นว่าผู้ร้ายร้ายเกิน นางเอกอินโนเซนส์เกิน ไม่ใช่ ทุกคนต่างมีมุมที่เห็นแก่ตัว หรือมุมที่ต้องเสียแล้วไม่อยากเสีย อันนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นความดีความชอบของผู้กำกับด้วย ที่จะทำยังไงที่จะเกลี่ยน้ำหนักให้ทุกตัวไม่ถูกจมหายไปหรือว่ามันไม่แบน
โดม: มันเป็นจุดยืนในฐานะผู้กำกับด้วยนะ คือเรามองมนุษย์อย่างนี้จริงๆ เราว่าคนเรา แต่ละช่วงเวลา แต่ละสถานการณ์ คนเรามันก็เป็นคนดีๆ ชั่วๆ กันไปจนกว่าเราจะตาย เส้นบางๆ มันก็จะถูกข้ามไปข้ามมาตลอด
คือชีวิตคนเรามันเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว เวลาเราทำหนัง เราทำจากมนุษย์ที่เราเห็น ไม่ตัดสิน เพราะว่าไม่ใช่หน้าที่ เราไม่ใช่พระเจ้า เราก็จะปล่อยมัน ให้ตัวละครดำเนินไป มันก็เหมือนชีวิตเรา เราทำบนความเชื่อนั้นครับ มันก็เลยเป็นอย่างที่เห็น (หัวเราะ)

การเป็นหนังแก้แค้นที่อิงกับความจริง ไม่ได้บู๊ระห่ำแบบที่เคยเห็นมา สำหรับคุณมันคือข้อจำกัดหรือตัวช่วยมากกว่ากัน
คงเดช: เราไม่โลกสวยขนาดที่ว่า แก้แค้นแล้วทุกอย่างจะจบหรือคลี่คลาย เพราะว่าจริงๆ สิ่งที่มันยังเป็นปัญหาอยู่คือระบบใหญ่ เราทำสิ่งนี้เพื่อที่จะโยนคำถามกลับไปกับคนดูว่าเราๆ ท่านๆ มนุษย์ปกติธรรมดา เราทำอะไรได้บ้าง เวลาที่มันเกิดเรื่องพวกนี้ขึ้นกับชีวิตเรา
เรากลับรู้สึกว่า เราอยากจะให้หนังเรื่องนี้ทำให้คนดูสำรวจตัวเองว่าเราโกรธพอหรือยัง เราตั้งคำถามกับตัวเองบ้างหรือเปล่าว่าทุกวันนี้ที่เราถูกหลอก ไม่ว่าจะถูกหลอกด้วยสแกมเมอร์ ถูกหลอกด้วย กกต. หรือข่าวหลายวันใดๆ แล้วเราทำอะไรไม่ได้เลย แล้วเราได้นิ่งเฉย ขณะเดียวกันมันมีบางคนที่ลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง คนที่ไปเฝ้าหีบ หรือเด็กที่ 4-5 ปีที่แล้ว ที่ออกไปเรียกร้องอะไรบางอย่างเพื่อชีวิตตัวเอง แต่ตอนนี้เราอยู่ในสภาวะนิ่งเงียบกันไปหมดแล้ว เราอยู่ในสภาวะถูกหลอกจนชิน
โดม: สิ่งที่ผมชอบในที่อ่านบท ตัวร้ายมันก็มีมิติของมันนะ มีอะไรที่ดีๆ ชั่วๆ ไม่ต่างเลยจากมนุษย์ มีแรงขับดัน หนังตั้งใจที่จะคลี่ตัวละครทุกตัว ในแบบที่กล้าหาญและซื่อสัตย์ แล้วตอนจบเราจะยืนอยู่ตรงไหน เราพอใจหรือเปล่า ถ้าเราไม่พอใจ เราจะข้ามเส้นนั้นไปไหม เราคงไม่ได้บอกว่าให้ทุกคนต้องไปปีนตึกหรอก อย่าทำอย่างนั้นนะครับทุกคน (หัวเราะ) เราคิดว่านี่คือหนังที่จะสร้างบทสนทนามากกว่า
3
นับตั้งแต่เรื่องแรกจนถึงเรื่องล่าสุด ทั้งสองคนได้เรียนรู้อะไรจากการทำหนังบ้าง
โดม: มันอาจจะไม่ใช่เรื่องคอมเมนต์หรืออะไร แต่ส่วนใหญ่ผมจะสนใจว่าการที่มีอาชีพทำหนัง แล้วเรามีเสียงในมือ แล้วมันดันมีคนดูประมาณหนึ่งว่ะ มันก็ต้องใช้เสียงนี้ให้มันมีพลังอะไรบางอย่าง ไม่ว่าเสียงที่ส่งออกไป จะเล็ก จะดัง จะค่อย จะเบา หรืออะไรก็ตาม แต่อย่างน้อยเรามีช่องทาง เราก็ต้องรับผิดชอบกับมัน
คงเดช: แน่นอนในฐานะคำทำหนัง เราว่าทุกคนเห็นแผลหนังตัวเอง แล้วก็คิด อ๋อ คราวหน้าแหละ จะไม่ทำอย่างนี้ แต่ว่าคราวหน้าโจทย์มันก็เป็นอีกแบบ มันก็พูดยากนะ ในเชิงของการทำหนังเราก็เรียนรู้แหละ แต่ในเชิงของแนวความคิด เราก็มีแต่ต้องทำอย่างซื่อสัตย์ความรู้สึกตัวเองในเวลานั้นๆ
มองกลับไปแล้วชอบหนังของตัวเองทุกเรื่องเลยไหม
คงเดช: มันอยู่ช่วงเวลาที่เกลียดหนังตัวเองแล้วไม่กล้าดู แต่พอถึงอีกวัยหนึ่ง เรารู้สึกว่าแฮปปี้ เอนจอย ที่ได้เห็นตัวเองในตอนนั้นว่าเราทำได้ดีที่สุดแค่ไหน แล้วจะให้กลับไปทำอย่างนี้อีกที ก็ทำไม่ได้แล้ว เช่น มันมีความดิบหรือความไม่คิดหน้าคิดหลังได้ขนาดนี้เลยเหรอวะ ให้ทำอีกทีมันก็ทำไม่ได้หรอก
โดม: ย้อนกลับไปตอนนั้นสิ่งที่ทำมันจะดูมีเหตุผลมากเลยนะ เพราะเราทำเสร็จไปแล้ว โดยธรรมชาติของคนทำหนัง มันจะเต็มไปด้วยการตัดสินใจนับร้อยครั้งต่อวัน แล้วมันจะเจอสถานการณ์หนึ่งที่เหตุผลจะเท่ากัน แล้วเราต้องเลือกว่าจะเอาอันนี้ ชอบอันนี้ แต่อย่าให้กูต้องพูดเรื่องเหตุผลเลย (หัวเราะ) มันไม่รู้อะ ชอบสีแดง ไม่รู้จะอธิบายยังไงล่ะ
คงเดช: แต่จริงๆ มันก็เหมือนกับการใช้ชีวิตปกติที่เราต้องเลือกตลอดเวลา แล้วบางทีก็เลือกด้วยสัญชาตญาณ แต่สิ่งสำคัญคือการดีลกับสิ่งที่เราเลือกไปแล้ว เอาจริงๆ ชีวิตมันคือดีลกับสิ่งที่คุณเลือกไปแล้ว ชีวิตมันเท่านี้

ถ้างั้นหนังเรื่องนี้คิดว่าอีก 5 ปีย้อนกลับมา เราจะรู้สึกยังไง
คงเดช: เรื่องนี้สำหรับเรามันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับสังคมด้วย มีประเด็นสังคมเยอะ เราคงน่าจะมองมันว่า 5 ปีถัดมาแล้วจะเป็นยังไง อะไรมันดีขึ้นบ้างหรือเปล่า หรือ 5 ปีถัดมา เมื่อเช้าก็ยังได้รับสายจากคอลเซนเตอร์อยู่ (หัวเราะ)
โดม: ผมว่ามันก็เป็นบันทึก ในเชิงคนทำ และในเชิงคนดูด้วยนะ ถ้าหนังมันออกไปแล้ว เดี๋ยวคนดูอาจจะออกมาแชร์เรื่องนี้ ผมคิดว่ามันก็เป็นประเด็นที่เราได้ถูกแชร์ร่วมกัน ณ เวลาหนึ่ง แล้วก็ลองดูว่าเวลาผ่านมาแล้วเราย้อนกลับมา มันจะเป็นยังไง ซึ่งน่าสนใจ
คงเป็นเรื่องที่ถ้าย้อนกลับมาแล้วไม่เสียใจ
คงเดช: แน่นอน
โดม: ไม่เคยเลย ถ้าเสียใจคงไม่ทำตั้งแต่ต้น (หัวเราะ)