วันนี้ (30 มีนาคม 2569) ‘เชียงใหม่’ เป็นเมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่เป็นอันดับ 1 ของโลก โดยมีค่าฝุ่นอยู่ที่ 247 US AQI+ และยังมีอีกหลายพื้นที่ในภาคเหนือที่มีค่าคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์มีผลกระทบมีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว เพราะนอกจากฝุ่น PM 2.5 ยังมีฝุ่นขนาดเล็กมากในระดับ PM 0.1 ซึ่งสามารถผ่านถุงลมเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจและสมองอุดตัน หัวใจวาย หลอดเลือดในสมองตีบ หอบหืดกำเริบ รวมถึงกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในระบบต่างๆ ของร่างกาย นำไปสู่ภาวะรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
แล้วฝุ่นเหล่านี้มาจากไหน? มีข้อเสนอหรือวิธีการจัดการอย่างไร? The MATTER สรุปมาให้แล้วในโพสต์นี้
1) ปัจจัยแรกๆ ที่มักถูกพูดถึงคือ ‘ไฟป่า’ โดยรายงานจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) พบว่ามีจุดความร้อนในภาคเหนือถึง 3,874 จุด มากที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ 1,020 จุด รองลงมาคือ แม่ฮ่องสอนและลำปาง จำนวน 768 และ 458 จุดตามลำดับ
ประกอบกับลมที่พัดพาหมอกควันข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาสมทบ โดยพบจุดความร้อนจากประเทศเมียนมา 6,863 จุด และลาว 3,046 จุด
ข้อมูลสถิติฝุ่น PM2.5 ในวันนี้ยังระบุด้วยว่า ที่ ต.เวียงเหนือ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ได้กลายเป็นพื้นที่ที่เข้าขั้นวิกฤตขั้นสุดแล้ว เนื่องจากดัชนี AQI พุ่งสูงขึ้นถึง 1,956 µg/m³ ซึ่งเป็นสถิติที่สูงที่สุดเท่าที่พื้นที่นี้เคยเผชิญมา
2) หากมองด้วยปัจจัยเชิงภูมิศาสตร์ ก็จะพบปัจจัยที่ส่งผลให้วิกฤตรุนแรงขึ้นด้วยว่า จุดความร้อนจำนวนมากผสมกับภูมิประเทศของพื้นที่ในภาคเหนือเป็นที่ราบในหุบเขาล้อมรอบไปด้วยภูเขาเหมือน ‘แอ่งกระทะ’ ทำให้เกิดการสะสมหมอกควันมากกว่าพื้นที่ราบที่อากาศหมุนเวียนได้ง่าย
3) สาเหตุที่ปัญหาฝุ่นและไฟป่ามักเกิดขึ้นในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน เพราะนี่เป็นช่วงหน้าแล้ง ใบไม้ร่วงและแห้งกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี เมื่อเผชิญกับความร้อนและความแห้งของสภาพอากาศในช่วงนี้ทำให้ไฟป่าลุกลามรุนแรงง่ายขึ้น
4) ส่วนอีกสาเหตุ คือ การกระทำจากมนุษย์ โดยหลายคนมักคิดว่าเกิดจากวิถีชาวบ้านที่ต้องเผาเพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับทำการเกษตรหรือกำจัดวัชพืช การเผาเพื่อหาของป่า เช่น ผักหวาน เห็ดเผาะ อย่างไรก็ตาม วิถีชาวบ้านที่ดำเนินมาหลายปี ไม่อาจเป็นปัจจัยเดียวที่ทำให้เกิดไฟป่าที่ลุกลามไปถึงหลายพันจุดอย่างที่เป็นขณะนี้
5) มีข้อสังเกตว่าสาเหตุที่ฤดูฝุ่นเวียนวนมาทุกปี โดยเฉพาะช่วง 10 ปีหลัง เพราะมีการขยายพื้นที่การปลูกข้าวโพดขนาดใหญ่ในประเทศเพื่อนบ้าน หลังมีข้อตกลงยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) ในปี 2546-2547
6) อย่างไรก็ตาม กรมควบคุมมลพิษได้ประสานความร่วมมือแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดนในภูมิภาคแม่โขง โดยมีหนังสือถึงกรมเอเชียตะวันออกให้ช่วยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศเพื่อนบ้านในการดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อมุ่งลดจำนวนจุดความร้อนและบรรเทาผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่
7) และแจ้งไปยังกรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของเมียนมา ผ่านกลุ่ม “Hotline Clear Sky” ระหว่างอธิบดีของไทย-ลาว-เมียนมา ถึงสถานการณ์จุดความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมขอความร่วมมือเร่งควบคุมสถานการณ์ไฟป่าให้ลดลงโดยเร็ว
8) ด้าน ศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เสนอทางออกของไฟป่าผ่านเฟซบุ๊กว่า ควรมีการจัดการไฟอย่างเป็นระบบ โดยให้อำนาจชุมชนในการจัดการไฟป่า สร้างการมีส่วนร่วมระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะจากข้อมูลแสดงให้เห็นว่ามีปัญหาพื้นที่เผาไหม้ซ้ำซากในพื้นที่ป่าที่รัฐดูแล ทั้งป่าอนุรักษ์และป่าสงวนมากกว่าพื้นที่ป่าชุมชน สะท้อนว่าชาวบ้านมีวิธีการจัดการไฟป่าอย่างเข้มแข็ง
9) ก่อนหน้านี้ ภาคประชาชนได้พยายามผลักดันร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ซึ่งยึดหลักการ ‘ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle)’ และสร้างมาตรการเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ก่อมลพิษ มีบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับผู้ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ และการบูรณาการข้อมูลทุกภาคส่วนระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน เพื่อให้เกิดการจัดการปัญหาร่วมกัน
ซึ่งได้ผ่านมติร่างสภาผู้ราษฎรไปแล้วเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 แต่ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองที่มีการยุบสภาเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้กฎหมายค้างท่อ และมีโอกาสที่จะถูกตีตกหากรัฐบาลชุดใหม่ไม่หยิบร่างขึ้นมาภายใน 60 วันแรกหลังการประชุมรัฐสภา
10) แต่ผู้เสนอร่างฉบับประชาชนยังมีสิทธิตาม มาตรา 14 พ.ร.บ.เข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2564 ที่จะยื่นหนังสือต่อประธานรัฐสภา ภายใน 120 วัน เพื่อให้ร่างที่ค้างอยู่กลับเข้าสู่กระบวนการตามข้อบังคับการประชุมได้
11) ทั้งนี้ ในระหว่างที่สถานการณ์ฝุ่นยังไม่คลี่คลายและประชาชนก็อาจจะต้องดูแลตัวเองเบื้องต้น โดยลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด และใช้เครื่องฟอกอากาศที่สามารถกรองฝุ่นขนาดเล็กได้ หรือในกรณีที่จำเป็นต้องออกนอกอาคารให้สวมหน้ากากป้องกันฝุ่นละออง PM 2.5 ชนิด N95 อย่างถูกต้อง