เมื่อช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ศาลจีนได้ตัดสินประหารชีวิตสมาชิก ‘ตระกูลหมิง’ ซึ่งเป็นตระกูลสำคัญในวงการสแกมนับสิบราย จากการดำเนินธุรกิจสแกมเมอร์ในประเทศเมียนมา
ทว่าไม่ใช่เพียงแค่ตระกูลหมิงเท่านั้นที่โดนตัดสินโทษประหารชีวิต เพราะล่าสุดเมื่อวันอังคาร (4 พฤศจิกายน) ที่ผ่านมา จีนได้ตัดสินโทษประหารชีวิตผู้ต้องหาอีก 5 รายซึ่ง 2 รายในนั้นมาจาก ‘ตระกูลไป๋’ ฐานมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งอาชญากรและปฏิบัติการฉ้อโกง ในเขตโกก้าง ของเมียนมา
ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือตระกูลนี้เป็นหนึ่งในแก๊งมาเฟียไม่กี่กลุ่มที่ขึ้นสู่อำนาจในช่วงทศวรรษ 2000 และเปลี่ยนเมืองเล่าก์ก่าย (Laukkaing) ให้กลายเป็นศูนย์กลางของคาสิโนที่มั่งคั่ง ดังนั้น วันนี้ The MATTER เลยขอพาทุกคนไปรู้จัก ‘ตระกูลไป๋’ กันให้มากขึ้น ถึงวีรกรรมที่นำมาสู่จุดจบของพวกเขาในวันนี้
#วีรกรรมตระกูลไป๋
ศาลประชาชนกลางเซินเจิ้น ตัดสินประหาร 5 ชีวิต ได้แก่ ไป๋ ซัวเฉิง ผู้นำตระกูลไป๋ และเป็นเจ้าพ่อมาเฟีย, ไป๋ หยิงซาง ลูกชาย, หยาง ลี่เฉียง, หู เสี่ยวเจียง และเฉิน กวงอี้ โดยทางการจีนระบุว่า ครอบครัวไป๋ควบคุมกองกำลังติดอาวุธของตัวเอง และจัดตั้งสถานที่ที่ใช้เป็นฐานสแกมออนไลน์ และคาสิโนกว่า 41 แห่ง
ไม่กี่ปีที่ผ่านมา พวกเขาหันมาใช้กลโกงหลอกลวงแรงงานค้ามนุษย์หลายพันคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีนที่ถูกหลอกล่อ ทำร้ายร่างกาย และบังคับให้ฉ้อโกงผู้อื่น ธุรกิจเหล่านี้มีเงินไหลเวียนมากกว่า 29,000 ล้านหยวน (ราว 1.3 แสนล้านบาท) ซึ่งสื่อของรัฐรายงานว่า การกระทำเหล่านี้นำไปสู่การเสียชีวิตของพลเมืองจีน 6 ราย ตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง 1 รายและบาดเจ็บอีกหลายราย
ตระกูลไป๋เป็นหนึ่งในตระกูลที่ก้าวขึ้นสู่อำนาจจากการช่วยเหลือของ มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารของเมียนมา ไป๋ หยิงซาง บอกในสารคดีที่ออกอากาศผ่านสื่อจีนก่อนหน้านี้ว่า “ตระกูลไป๋เป็นอันดับหนึ่งในบรรดาตระกูลต่างๆ ในเวลานั้น ตระกูลไป๋มีอำนาจสูงสุดทั้งในวงการการเมืองและทหาร” ขณะที่ หยิงซาง คือหนึ่งในผู้ที่ถูกตัดสินประหารชีวิต และยังถูกตัดสินความผิดแยกต่างหากในข้อหาสมรู้ร่วมคิดในการลักลอบค้ายาและผลิตยาบ้า 11 ตันด้วย
ความตกต่ำของตระกูลมาเฟียเหล่านี้เริ่มขึ้นในปี 2566 หลังจากที่กระแสการเมืองเปลี่ยนทิศทาง จีนกดดันรัฐบาลทหารเมียนมามานานหลายปีให้ควบคุมสแกมเมอร์ในเมืองเล่าก์ก่าย โดยที่ในปีเดียวกันนั้นตำรวจจีนก็ได้ออกหมายจับสมาชิกคนสำคัญของตระกูลมาเฟียพวกนี้ด้วย
ซัวเฉิง ผู้นำตระกูลไป๋ เป็นหนึ่งในคนที่ถูกส่งกลับไปจีนเมื่อช่วงต้นปี 2567 โดยผู้สืบสวนสอบสวนชาวจีนบอกในสารคดีชิ้นเดียวกันนั้นว่า “ทำไมรัฐบาลจีนจึงพยายามอย่างหนักเพื่อไล่ล่าทั้งสี่ตระกูลนี้? อาจจะเพื่อเตือนผู้อื่นว่าไม่ว่าคุณจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน ตราบใดที่คุณก่ออาชญากรรมร้ายแรงต่อชาวจีน คุณก็จะต้องได้รับผลกรรมนี้”
#กวาดล้างสแกมเมอร์
ธุรกิจที่ผิดกฎหมายเหล่านี้กำลังเติบโต องค์การสหประชาชาติ (UN) เตือนว่าแก๊งชาวจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังกอบโกยเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีผ่านศูนย์หลอกลวงทางไซเบอร์
ตามข้อมูลของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ ระบุว่า แม้ว่าพื้นที่ชายแดนของเมียนมาจะเป็นเหมือนแหล่งเพาะอุตสาหกรรมสแกม แต่อุตสาหกรรมนี้ได้แพร่กระจายไปยังอเมริกาใต้ แอฟริกา ตะวันออกกลาง ยุโรป และหมู่เกาะแปซิฟิกบางแห่ง
ขณะที่บทลงโทษที่ศาลจีนกำหนดขึ้นมานั้นเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามที่จะกวาดล้างเครือข่ายสแกมเมอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นการส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรงไปยังกลุ่มอาชญากรอื่นๆ ด้วย จีนยกระดับความร่วมมือกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเพื่อปราบปรามแหล่งรวมตัวดังกล่าว และมีผู้ต้องหาหลายพันคนถูกส่งตัวกลับประเทศจีน
UN ประเมินว่ามีคนหลายแสนคนกำลังทำงานในศูนย์หลอกลวงทั่วโลก และศูนย์ในเมียนมาได้ดึงดูดแรงงานจำนวนมากจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจีน ขณะที่การกวาดล้าง ‘เคเค พาร์ค’ ฐานสแกมเมอร์ที่โด่งดัง ในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทำให้แรงงานหลายร้อยคนหลบหนีข้ามแม่น้ำไปยังอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ประเทศไทย
สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก ระบุว่า มีผู้คนมากกว่า 1,500 คน จาก 28 ประเทศ ข้ามพรมแดนเข้ามาในประเทศไทย ระหว่างการบุกตรวจค้น เคเค พาร์ค ขณะที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ไทย บอกกับผู้สื่อข่าวว่า มีชาวอินเดียเกือบ 500 คน อยู่ที่แม่สอด โดยรัฐบาลอินเดียจะส่งเครื่องบินไปรับพวกเขากลับประเทศ และขอให้เร่งสอบคดีต่างๆ
ขณะที่ ผู้เชี่ยวชาญ กล่าวว่า กองทัพเมียนมาที่ปกครองประเทศมาตั้งแต่ปี 2564 เพิกเฉยต่อศูนย์สแกมเมอร์เหล่านี้มาเป็นเวลานาน ซึ่งเชื่อว่ากำไรจากแหล่งดังกล่าวจะตกเป็นของพันธมิตรกลุ่มติดอาวุธที่ต่อสู้กับกลุ่มกบฏในประเทศ ทว่ารัฐบาลทหารก็เผชิญกับแรงกดดันให้ปิดศูนย์ฯ โดยประเทศจีน หลังจากที่พลเมืองเมียนมามีส่วนร่วมและตกเป็นเหยื่อจากการหลอกลวงในครั้งนี้
อ้างอิงจาก